เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-04

ฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา/มารดา–บุตรนอกสมรส

การพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา และบุตรมีความสำคัญอย่างยิ่งในกฎหมายครอบครัวไทย โดยเฉพาะในกรณีที่ของ “บุตรนอกสมรส” ซึ่งก็คือ บุตรที่เกิดจากชายและหญิงที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน และรวมถึงเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เช่น การอุ้มบุญ การทำเด็กในหลอดแก้ว ฯลฯ เด็กเหล่านี้บางคนโชคร้ายที่ไม่ได้มีบิดามารดาตามกฎหมายถูกต้อง สิทธิที่ได้ก็จะไม่ครบถ้วนตามไปด้วย


บุตรนอกสมรสคืออะไร ?

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บัญญัติว่า “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”

หมายความว่า ถ้าไม่ใช่กรณีที่บิดามารดาเป็นคู่สมรสกัน ความเป็นบิดาจะไม่เกิดขึ้นทันทีที่เด็กเกิด บิดาจะไม่มีสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ต่อเด็กโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นบุตรของตนจริงก็ตาม สิทธิต่าง ๆ โดยความเป็นบิดาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการ “รับรองบุตร” หรือ “พิสูจน์ความเป็นบิดา” ผ่านศาล

ส่วนความเป็นมารดา ปกติก็จะนับจากมารดาที่ให้กำเนิด แต่กรณีที่อาจมีการฟ้องพิสูจน์ความเป็นมารดาก็มีอยู่ คือ เด็กสลับเตียงตอนเกิด มารดาที่ให้กำเนิด ที่เป็นสายโลหิตเดียวกันกับมารดาตามกฎหมายที่เลี้ยงดูไม่ตรงกัน และกรณีของการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ซึ่งบางรูปแบบเช่น การฝากผู้หญิงคนอื่นตั้งครรภ์ ความเป็นมารดาจะไม่เอาผู้หญิงที่ให้กำเนิดเป็นมารดา


ฟ้องพิสูจน์บิดา เป็นอย่างไร ?

การฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา เป็นวิธีทางศาบที่ใช้เมื่อบิดาไม่เต็มใจที่จะรับรองบุตร หรือปฏิเสธว่าเด็กไม่ใช่บุตรของตน ซึ่งส่งผลให้เด็กยังไม่มีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา

โดยการฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา มีหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1555 ซึ่งบัญญัติว่า

“ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(2) เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(3) เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
(5) เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้
(6) เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น
(7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร๒๒
พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น
ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ ให้ยกฟ้องเสีย”

หมายความว่า เมื่อเด็กพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อใดข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับมารดาของตนดังต่อไปนี้ได้ว่าจริง และฝ่ายบิดาพิสูจน์ปฏิเสธไม่ได้ รวมถึงพิสูจน์ไม่ได้โดยอาศัยเหตุข้อใดข้อหนึ่งว่าตัวเองไม่สามารถเป็นบิดาของเด็กได้แน่ ๆ ศาลก็จะตัดสินให้ฝ่ายบิดาต้องรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเหตุทั้ง 7 ข้ออธิบายได้ดังนี้

ฝ่ายบิดาได้ทำการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดหรือกักขังมารดาของเด็กโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในช่วงเวลาที่มารดาสามารถตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้

ฝ่ายบิดาได้ทำการลักพาตัวมารดาของเด็กไปเชิงชู้สาว หรือมีการล่อลวงให้มีเพศสัมพันธุ์กับฝ่ายชาย ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้

มีเอกสาร/หลักฐานของทางฝ่ายบิดาว่าเด็กเป็นลูกของเขา เช่น ฝ่ายบิดาได้จดบันทึกในเอกสารส่วนตัวว่า ตัวเองผู้ทำให้มารดาของเด็กท้อง หรือสื่อไปในแง่นี้ได้ชัดเจน ก็สามารถเอามาเป็นหลักฐานให้ศาลพิจารณาได้

มีหลักฐานในทะเบียนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรของฝ่ายบิดา โดยฝ่ายบิดาเป็นคนแจ้งเองหรือรู้เห็นและยินยอมให้มีการแจ้งแบบนั้น

ฝ่ายหญิงทั้งฝ่ายบิดาและมารดาของเด็กได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีการปิดบังว่าอยู่ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กสามารถตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้ เช่น ทั้งสองฝ่ายคบหากัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องถึงขั้นหมั้นหรือแต่งงานตามประเพณีพื้นบ้านก็ได้

ฝ่ายบิดาได้มีเพศสัมพันธุ์กับมารดาของเด็ก ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กตั้งครรภ์เด้กคนนั้นได้ และมีเหตุผลที่ควรเชื่อว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผู้ชายคนอื่น

มีเรื่องปกติในชีวิตประจำวันว่าเด็กเป็นลูกของฝ่ายบิดา เช่น ฝ่ายบิดาเป็นคนจ่ายค่าเรียนให้ ไปรับไปส่ง ให้ใช้นามสกุล ฯลฯ

และในปัจจุบันสามารถใช้การพิสูจน์สารพันธุกรรมในการพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ประกอบกัยข้อเท็จจริงที่ปรากฎกับมารดาก็ได้ หรือให้ศาลพิจารณาประกอบกันก็ได้ เพราะข้อมูลสารพันธุกรรมทางวิทยาศาตร์มีความน่าเชื่อถือสูงมาก หากไม่มีการทำผิดพลาดในขั้นตอน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง และแม้ฝ่ายบิดาจะใช้สิทธิปฏิเสธไม่ให้เอาสารพันธุกรรมของตนไปตรวจ ก็ทำได้ แต่กฎหมายก็จะมีข้อสันนิษฐานว่า ข้อเท็จจริงเป็นผลเสียแก่ฝ่ายบิดา ตามพรบ.ข้างต้นมาตรา 160 วรรคสามซึ่งบัญญัติว่า “หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมกระทำการหรือขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น”


พิสูจน์มารดา เป็นอย่างไร ?

ในกรณีที่เกิดความผิดพลาด เช่นเด็กสลับตัวตอนเกิด เด็กจึงไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบของมารดาที่แท้จริง โดยมีเหตุผลที่ฟ้อง เช่น อาจมีฐานะดีกว่า ให้การเลี้ยงดูได้ดีกว่าฐานะเดิม ฯลฯ

เด็กสามารถฟ้องศาลขอพิสูจน์มารดาได้ อาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บัญญัติว่า “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น…”

ซึ่งก็คือหลักทั่วไปว่า ใครให้กำเนิด คนนั้นคือมารดาที่แท้จริง ซึ่งสามารถใช้หลักฐานได้หลายอย่าง เช่น หลักฐานจากโรงพยาบาล อย่าง รายงานคลอด สมุดบันทึกการคลอด หรือ พยานบุคคล อย่างแพทย์ พยาบาลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในขณะคลอด แต่พยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างสารพันธุกรรม ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูง โดยอาศัยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่งในการฟ้องได้ และแม้ฝ่ายมารดาที่แท้จริงจะใช้สิทธิปฏิเสธไม่ให้เอาสารพันธุกรรมของตนไปตรวจ ก็ทำได้ แต่กฎหมายก็จะมีข้อสันนิษฐานว่า ข้อเท็จจริงเป็นผลเสียแก่ฝ่ายนั้น ตามพรบ.ข้างต้นมาตรา 160 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า “หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมกระทำการหรือขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น”

รวมทั้งบุตร มารดาที่เลี้ยงดูมา รวมถึงมารดาที่แท้จริงก็อาจร่วมกันฟ้องโรงพยาบาลที่ทำคลอดฐานที่ทำให้เกิดความเสียหายวุ่นวานได้อีกด้วย

ในอีกกรณี คือ การฟ้องพิสูจน์มารดา และอาจจะรวมไปถึงฟ้องพิสูจน์บิดาด้วยในบางกรณี สำหรับเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ความเป็นบิดา มารดา บุตร สำหรับเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธ์ กฎหมายกำหนดไว้ไม่ให้ถือจากพันธุกรรมเป็นหลัก แต่ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า

“เด็กที่เกิดจากอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนของผู้บริจาค แล้วแต่กรณี โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำโดยการให้ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีที่ต้องการจะมีบุตรเป็นผู้ตั้งครรภ์ หรือให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยหญิงอื่น ให้เด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์จะมีบุตร แม้สามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งประสงค์จะมีบุตรถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด

ชายหรือหญิงที่บริจาคอสุจิหรือไข่ ซึ่งนำมาปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนเพื่อการตั้งครภ์หรือผู้บริจาคตัวอ่อน และเด็กที่เกิดจากอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนที่บริจาคดังกล่าว ไม่มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดก”

หมายความว่า เด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสที่ต้องการให้เด็กเกิดทุกกรณี รวมถึงกรณีที่ตัวคู่สมรสคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองเสียชีวิตก่อนเด็กเกิด ก็ให้เด็กเป็นบุตรของคู่สมรส ส่วนผู้บริจาคเซลอสุจิ เซลไข่ หรือตัวอ่อนรวมทั้งผู้ตั้งครรภ์แทน จะไม่มีความผูกพันธุ์ใด ๆ ตามกฎหมายครอบครัวและมรดกกับเด็ก ก็คือจะไม่มีสิทธิหน้าที่บิดา มารดา บุตรเกิดขึ้นระหว่างเด็ก กับผู้บริจาคหรือผู้ตั้งครรภ์แทน

ซึ่งกรณีการเกิดแบบนี้ก็อาจมีปัญหาที่ต้องพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา บุตรได้ เช่น ตัวคู่สมรสเปลี่ยนใจไม่ต้องการเด็ก หรือ ตัวผู้ตั้งครรภ์แทนไม่ยอมมอบเด็กให้เมื่อคลอดแล้ว การฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา กับบุตรสำหรับเด็กที่อาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์นี้ ต้องใช้พยานหลักฐานเอกสารเป็นสำคัญ สำคัญกว่าหลักฐานทางพันธุกรรม เพราะ กฎหมายกำหนดให้คู่สมรสที่ประสงค์จะมีบุตรเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในทางพันธุกรรมบางกรณีอาจไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่นอาจรับบริจาคทั้งอสุจิ และให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน


คำพิพากษาฎีกาที่ 2199/2561

ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 บัญญัติว่า "ให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ว่าจะมีข้อตกลงเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตาม สามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน... มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนนับแต่วันที่ผู้นั้นเกิด ทั้งนี้ ไม่ว่าสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนจะเป็นสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่..." ย่อมหมายความว่า การดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแม้จะไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด คุณสมบัติ ขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติก็ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย คดีนี้การดำเนินการให้ผู้คัดค้านตั้งครรภ์แทนและ ค. เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ จึงเป็นการไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 ย่อมผูกพันคู่สัญญาและใช้บังคับได้ แม้ตามกฎหมายดังกล่าว ระบุให้เฉพาะสามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าจะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน และผู้ร้องกับ ม. มิอาจเป็นสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าของอสุจิที่เข้าผสมกับไข่ของหญิงที่บริจาคจนปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน แล้วนำไปฝังในโพรงมดลูกของผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับ ค. ในฐานะเป็นบิดาซึ่งผู้คัดค้านแถลงยอมรับในข้อนี้ และไม่คัดค้านหากศาลจะมีคำสั่งให้ ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องด้วยแล้ว จึงเป็นกรณีไม่มีบทกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติให้สิทธิของผู้ร้องไว้โดยตรง ต้องอาศัยบทเฉพาะกาลตามมาตรา 56 มาวินิจฉัยคดีนี้อย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ค. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง

ผู้คัดค้านไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับ ค. แต่เป็นเพียงผู้ให้กำเนิด ค. จึงมีสถานะเป็นมารดาของ ค. เท่านั้น เมื่อกรณีผู้ร้องกับ ค. อยู่ในบังคับของบทเฉพาะกาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจอาศัย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 29 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคสอง (5) สั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวได้ เพื่อความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็ก

เรื่องของฎีกานี้คือ ตัวคู่สมรสที่ต้องการบุตรจากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เป็นคู่สมรสจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นชายทั้งคู่ ณ ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่รองรับการสมรสของบุคคลเพศเดียวกันเหมือนกับปัจจุบัน คู่สมรสได้ตกลงทำสัญญากับผู้คัดค้านในการอุ้มบุญ ซึ่งก็ไม่ตรงตามข้อบังคับของพรบ.เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ พ.ศ. 2558 โดยคู่สมรสได้ต้องการให้ศาลตัดสินว่าตัวผู้ร้องซึ่งเป็น 1 ในคู่สมรสและเป็นเจ้าของอสุจิ เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดจากผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด แต่รับจ้างตั้งครรภ์แทน และใช้เซลไข่ของผู้อื่น ศาลก็ตัดสินให้ผู้ร้องได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก และมีอำนาจปกครองเด็กแต่เพียงผู้เดียวได้ แม้ว่าการทำสัญญาจะไม่ถูกต้องตามพรบ.เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ พ.ศ. 2558 ก็ตาม เพราะกฎหมายได้บังคับใช้หลังตกลง

ผู้ที่ทำสัญญาใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์จึงสามารถฟ้องให้้ศาล ให้ตนได้รับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้ และก็สามารถถูกฟ้องให้ต้องรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน แม้เด็กจะเกิดมาแล้วไม่ถูกใจตน

ดังนั้น ไม่ว่าเด็กจะเกิดโดยวิธีการทางธรรมชาติ หรือจะใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ กฎหมายก็จะคุ้มครองความถูกต้อง ให้เด็กมีพ่อแม่ ซึ่งต้องอุปการะเลี้ยงดูเขาอย่างถูกต้อง

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
sanook ข่าวสด มติชน spring
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “