ได้รับหมายศาล หนี้บัตรเครดิต ต้องทำอย่างไรบ้าง
หมายเรียกไกล่เกลี่ย ยอดหนี้ 2 แสนกว่าๆ เนื่องจากปีที่แล้วตกงาน ขาดรายได้ ทำให้ผิดนัดชำระ ตอนนี้รายได้ที่หาได้ยังไม่พอกับรายจ่าย ทำยังไงได้บ้างคะ
คำตอบจากทนาย (6)
A: เบื้องต้นเมื่อได้รับหมายศาลควรยื่นไกล่เกลี่ยออนไลน์ค่ะเพื่อความสะดวกในการติดต่อและจะได้ไม่เสียสิทธิ์ในการยื่นคำให้การค่ะ
A: กรณีได้รับ หมายเรียกไกล่เกลี่ยคดีหนี้บัตรเครดิต ยอดประมาณ 200,000 บาท แสดงว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว แต่ศาลเปิดโอกาสให้คู่ความเจรจากันก่อนมีคำพิพากษา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญมาก หากบริหารจัดการดี สามารถลดภาระได้มาก ขออธิบายเป็นลำดับดังนี้ 1. ต้องไปศาลหรือไม่? ควรไปตามนัดทุกครั้ง หากไม่ไป ศาลอาจพิจารณาคดีลับหลัง และพิพากษาตามคำฟ้องทันที ทำให้เสียโอกาสต่อรอง การไกล่เกลี่ยเป็นโอกาส “ต่อรองยอดหนี้ ดอกเบี้ย และวิธีผ่อนชำระ” ได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 2. หนี้บัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยได้เท่าไร? ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยทั่วไปเพดานไม่เกินประมาณ 16% ต่อปี (ตามประกาศล่าสุดที่ใช้บังคับ) หากในคำฟ้องคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สามารถโต้แย้งได้ 3. แนวทางปฏิบัติในวันไกล่เกลี่ย (1) ขอ “หยุดดอกเบี้ย” เสนอให้เจ้าหนี้หยุดคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้อง หรือให้คิดในอัตราต่ำลง (2) ขอ “ลดเงินต้นหรือดอกเบี้ยค้าง” หลายบริษัทพร้อมลด 20–50% หากลูกหนี้แสดงความตั้งใจผ่อนจริง (3) ขอผ่อนชำระระยะยาว เช่น 24–48 งวด โดยเสนอจำนวนที่ “จ่ายได้จริง” ไม่ควรรับภาระเกินกำลัง 4. หากรายได้ยังไม่พอ ควรทำอย่างไร ให้แจ้งศาลและคู่กรณีตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันรายได้เท่าไร ภาระค่าใช้จ่ายประจำเท่าไร จ่ายได้เดือนละเท่าไร ศาลมักช่วยกดดันเจ้าหนี้ให้รับข้อเสนอที่เหมาะสม ⚠️ สำคัญมาก: อย่าตกลงยอดที่จ่ายไม่ไหว เพราะถ้าผิดนัดตามสัญญาประนีประนอม เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีทันที 5. ถ้าไม่มีเงินจ่ายเลย จะเกิดอะไรขึ้น? หากสุดท้ายศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ และไม่สามารถชำระได้ เจ้าหนี้สามารถดำเนินการบังคับคดีผ่าน กรมบังคับคดี โดยอาจ อายัดเงินเดือน (ไม่เกิน 30% ของรายได้) ยึดทรัพย์สินที่มีชื่อเป็นเจ้าของ แต่ ไม่สามารถจำคุกเพราะหนี้แพ่งได้ 6. มีทางเลือกอื่นหรือไม่? หากมีหนี้หลายแห่ง และไม่สามารถชำระได้จริง อาจพิจารณา โครงการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง/หลังฟ้อง ของ สำนักงานศาลยุติธรรม หรือหากหนี้รวมสูงมากและไม่มีทรัพย์สิน อาจต้องประเมินเรื่อง “ล้มละลาย” ซึ่งเป็นมาตรการสุดท้าย 7. คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ไปศาลตามนัดทุกครั้ง เตรียมเอกสารแสดงรายได้–รายจ่าย เสนอผ่อนในยอดที่จ่ายไหวจริง ขอให้ศาลระบุในบันทึกข้อตกลงว่า “หยุดดอกเบี้ย” หากต้องการต่อรองจริงจัง ควรมีทนายช่วยคำนวณยอดให้ถูกต้อง หากต้องการ ฉันสามารถช่วยคุณคำนวณแนวทางผ่อน เช่น ถ้าผ่อนเดือนละ 3,000 / 4,000 / 5,000 บาท จะใช้เวลากี่ปี หรือวิเคราะห์คำฟ้องว่าดอกเบี้ยคิดถูกต้องหรือไม่ แจ้งรายได้ต่อเดือนและภาระคร่าว ๆ มาได้ค่ะ จะช่วยวางแผนให้เหมาะสมที่สุด
A: หนี้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ท่านแจ้งว่าปีที่แล้วตกงาน ขาดรายได้ จึงผิดนัดชำระ แสดงว่าเจ้าหนี้บัตรเครดิตนำหนี้มาฟ้องยังไม่ขาดอายุความ ทนายจึงแนะนำว่าควรไปศาลตามหมายเรียกเพื่อไกล่เกลี่ยครับ อย่างน้อยขอผ่อนชำระ ซึ่งหากท่านไม่ไปในวันดังกล่าว ศาลจะพิพากษาไปตามคำฟ้องของเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้ครับ
