เพื่อนเมาแล้วไป ชนท้ายรถแท็กซี่มีคนบาทเจ็บ และเสียชีวิต จะโดนโทษและคดีอะไรบ้างครับ
วันก่อนเพื่อนผมเมาแล้วขับ ไปชนท้ายรถแท็กซี่แล้วมีคนเจ็บ และคนเสียชีวิต วัดแอลกอฮอล์ได้ 85% จะโดนคดีอะไรบ้างครับโทษเป็นยังไงบ้าง
คำตอบจากทนาย (3)
A: กรณีเมาแล้วขับรถชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นคดีอาญาครับ ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและปรับครับ นอกจากนี้ทางผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเพื่อนได้ครับ
A: คดีเมาแล้วขับเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 160 ตรี ผู้ที่มีความผิดจะต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพัก >>> “ข้อกฎหมายกรณีขับรถชน #ข้อควรปฏิบัติ เมื่อขับรถชนคน 1. ดูและประเมินสถานการณ์ ถ้ากรณีบาดเจ็บเล็กน้อย ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และให้รอประกันมาเคลียร์ ถ้าบาดเจ็บในตำแหน่งสำคัญ ต้องรอรถพยาบาลอย่างเดียวครับ อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเองเด็ดขาด 2. ถ้ารถมีประกัน ต้องรีบติดต่อกับบริษัทประกันทันทีนะครับ เพราะบริษัทประกันเขาจะมีเจ้าหน้าที่มาตามที่เกิดเหตุ พร้อมทำแผนที่เกิดเหตุไว้พร้อมมูลเพื่อเอาไว้ต่อสู้คดี 3. ให้ถ่ายรูปที่เกิดเหตุ เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานการต่อสู้คดี และหากมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ถ่ายภาพศพหรือที่เกิดเหตุไว้ ก็ให้ติดต่อขอภาพที่ถ่ายเก็บไว้ให้ได้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีในภายหลัง 4. อย่าหนีเป็นอันขาด เพราะความผิดฐานขับรถประมาทนั้น ไม่ใช่เรื่องเจตนา ผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากร โทษก็ไม่มาก ควรจะอยู่เพื่อต่อสู้กับความจริง มิฉะนั้นท่านจะต้องหลบหนีนานถึง 15 ปี ถ้าท่านขับรถชนคนตาย.... แต่ถ้าท่านมอบตัวสู้คดี บางทีท่านก็ไม่มีความผิด หรือมีความผิดศาลก็ปรานีลดโทษให้ ถ้าท่านเป็นคนดีมีน้ำใจ 5. ถ้าท่านได้ออกค่าใช้จ่ายอะไรไปก่อนในการช่วยเหลือ ให้เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐานครับ #สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ # 1. กฎหมายอาญา เช่น มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ประมาท คือการกระทำที่ขาดความระมัดระวัง หรือ ระวังแล้วแต่ไม่เพียงพอตามวิญญูชนพึงถือปฏิบัติซึ่งไม่ใช่เจตนา เรื่องการประมาท ศาลมักจะให้โอกาสปรับปรุงตน ซึ่งทั่วไปแล้ว โทษจำคุกมักจะรอลงอาญา เว้นแต่บุคคลนั้นเคยกระทำความผิดเช่นว่านั้น หรือเคยรอลงอาญามาก่อนแล้วยังมากระทำความผิดซ้ำอีก เช่นนี้ศาลจะพิจารณาลงโทษเลยและไม่เพียงแต่ลงโทษในคดีความใหม่เท่านั้น แต่จะรวมเอาโทษที่รอลงอาญาอยู่ก่อนนั้นมาลงโทษด้วยทันที ..............