เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
กรณีรถยนต์ออกจากซอย ตัดหน้ามอเตอร์ไซค์ ตำรวจลงบันทึกประจำวัน ชี้ให้ฝั่งมอเตอร์ไซค์เป็นฝ่ายถูก ฝ่ายมอเตอร์ไซค์ได้รับบาดเจ็บต้นขาขวาหัก ผ่าตัดดามเหล็กรอบแรก เหล็กที่ดามงอ จึงต้องผ่าตัดรอบสอง เป็นผ่าตัดเหล็กที่ดามออก ใส่เหล็กเข้าไปในแกนกระดูกแทน (ไม่สามารถถอดเหล็กออกได้แล้ว) แพทย์สั่งให้พัก240วัน ทางประกันเสนอจ่าย130,000บาท ควรฟ้องไหมคะ
คำตอบจากทนาย (3)
A: กรณีรถยนต์ “ออกจากซอยตัดหน้ารถทางตรง” และตำรวจลงบันทึกประจำวันชี้ว่าฝั่งมอเตอร์ไซค์เป็นฝ่ายถูก ย่อมเป็นพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายจราจรชัดเจน โดยหลักกฎหมายถือว่าฝ่ายรถยนต์เป็นฝ่ายประมาท ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57 กำหนดให้รถที่จะออกจากทางร่วมทางแยกหรือซอย ต้องให้ทางรถที่วิ่งในทางหลักก่อน หากฝ่าฝืนจนเกิดอุบัติเหตุย่อมเป็นความผิด และก่อให้เกิดความรับผิดทางละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ทำละเมิดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความเสียหาย 1) ประเมิน “ความเสียหาย” ตามข้อเท็จจริงของท่าน จากข้อมูล กระดูกต้นขาขวาหัก ผ่าตัด 2 ครั้ง ใส่เหล็กในโพรงกระดูกถาวร (ไม่สามารถถอดออกได้) แพทย์สั่งพักรักษา 240 วัน ลักษณะนี้ถือเป็น “บาดเจ็บสาหัส” ตามหลักทางการแพทย์และแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เพราะเป็นการสูญเสียสมรรถภาพร่างกายระยะยาว โดยปกติเรียกร้องได้หลายส่วน ได้แก่ (1) ค่ารักษาพยาบาล ที่จ่ายไปแล้ว ที่คาดว่าจะต้องรักษาในอนาคต (ถ้ามีใบรับรองแพทย์รองรับ) (2) ค่าขาดรายได้ 240 วัน ต้องคำนวณจากรายได้จริงต่อเดือน × จำนวนเดือนที่หยุดงาน หากเป็นอาชีพอิสระ ใช้หลักฐานรายได้ย้อนหลัง (3) ค่าขาดประโยชน์จากการใช้แรงงานในอนาคต กรณีใส่เหล็กถาวร มีผลต่อสมรรถภาพ ควรให้แพทย์ประเมินเปอร์เซ็นต์ความพิการ (4) ค่าทุพพลภาพ หากมีเปอร์เซ็นต์ความพิการถาวร ศาลมักคำนวณจากอายุ × รายได้ × % ความพิการ (5) ค่าเสียหายทางจิตใจ / ค่าปวดทรมาน แนวศาลฎีกาในคดีขาหัก ผ่าตัดหลายครั้ง มักอยู่ช่วงหลักแสนถึงหลายแสนบาท ขึ้นกับความรุนแรง 2) วิเคราะห์ข้อเสนอ 130,000 บาท จากลักษณะบาดเจ็บระดับ “ต้นขาหัก ผ่าตัด 2 ครั้ง ใส่เหล็กถาวร พัก 8 เดือน” โดยแนวคำพิพากษาศาลไทยในคดีลักษณะใกล้เคียง มูลค่าค่าสินไหมมักเกิน 300,000 – 800,000 บาท หรือมากกว่านั้น หากมีรายได้สูงและมีผลถาวรต่อการทำงาน ข้อเสนอ 130,000 บาท 👉 ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสภาพความเสียหายจริง 3) ควรฟ้องหรือไม่? ✔ ควรฟ้อง หาก: ประกันไม่เพิ่มวงเงินให้เหมาะสม มีหลักฐานการรักษาและใบรับรองแพทย์ครบ มีหลักฐานรายได้ชัดเจน คดีละเมิดมีอายุความ 1 ปี นับแต่รู้ตัวผู้กระทำละเมิดและรู้ความเสียหาย (ป.พ.พ. มาตรา 448) 4) กลยุทธ์ทางกฎหมาย ขั้นที่ 1: ทำหนังสือเรียกร้องอย่างเป็นทางการ แนบ ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา หลักฐานรายได้ ประเมินเปอร์เซ็นต์พิการ เสนอเรียกตัวเลขที่เหมาะสม (เช่น 600,000–900,000 บาท ขึ้นกับรายได้) ขั้นที่ 2: หากไม่ตกลง ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัดที่เกิดเหตุ จำเลยคือ คนขับรถ เจ้าของรถ (ถ้าไม่ใช่คนเดียวกัน) บริษัทประกันภัย (ตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจ) สรุปความเห็นทางกฎหมาย จากข้อเท็จจริงที่ให้มา 130,000 บาท ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง มีเหตุอันควรเรียกร้องสูงกว่านั้นหลายเท่า และมีแนวโน้มสูงที่ศาลจะพิพากษาให้มากกว่าข้อเสนอปัจจุบัน หากท่านแจ้งอายุผู้บาดเจ็บ รายได้ต่อเดือน และมีเปอร์เซ็นต์ความพิการหรือไม่ ผมสามารถคำนวณประเมินตัวเลขที่เหมาะสมเชิงกลยุทธ์ให้ละเอียดได้ครับ
A: เบื้องต้นจากกรณีดังกล่าว ฝ่ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหาย สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ดังนี้ 1. ค่ารักษาพยาบาล 2. ค่าขาดรายได้ระหว่างพักรักษาตัว 3. ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 4. ค่าสินไหมทดแทนอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน (เสมือนค่าทำขวัญ) 5. ค่าเสียหายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากข้อเท็จจริง ที่ประกันเสนอค่าเสียหายมาให้ หากท่านเห็นว่ายังไม่ครอบคลุมต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ท่านสามารถฟ้องคดีหรือยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายเข้าไปในคดีอาญา ที่อัยการฟ้องคู่กรณีต่อศาลได้ครับ
A: หากพิจารณาจากกรณีที่ ต้นขาขวาหัก ต้องผ่าตัดถึง 2 รอบ และมีเหล็กในแกนกระดูกตลอดไป พร้อมใบสั่งพักฟื้นยาวถึง 240 วัน ยอดที่ประกันเสนอมา 130,000 บาท ถือว่า ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง คุณสามารถพิจารณาเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ครอบคลุมหลายส่วน ดังนี้: 1. รายการค่าเสียหายที่ควรเรียกเพิ่ม ค่าขาดรายได้จากการทำงาน: คำนวณจากรายได้จริงต่อวัน คูณด้วยจำนวนวันที่พักฟื้น (240 วัน) หากมีรายได้วันละ 500 บาท ยอดนี้ส่วนเดียวก็สูงถึง 120,000 บาทแล้ว ค่าทนทุกข์ทรมาน (ค่าอนามัย): เนื่องจากการผ่าตัดซ้ำซ้อนและความเจ็บปวดจากการดามเหล็กถาวร สามารถเรียกได้หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทตามความเหมาะสม ค่าสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต: กรณีต้องดามเหล็กถาวรและส่งผลต่อการเดินหรือการทำงานในระยะยาว ค่าใช้จ่ายอื่นๆ: เช่น ค่าล้างแผล ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าจ้างคนดูแลในช่วงที่เดินไม่ได้ 2. ทางเลือกในการดำเนินการ ก่อนจะตัดสินใจฟ้องร้องซึ่งอาจใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย แนะนำให้ดำเนินการตามขั้นตอนของ คปภ. (OIC) เพื่อไกล่เกลี่ยก่อน: ร้องเรียนต่อ คปภ.: ยื่นเรื่องผ่านสายด่วน 1186 หรือสำนักงาน คปภ. จังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเจรจาต่อรองกับบริษัทประกัน ยอดที่ได้มักจะสูงกว่าที่ประกันเสนอมาเอง ฟ้องศาลเป็น "คดีผู้บริโภค": หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ สามารถยื่นฟ้องได้โดย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล และสามารถฟ้องได้ด้วยตนเอง คำแนะนำ: คุณควรสรุปรายได้เฉลี่ยต่อเดือนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด แล้วลองยื่นตัวเลขใหม่ให้ประกันหรือผ่าน คปภ. ก่อน หากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม การปรึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค หรือทนายความเพื่อฟ้องร้องก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในกรณีบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ครับ