A: เข้าใจเลยครับ ว่าช่วงที่รายได้ยังไม่นิ่งแล้วต้องเจอหมายศาลมันเครียดแค่ไหน แต่อย่างแรกที่อยากให้ทำคือ "ตั้งสติ" ครับ การได้รับหมายศาลไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นโอกาสที่จะได้เจรจาจบหนี้ภายใต้การดูแลของศาลครับ นี่คือขั้นตอนที่คุณควรทำทันที: 1. ไปศาลตามนัด "ห้ามหนี" สิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง ไปศาลตามวันและเวลาที่ระบุในหมายเรียก ครับ หากคุณไม่ไป ศาลจะพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวตามที่โจทก์ (ธนาคาร) ร้องขอ ซึ่งคุณจะเสียสิทธิในการต่อรองดอกเบี้ยหรือขอผ่อนชำระที่เหมาะสมกับรายได้ปัจจุบันของคุณ 2. ขั้นตอนการ "ไกล่เกลี่ย" เมื่อไปถึงศาล จะมีเจ้าหน้าที่พาไปห้องไกล่เกลี่ย คุณสามารถใช้โอกาสนี้บอกความจริงกับเจ้าหน้าที่และทนายธนาคารได้เลยครับ: แจ้งสถานะการเงิน: บอกเหตุผลที่ผิดนัดชำระ (เช่น ตกงาน) และแจ้งรายได้ปัจจุบันที่หาได้จริง ขอปรับโครงสร้างหนี้: ขอผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ตามกำลังที่ไหว (เช่น เดือนละ 2,000-3,000 บาท) ซึ่งมักจะได้เงื่อนไขที่ดีกว่าการคุยข้างนอกศาล ขอลดดอกเบี้ย: ศาลมักจะช่วยดูเรื่องความเหมาะสมของดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บเกินจริงให้ด้วย 3. ตรวจสอบ "อายุความ" หนี้บัตรเครดิตมี อายุความ 2 ปี นับจากวันที่จ่ายครั้งสุดท้าย หากธนาคารฟ้องเกินระยะเวลานี้ คุณสามารถสู้คดีเพื่อให้ศาลยกฟ้องได้ แต่ต้องยื่นคำให้การสู้คดีผ่านทนายความ 4. ตัวช่วย: "คลินิกแก้หนี้ (SAM)" แม้ถูกฟ้องแล้ว คุณก็ยังสามารถสมัครเข้าร่วม โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM ได้ หากคุณเข้าเกณฑ์ (เป็นหนี้เสียเกิน 120 วัน และยอดหนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท) โครงการนี้จะช่วยรวมหนี้และให้ผ่อนจ่ายในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3-5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายเดือนได้มากครับ ข้อควรทราบเพิ่มเติม ไม่ติดคุก: หนี้บัตรเครดิตเป็นคดีแพ่ง ไม่มีโทษจำคุกแน่นอนครับ การยึดทรัพย์: จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลตัดสินแล้วคุณไม่จ่ายตามที่ตกลง และมักจะอายัดได้เฉพาะเงินเดือนส่วนที่เกิน 20,000 บาทขึ้นไป (หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน) สรุปสิ่งที่ต้องเตรียม: เอกสารแสดงรายได้/รายจ่าย ปัจจุบัน (เพื่อให้เห็นว่าผ่อนได้เท่าไหร่) สำเนาบัตรประชาชน และหมายศาลที่ได้รับ ตรวจสอบข้อมูลหนี้ผ่าน แอปเครดิตบูโร (Bureau) เพื่อใช้ประกอบการเข้าคลินิกแก้หนี้
A: ไปศาลเพื่อไกล่เกลี่ยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ(ผ่อนชำระ)กับโจทก์ หรือหากตรวจสอบคำฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ศาลยกฟ้อง บัตรเครดิตอายุความ 2 ปีนับแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้าย หากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 2 ปี ต้องยื่นคำให้การ ครับ ทั้งนี้ในคดีแพ่ง หากไม่สะดวกดำเนินการด้วยตัวเองสามารถแต่งตั้งทนายความดำเนินการแทนได้ครับ
A: จากข้อเท็จจริงท่านควรที่จะไปตามหมายศาลที่ได้นัดวันมาเพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองแต่ควรจะเช็คว่าหมายศาลที่ท่านได้รับเป็นของจริงหรือไม่ควรโทรไปที่ศาลและแจ้งหมายเลขดำเมื่อเป็นหมายศาลจริงควรไปตามนัดเพราะท่านจะได้มีการต่อรองผ่อนชำระกับทางเจ้าหนี้ตามกำลังของท่านได้ครับ