การที่ศาลจะรอลงอาญากับผู้กระทำผิดหรือกระทำการโดยประมาทนั้นจะต้องมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความรับผิดชอบและรู้สำนึก ดังนี้ครับ 1. ผู้ขับขี่ไม่ได้หลบหนี (เพราะหากหลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และตำรวจมีอำนาจยึดรถที่ขับไว้จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่ หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ถ้าไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษจำคุกหรือปรับ ) 2. ได้ให้ความช่วยเหลือ บรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น เรื่องนี้สำคัญมากๆ ครับ ซึ่งมี พ.ร.บ.จราจรทางบก วางหลักกฎหมายในฐานขับรถโดยประมาทไว้ เช่นมาตรา 78 ระบุไว้ว่า...ผู้ใดขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือไม่ก็ตาม ****ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้ง ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย**** ในกรณีที่ผู้ขับขี่หลบหนีไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ **ยึดรถ** คันที่ผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 6 เดือนนับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิด และให้ตกเป็นของรัฐ........ >>กรณีชนแล้ว ผู้ที่ถูกชนเสียชีวิต ถ้าเราผิด หรือประมาทร่วม คดีนี้เป็นคดีอาญา ถ้าญาติหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่ยอม และเรียกค่าสินไหมทดแทน จนคดีดำเนินมาถึงศาล ศาลท่านก็จะพิจารณาว่ามีเจตนามั้ย ถ้าไม่ได้เจตนาหรือแค่ประมาท ประกอบกับหลังเกิดเหตุแล้ว ได้พยายามช่วย หรือออกค่ารักษาพยาบาลให้ตามสมควร ศาลจะพิจารณาว่าสำนึกในความผิดและไม่มีเจตนา ทำนองนั้น จะช่วยลดหย่อนได้หลายอย่าง เช่น โทษ หรือ เงินชดเชย จากหนักเป็นเบา .....ถ้ากรณีหนี แล้วถูกจับได้ หรือตามตัวได้ จะอ้างตกใจและยังไม่ทันมอบตัวไม่ได้แล้ว ก็จะกลายเป็นชนแล้วหนีทันที เป็นข้อแก้ต่างซึ่งจะฟังไม่ขึ้นในชั้นศาล .....ถ้ากรณีหนีหายเลย นี่ผิดเต็มๆ ไม่ว่าจะถูกตามเรื่องจริง เพราะศาลจะมองว่า ถ้าไม่ผิดจะหนีทำไม .... ซึ่งตำรวจมีอำนาจที่จะยึดรถที่ขับไว้ได้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ขับขี่หรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด สำหรับบันทึกประจำวันของตำรวจที่ได้ลงบันทึกไว้ หากมีข้อความว่า "ผู้ขับขี่ได้บรรเทาทุกข์เบื้องต้นอย่างใส่ใจและครบถ้วนจนทำให้ผู้บาดเจ็บพอใจในระดับหนึ่ง" ตรงนี้สำคัญมากๆครับ เพราะเมื่อถึงตอนศาลอ่านพบ มันทำให้ศาลพูดได้ว่า "จำเลยได้สำนึกผิดและให้การช่วยเหลือด้วยดีมาโดยตลอด" .......การยอมรับสารภาพผิดเพื่อให้คดีจบเร็วขึ้นและได้รับการลดหย่อนโทษ "ขับขี่โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ (สาหัสหรือตาย)" จะมีโทษทัณฑ์ตามลำดับ คือ ตัดแต้ม..ยึดใบอนุญาต..ปรับ..ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าคุณสู้คดี โอกาสที่จะชนะมีแต่น้อยมาก ......กรณีเสียชีวิต แล้วคุณยอมรับผิด ดีที่สุดคือ การเจรจาค่าทำขวัญกับญาติของเขาให้จบไป ถ้าคุณมีประกันภัย จะมีวงเงินคุ้มครองตรงนี้อยู่แล้วครับ แต่ญาติผู้ตายมักเรียกร้องเกินกว่าที่ประกันภัยจะยอมชดใช้ ก็อยู่ในวิจารณญาณของคุณ ถ้าคุณยอมจ่ายส่วนที่เกินแล้วเรื่องจบ ตำรวจนัดคู่กรณีมาบันทึกความตกลง ญาติผู้เสียหายยอมแล้ว โทษทางกฏหมายก็ไม่ถึงขั้นจำคุก .. .....กรณีพิการตลอดชีวิต ถ้าตกลงค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาลกันได้ที่เงินก้อนหนึ่ง ก็ให้ไปทำความตกลงกันที่สถานีตำรวจเจ้าหน้าที่ เขาจะได้ไม่มาเรียกร้องค่าเสียหายกับคุณตลอดชีวิต ....ข้อควรจำ ....แม้จะพูดจากันเข้าอกเข้าใจดี ก็อย่าตกลงกันเอง ให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานเสมอ มิฉะนั้น คุณอาจจะต้องเสียใจในภายหลังเมื่อคนที่ดูเหมือนง่าย กลายเป็นคนที่เขี้ยวลากดินที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมา ถ้าตกลงกันไม่ได้ ตำรวจก็ทำสำนวนส่งฟ้องศาล ก็แล้วแต่ว่า ศาลจะพิจารณาตัวเลขที่เหมาะสมอย่างไร โดยดูจากสภาพความพิการ ฐานะทางการเงินของทั้งสองฝ่าย ยิ่งสู้คดีกันยาวๆ คนเจ็บก็จะยิ่งเสียเปรียบครับ ไม่มีโอกาสที่จะได้เปรียบมากขึ้นๆ ส่วนตัวคุณผู้ขับรถชนคนพิการ มีสภาวะทางจิตที่ต้องเยียวยาไม่แพ้กัน สำหรับคนที่ทำผิดครั้งแรก ไม่เคยรับโทษคดีอาญามาก่อน อาจจะมีโทษครึ่งหนึ่งตามเจตนา หรือรอลงอาญา ทั้งนี้ดูจากเจตนาและสถานที่เกิดเหตุ >>> การดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ > เจ้าหน้าที่ตำรวจ ... ในชั้นนี้ พนักงานสอบสวนก็จะทำการสืบสวน-สอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ขับขี่ที่ประมาท ถ้าคดีนั้นมีผู้เสียชีวิต พนักงานสอบสวนก็จะทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ ถ้ามีประกัน และกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นมีการซื้อประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญาเอาไว้ บริษัทประกันภัยจะเข้ามาช่วยเหลือนำหลักทรัพย์มาประกันตัว ( ซึ่งปกติ จะมีอยู่ในกรมธรรมภาคสมัครใจแทบทุกฉบับครับ แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น โดยปกติ จะอยู่ที่ 200,000 , 300,000 แต่ก็มีบางกรมธรรม์ ที่ประกันตัวผู้ขับขี่ เป็น 100,000 เช่น สินมั่นคง เรทตามไมล์ ครับ ) ......แต่ถ้ากรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ซื้อความคุ้มครองส่วนนี้ไว้ หรือซื้อไว้แต่ไม่พอ ผู้ขับขี่ต้องหาหลักทรัพย์มาประกันตัวเอง ซึ่งในชั้นนี้จะเรียกว่า การประกันตัวชั้นพนักงานสอบสวน โดยตำรวจจะเป็นผู้กำหนดว่า หลักทรัพย์ที่จะต้องนำมาประกันตัวนั้นจะต้องมีมูลค่าเท่าไร ( โดยปกติจะกำหนดอยู่ที่ ถ้าเป็นรถส่วนบุคคล 150,000 บาท รถรับจ้าง 200,000-250,000 บาท ครับ ) ในขั้นต่อไป พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จะทำการสรุปสำนวนรายงานการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งจะมีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้ประมาณ 90 วัน เมื่อ สืบสวน-สอบสวนเรียบร้อยแล้วก็จะนำเสนอให้กับผู้กำกับการ เพื่อขอความเห็นชอบเป็นคำสั่งตามความเห็นของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะมีการสรุป ออกเป็น 3 แนวทางคือ 1. งดการสอบสวน 2. สั่งไม่ฟ้อง 3. สั่งฟ้อง จากนั้นจะส่งสำนวนไปยังอัยการ >พนักงานอัยการ... สำหรับในชั้นพนักงานอัยการ เมื่อพนักงานสอบสวนจะส่งรายงานการสอบสวนไปยังอัยการ ก็จะแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และจะได้แจ้งให้ทางบริษัทประกันภัยเตรียมหลักทรัพย์เพื่อการประกันตัวในชั้นอัยการอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอัยการจะตรวจสำนวนรายงานการสอบสวน และจะมีความเห็นใน 2 ทางคือ 1. เห็นตามรายงานการสอบสวน หรือ 2. เห็นตรงกันข้ามกับพนักงานสอบสวน เช่น พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่อัยการว่าสั่งไม่ฟ้อง คดีก็จบในชั้นอัยการ ถ้าฝ่ายผู้ตายไม่เห็นด้วยก็จะฟ้องเราเอง หากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะมีการส่งตัวผู้ต้องหาและสำนวนสั่งฟ้องไปยังศาลต่อไป (**จุดที่เรื่องไปไม่ถึงศาล 1. ชั้นตำรวจ จะเป็นผู้ชี้ ผิด-ถูก ในเบื้องต้น ตกลงในชั้นนี้ให้ดี ถ้าจบได้ก็ดี 2. ชั้นอัยการ กรณีสั่งไม่ฟ้องฯ ) เมื่อสำนวนคดีที่สั่งฟ้องไปถึงชั้นศาล เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่บริษัทประกันภัยขอประกันตัวในชั้นศาลได้ และจะมีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาเพื่อดำเนินการทางคดี..... # 2. กฎหมายแพ่ง หากตกลงชดใช้ชดเชยค่าเสียหายกันได้ ก็ไม่ต้องนำกฎหมายนี้มาใช้ครับ เว้นเสียแต่ผู้เสียหายไม่ได้รับการชดใช้หรือมีการทำผิดไปจากข้อตกลง ก็มีความผิดฐานละเมิด มาตรา 420 จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน - การตกลงใช้ค่าเสียหายให้คนเจ็บ มีประโยชน์มากครับ ถ้าเราไม่พยายามตกลงใช้ค่าเสียหายให้กับคนเจ็บ ตำรวจเขาจะมีระเบียบไว้ว่า >>ไม่ให้คืนรถของกลางให้แก่ผู้ต้องหา จนกว่าผู้ต้องหาจะพยายามตกลงกับฝ่ายผู้เสียหาย << และถ้าหาก เราชดใช้ค่าเสียหาย จ่ายค่าทำศพให้เขา คดีแพ่งก็ระงับเพราะถือว่ายอมความคดีแพ่งกันแล้ว จะฟ้องเรียกค่าเสียหายเราในทางแพ่งไม่ได้อีกแล้ว และถ้าเราถูกฟ้อง คดีอาญาต่อศาล ผู้เสียหายจะมาแถลงต่อศาลว่า เราได้ชดใช้ค่าเสียหายให้เขาแล้วส่วนมาก ศาลจะปรานีจำเลย ให้รอลงอาญา (ไม่ติดคุก) **บางท่านอาจจะเคยเจอกรณีที่ขับรถมาโดยปกติ และเกิดมีคนกระโดดพุ่งชนรถ หรือพุ่งออกมาจนถูกรถชนจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตามกฎหมายระบุไว้ในชั้นแรกว่า...ผู้ขับขี่เป็นผู้กระทำผิด เว้นแต่มีการพิสูจน์ได้ว่าเหตุนั้นเกิดจากผู้ตายหรือผู้บาดเจ็บเป็นผู้กระทำ กฎหมายก็จะถือว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอีกฝ่ายหนึ่ง .....ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเหตุเกิดจากอีกฝ่าย คดีก็จะพลิกไปกลายเป็นว่าคนที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นผู้กระทำผิด และคนขับรถเป็นผู้เสียหาย ซึ่งถึงแม้คนที่เป็นเหตุจะเสียชีวิต แต่ทายาทที่อยู่ก็อาจจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายแทนครับ
A: สวัสดีครับ อย่างแรกเลยคือ จะมีความผิดตามพรบ.จราจรทางบก ว่าด้วยเรื่อง ห้ามไม่ให้ผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุรา หรือเมาของอย่างอื่น ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ครับ อย่างที่สองคือ จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประมาทเป็นเหตุให้ผูัอื่นถึงแก่ความตาย และมาตรา 300 เรื่องประมาทอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสครับ ในส่วนเรื่องโทษที่จะได้รับ ผมขอไม่ตอบ เพราะเป็นดุลพินิจของศาลครับ



