ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-19

โดนแฟนเก่า/เพื่อนบ้าน บุกรุกบ้าน บุกรุกเคหสถาน จะขอร้องทุกข์-คุ้มครองชั่วคราวยังไง

เมื่อเกิดเหตุบุกรุกเคหสถาน ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่ตามมารบกวน หรือเพื่อนบ้านที่เข้ามาในบริเวณบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เสียหายมีสิทธิใช้กฎหมายคุ้มครองตนเองทันที ทั้งโดยการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา และการขอให้มีการคุ้มครอง

บุกรุกเคหสถาน คืออะไร

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (2).png

การบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มี 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งเราควรต้องรู้จัก เพื่อให้ร้องทุกข์และแจ้งข้อมูลสำคัญครบถ้วน ช่วยให้ตำรวจหรือผู้รับเรื่องร้องทุกข์ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ดังนี้

1.การบุกรุกเพื่อแย่งการครอบครองหรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์  

ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 โดยบัญญัติว่า “ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามมาตรา 362 การบุกรุกเพื่อแย่งการครอบครองหรือรบกวนการครอบครองมีองค์ประกอบความผิดดังนี้

  • ผู้กระทำ ทำการเข้าไปอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น 
  • การเข้าไป เป็นการ
    • เข้าไปเพื่อแย่งการครอบครอง เช่น เข้าไปอยู่อาศัยเพื่อการครอบครองปรปักษ์ 
    • เข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข 

ซึ่งการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แค่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นผู้เสียหายได้แล้ว เช่น ผู้เช่า

  •  ผู้กระทำรู้สำนึกว่าตนทำอะไร และรู้ว่าตนได้ทำการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยตั้งใจ

เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบองค์ประกอบความผิดเหล่านี้ครบทุกข้อ ผู้กระทำจะมีความผิดอาญาฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ โดยความผิดฐานนี้ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างเช่น เข้าไปปลูกเพิง กั้นรั้ว วางสิ่งของ ยึดถือพื้นที่เป็นของตน หรือเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครอง เช่น รื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สิน ปิดกั้นทางเข้าออกโดยไม่มีสิทธิ

2.การบุกรุกเพื่อยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน 

ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 โดยบัญญัติว่า “ ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามมาตรา  363 การบุกรุกเพื่อยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตอสังหาริทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะทั้งหมดเลยหรือแค่บางส่วน มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

  • ผู้กระทำยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เช่น ทำลายป้ายที่เขียนว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นของนาย… ห้ามเข้ามาโดยไม่รับอนุญาต” ซึ่งอาจทำไปโดยการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น หรือทำจากนอกเขตก็ได้
  • ผู้กระทำ ทำไปเพราะต้องการให้อสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่น เช่น ทำลายป้ายตามตัวอย่างข้างต้น และเข้าไปปักป้ายว่าที่ดินเป็นของตน แล้วทำการครอบครองปรปักษ์
  • ผู้กระทำทำไปโดยรู้สำนึก และรู้ว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ตนทำได้ทำลายเครื่องหมายเขตเป็นของผู้อื่น ถึงจะมีความผิด เช่น หากผู้กระทำอ้างว่า ทำไปเพราะตนมีที่ดินที่อยู่ติดกัน คิดว่าบริเวณนั้นเป็นส่วนของที่ดินของตน  แบบนี้ก็อาจจะไม่มีความผิด

เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบตามองค์ประกอบความผิดทุกข้อ ผู้กระทำก็จะมีความผิดอาญาฐานนี้ โดยความผิดฐานนี้มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตัวอย่างเช่น ถอน ย้าย ทำลาย ‘หลักเขต-หมุด-ร่องเขต-เสารั้ว’ หรือเครื่องหมายที่ตั้งไว้แสดงแนวเขตที่ดิน

3.การบุกรุกโดยเข้าไป/ซ่อนตัวใน/ไม่ยอมออกเมื่อถูกไล่จากเคหสถานที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่น 

ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 โดยบัญญัติว่า “ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามมาตรา 364 การบุกรุกโดยเข้าไป/ซ่อนตัวใน/ไม่ยอมออกจากเคหสถานที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่น มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

  • ผู้กระทำ ได้ทำการ
    • เข้าไป
    • ซ่อนตัว
    • ไม่ยอมออกไป เมื่อผู้มีสิทธิได้ห้ามไม่ให้เข้าไป หรือไล่ให้ออกมา
  • ผู้กระทำ ได้ในกระทำการใน
    • เคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น โดยเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(4) หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม
    • อาคารเก็บรักษาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น(เฉพาะตัวอาคาร)
    • สำนักงานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น
  • ผู้กระทำ กระทำไปโดยไม่มีเหตุสมควรให้กระทำ
  • ผู้กระทำ กระทำไปโดยรู้สำนึกว่าตนทำอะไร และรู้ว่าสถานที่ที่ว่าอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น

เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบตามองค์ประกอบเหล่านี้ทุกข้อ ผู้กระทำก็จะมีความผิดอาญาฐานนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และถ้าการกระทำผิด 3 ข้อนี้ ได้กระทำไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือทำในเวลากลางคืน ผู้กระทำจะมีโทษหนักขึ้น โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 


 

ตัวอย่างคำพิพากษา

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (3).png

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553

การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้ผู้เสียหายเบาวิทยุที่เปิดเสียงดังหรือการที่จำเลยเข้าไปหานาง ก. นั้น ถือว่ามีเหตุอันสมควร การเข้าไปของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน

เรื่องของฎีกานี้ คือบ้านจำเลยอยู่ใกล้บ้านของผู้เสียหาย แล้วจำเลยรู้สึกว่าเสียงวิทยุในบ้านผู้เสียหายดัง จึงได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้เบาเสียงวิทยุลง กรณีนี้ ศาลตัดสินว่า แม้ผู้เสียหายจะไม่อนุญาตแต่จำเลยทำไปเพื่อให้ผู้เสียหายไม่รบกวนสิทธิจำเลย การเข้าไปจึงถือว่ามีเหตุสมควร แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว หลังจากจำเลยพูดเสร็จ เมื่อจำเลยไม่ยอมออก และยังใช้มีดแทงผู้เสียหาย ส่วนนี้ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยไม่มีเหตุสมควรแล้ว จำเลยทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำในเวลากลางคืน

จากตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกานี้ การจะเอาผิดผู้กระทำความผิด จึงต้องมีการพิสูจน์ด้วยว่า การที่ผู้กระทำบุกรุกเข้ามา ไม่มีเหตุสมควรให้เข้ามา

บทความที่คุณอาจสนใจ


การร้องทุกข์ และการขอคุ้มครองชั่วคราว

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (4).png

หากแฟนเก่า หรือเพื่อนบ้านที่สนิท หรือเคยสนิทเข้ามาในเขตบ้านเรา แม้จะสนิทกัน ยังเป็นแฟนกันในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งคู่สมรส แต่ถ้าเราไม่ยินยอม การที่เข้ามานั้นก็ถือเป็นการบุกรุก เป็นความผิดอาญา เราสามารถไปร้องทุกข์กับตำรวจได้

โดยสิ่งที่เราควรทำมีดังนี้

1. รวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมส่งให้ตำรวจตอนไปร้องทุกข์

  • กล้องวงจรปิด
  • รูป/วิดีโอบันทึกเหตุการณ์
  • แชตข่มขู่/คุกคาม
  • หลักฐานรอยงัดแงะ
  • พยานเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์
  • ใบแจ้งเหตุหรือบันทึกประจำวันเดิม (ถ้าเคยแจ้งแล้ว)

2. ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

ซึ่งคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) หมายความว่า การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ได้ ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแจ้งตำรวจได้ทุก สน. 

โดยแจ้งร้องทุกข์ว่า

  • ถูกบุกรุกเคหสถาน
  • ระบุวัน เวลา วิธีการที่เข้ามา
  • ระบุความสัมพันธ์ เช่น “แฟนเก่า” หรือ “เพื่อนบ้าน” ไม่มีผลลดความผิด

ตำรวจสามารถ

  • รับคำร้องทุกข์
  • ลงบันทึกประจำวัน
  • เรียกผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน
  • รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งฟ้องอัยการ

3. ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว 

ตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ถ้ามีความสัมพันธ์ทางครอบครัวมาก่อน) หากการบุกรุกมีการกระทำการด้วยความรุนแรง ซึ่งศาลก็อาจมีคำสั่งคุ้มครองเบื้องต้น 

ตัวอย่าง คำสั่งบรรเทาความทุกข์ที่ได้รับ

  • ห้ามเข้าใกล้
  • ห้ามติดต่อ

4. เมื่อมีการฟ้องคดี

ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่อาจไม่ปลอดภัย ตัวพยานเอง คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานของพยาน หากพยานยินยอม สามารถมีคำขอพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือสำนักงานคุ้มครองพยาน จัดให้มีการคุ้มครองพยานตามที่เห็นเป็นการสมควรตามมาตรการทั่วไป ตามพรบ. คุ้มครองพยานในคดีอาญา มาตรา 6 และมาตรา 7 

และหากคดีบุกรุกที่ว่าเกี่ยวข้องกับคดีที่ระบุไว้ในมาตรา 8 ซึ่งที่สำคัญและอาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกก็คือคดีเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา คดีที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม คดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำ 10 ปีหรือหนักกว่านั้น สามารถขอให้พยานได้รับการคุ้มครองตามมาตรการพิเศษได้ ซึ่งกำหนดไว้ในพรบ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา มาตรา 10

5. กรณีจับคู่กรณีได้แล้ว

หากจับตัวผู้กระทำได้แล้ว และมีการจับตัวผู้กระทำไว้ หากผู้กระทำมีคำขอปล่อยตัวชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พยานสำคัญในคดี ซึ่งก็รวมถึงมักรวมถึงผู้เสียหายด้วยถ้าผู้เสียหายเป็นพยาน สามารถคัดค้าน การปล่อยชั่วคราวนั้นได้ โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณีว่าผู้กระทำ อยู่ในการพิจารณาคดีชั้นไหน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/2 

และแม้ว่าคัดค้านไปแล้ว ศาลจะปล่อยตัว การคัดค้านของเราก็จะมีผลไปยังเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือเงื่อนไขอื่นใด ๆ ให้ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวปฏิบัติตาม ซึ่งก็อาจจะมีการห้ามไม่ให้ผู้กระทำเข้าใกล้เขตเคหสถานของเราได้

6. กรณีอัยการเป็นผู้ฟ้องคดี

หากมีการฟ้องคดีแล้ว หากอัยการฟ้อง เราสามารถขอให้อัยการมีคำขอท้ายฟ้อง หรือถ้าเราฟ้องเอง ก็ให้เขียนคำขอท้ายฟ้องไว้ ให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย อย่างการห้ามเขาเขตกำหนดได้ หากชนะคดี

สรุป    

การบุกรุกเคหสถานไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่า เพื่อนบ้าน หรือคนเคยสนิท หากเข้ามาในบ้านโดยไม่ขออนุญาต ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์และให้ตำรวจดำเนินคดีได้ทันที อีกทั้งยังขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลเพื่อป้องกันการคุกคามซ้ำได้ กุญแจสำคัญคือเก็บหลักฐานให้ครบ แจ้งเหตุทุกครั้ง และใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อให้บ้านของคุณเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />