คดี ดูหมิ่นซึ่งหน้า
ระหว่างมีการเดินสวนกัน เราได้มีการเอียงหน้าและบ่นพึมพำแต่เขาเข้าใจว่าเราด่าว่าอีดอกและให้เด็กที่เดินตามอยู่ด้านหลัง มาเป็นพยานและบอกว่าเราพูดคำนั้นจริง
คำตอบจากทนาย (3)
A: ถ้าเอียงหน้าไปมองเขาจริงๆ อาจจะกล่าวอ้างเป็นอย่างอื่นได้ครับ เช่น นึกถึงเรื่องอื่นอยู่แล้วพูดพึมพัมมา แต่บังเอิญหันไปพอดี / และแสดงให้เห็นครับว่าไม่มีแรงจูงใจที่จะด่าเขา / ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
A: ในทางกฎหมาย คดี "ดูหมิ่นซึ่งหน้า" (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393) มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในกรณีของคุณดังนี้ครับ: องค์ประกอบความผิด: การดูหมิ่นต้องเป็นการเหยียดหยาม ทำให้อับอาย หรือลดทอนคุณค่า ซึ่งคำว่า "อีดอก" ถือเป็นคำด่าที่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา เจตนาเป็นสำคัญ: หากคุณเพียงแค่ "บ่นพึมพำ" กับตัวเองโดยไม่มีเจตนาให้เขาได้ยินหรือมุ่งหมายจะด่าเขาโดยตรง อาจขาดเจตนาในการกระทำความผิด แต่ในชั้นศาลต้องหักล้างด้วยข้อเท็จจริง น้ำหนักของพยาน: การที่เขาใช้ "เด็กที่เดินตามหลัง" มาเป็นพยาน พยานปากนี้อาจถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความน่าเชื่อถือได้ เช่น เด็กได้ยินชัดเจนจริงหรือไม่ หรือเป็นการเตี๊ยมกันมาเนื่องจากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคู่กรณี แนวทางการรับมือ: ปฏิเสธข้อกล่าวหา: หากคุณไม่ได้พูดคำนั้นจริงๆ ให้ยืนยันว่าเป็นการบ่นกับตัวเองเรื่องอื่น และไม่ได้ระบุตัวบุคคล ตรวจสอบระยะห่าง: ในขณะเดินสวนกัน ระยะห่างและเสียงสภาพแวดล้อมเพียงพอที่จะทำให้คนเดินตามหลังได้ยิน "คำที่พึมพำ" จริงหรือไม่ (ซึ่งปกติคำพึมพำมักฟังไม่ได้ศัพท์) คดีนี้เป็นความผิดลหุโทษ (โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท) ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถ เปรียบเทียบปรับ เพื่อให้คดีจบที่สถานีตำรวจได้หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ครับ
A: คดีดูหมิ่นซึ่งหน้า หากอีกฝ่ายกล่าวหาว่ามีพยานยืนยัน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายประกอบกันค่ะ ไม่ได้เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทันที หากข้อเท็จจริงไม่เป็นตามที่กล่าวหา สามารถโต้แย้งได้ โดยนำพยานหรือหลักฐานอื่น เช่น พยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือข้อเท็จจริงแวดล้อม มาชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนหรือศาลได้ค่ะ



