
โดนแฟนเก่า/เพื่อนบ้าน บุกรุกบ้าน บุกรุกเคหสถาน จะขอร้องทุกข์-คุ้มครองชั่วคราวยังไง
เมื่อเกิดเหตุบุกรุกเคหสถาน ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าที่ตามมารบกวน หรือเพื่อนบ้านที่เข้ามาในบริเวณบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้เสียหายมีสิทธิใช้กฎหมายคุ้มครองตนเองทันที ทั้งโดยการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา และการขอให้มีการคุ้มครอง
บุกรุกเคหสถาน คืออะไร

การบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มี 3 รูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งเราควรต้องรู้จัก เพื่อให้ร้องทุกข์และแจ้งข้อมูลสำคัญครบถ้วน ช่วยให้ตำรวจหรือผู้รับเรื่องร้องทุกข์ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ดังนี้
1.การบุกรุกเพื่อแย่งการครอบครองหรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 โดยบัญญัติว่า “ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ตามมาตรา 362 การบุกรุกเพื่อแย่งการครอบครองหรือรบกวนการครอบครองมีองค์ประกอบความผิดดังนี้
- ผู้กระทำ ทำการเข้าไปอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น
- การเข้าไป เป็นการ
- เข้าไปเพื่อแย่งการครอบครอง เช่น เข้าไปอยู่อาศัยเพื่อการครอบครองปรปักษ์
- เข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข
ซึ่งการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ แค่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นผู้เสียหายได้แล้ว เช่น ผู้เช่า
- ผู้กระทำรู้สำนึกว่าตนทำอะไร และรู้ว่าตนได้ทำการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยตั้งใจ
เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบองค์ประกอบความผิดเหล่านี้ครบทุกข้อ ผู้กระทำจะมีความผิดอาญาฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ โดยความผิดฐานนี้ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่างเช่น เข้าไปปลูกเพิง กั้นรั้ว วางสิ่งของ ยึดถือพื้นที่เป็นของตน หรือเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครอง เช่น รื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สิน ปิดกั้นทางเข้าออกโดยไม่มีสิทธิ
2.การบุกรุกเพื่อยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 โดยบัญญัติว่า “ ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ตามมาตรา 363 การบุกรุกเพื่อยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตอสังหาริทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะทั้งหมดเลยหรือแค่บางส่วน มีองค์ประกอบความผิดดังนี้
- ผู้กระทำยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เช่น ทำลายป้ายที่เขียนว่า “ที่ดินผืนนี้เป็นของนาย… ห้ามเข้ามาโดยไม่รับอนุญาต” ซึ่งอาจทำไปโดยการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น หรือทำจากนอกเขตก็ได้
- ผู้กระทำ ทำไปเพราะต้องการให้อสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่น เช่น ทำลายป้ายตามตัวอย่างข้างต้น และเข้าไปปักป้ายว่าที่ดินเป็นของตน แล้วทำการครอบครองปรปักษ์
- ผู้กระทำทำไปโดยรู้สำนึก และรู้ว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ตนทำได้ทำลายเครื่องหมายเขตเป็นของผู้อื่น ถึงจะมีความผิด เช่น หากผู้กระทำอ้างว่า ทำไปเพราะตนมีที่ดินที่อยู่ติดกัน คิดว่าบริเวณนั้นเป็นส่วนของที่ดินของตน แบบนี้ก็อาจจะไม่มีความผิด
เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบตามองค์ประกอบความผิดทุกข้อ ผู้กระทำก็จะมีความผิดอาญาฐานนี้ โดยความผิดฐานนี้มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่างเช่น ถอน ย้าย ทำลาย ‘หลักเขต-หมุด-ร่องเขต-เสารั้ว’ หรือเครื่องหมายที่ตั้งไว้แสดงแนวเขตที่ดิน
3.การบุกรุกโดยเข้าไป/ซ่อนตัวใน/ไม่ยอมออกเมื่อถูกไล่จากเคหสถานที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่น
ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 โดยบัญญัติว่า “ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ตามมาตรา 364 การบุกรุกโดยเข้าไป/ซ่อนตัวใน/ไม่ยอมออกจากเคหสถานที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่น มีองค์ประกอบความผิดดังนี้
- ผู้กระทำ ได้ทำการ
- เข้าไป
- ซ่อนตัว
- ไม่ยอมออกไป เมื่อผู้มีสิทธิได้ห้ามไม่ให้เข้าไป หรือไล่ให้ออกมา
- ผู้กระทำ ได้ในกระทำการใน
- เคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น โดยเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(4) หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม
- อาคารเก็บรักษาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น(เฉพาะตัวอาคาร)
- สำนักงานซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น
- ผู้กระทำ กระทำไปโดยไม่มีเหตุสมควรให้กระทำ
- ผู้กระทำ กระทำไปโดยรู้สำนึกว่าตนทำอะไร และรู้ว่าสถานที่ที่ว่าอยู่ในความครอบครองของผู้อื่น
เมื่อผู้กระทำ กระทำการครบตามองค์ประกอบเหล่านี้ทุกข้อ ผู้กระทำก็จะมีความผิดอาญาฐานนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และถ้าการกระทำผิด 3 ข้อนี้ ได้กระทำไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือทำในเวลากลางคืน ผู้กระทำจะมีโทษหนักขึ้น โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365
ตัวอย่างคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2616/2553
การที่จำเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้ผู้เสียหายเบาวิทยุที่เปิดเสียงดังหรือการที่จำเลยเข้าไปหานาง ก. นั้น ถือว่ามีเหตุอันสมควร การเข้าไปของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่อีก การที่จำเลยยังคงอยู่และใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย มีอาวุธมีดและกระทำในเวลากลางคืน
เรื่องของฎีกานี้ คือบ้านจำเลยอยู่ใกล้บ้านของผู้เสียหาย แล้วจำเลยรู้สึกว่าเสียงวิทยุในบ้านผู้เสียหายดัง จึงได้เข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อบอกให้เบาเสียงวิทยุลง กรณีนี้ ศาลตัดสินว่า แม้ผู้เสียหายจะไม่อนุญาตแต่จำเลยทำไปเพื่อให้ผู้เสียหายไม่รบกวนสิทธิจำเลย การเข้าไปจึงถือว่ามีเหตุสมควร แต่เมื่อผู้เสียหายไล่ให้จำเลยออกจากบ้านแล้ว หลังจากจำเลยพูดเสร็จ เมื่อจำเลยไม่ยอมออก และยังใช้มีดแทงผู้เสียหาย ส่วนนี้ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยไม่มีเหตุสมควรแล้ว จำเลยทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำในเวลากลางคืน
จากตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกานี้ การจะเอาผิดผู้กระทำความผิด จึงต้องมีการพิสูจน์ด้วยว่า การที่ผู้กระทำบุกรุกเข้ามา ไม่มีเหตุสมควรให้เข้ามา
บทความที่คุณอาจสนใจ
- ความผิดฐานบุกรุกอย่างละเอียด !
- การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
- กล้องวงจรปิดเพื่อนบ้านหันเข้าหาบ้านเรา ละเมิดความเป็นส่วนตัวไหม?
การร้องทุกข์ และการขอคุ้มครองชั่วคราว

หากแฟนเก่า หรือเพื่อนบ้านที่สนิท หรือเคยสนิทเข้ามาในเขตบ้านเรา แม้จะสนิทกัน ยังเป็นแฟนกันในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งคู่สมรส แต่ถ้าเราไม่ยินยอม การที่เข้ามานั้นก็ถือเป็นการบุกรุก เป็นความผิดอาญา เราสามารถไปร้องทุกข์กับตำรวจได้
โดยสิ่งที่เราควรทำมีดังนี้
1. รวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมส่งให้ตำรวจตอนไปร้องทุกข์
- กล้องวงจรปิด
- รูป/วิดีโอบันทึกเหตุการณ์
- แชตข่มขู่/คุกคาม
- หลักฐานรอยงัดแงะ
- พยานเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์
- ใบแจ้งเหตุหรือบันทึกประจำวันเดิม (ถ้าเคยแจ้งแล้ว)
2. ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) หมายความว่า การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ได้ ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแจ้งตำรวจได้ทุก สน.
โดยแจ้งร้องทุกข์ว่า
- ถูกบุกรุกเคหสถาน
- ระบุวัน เวลา วิธีการที่เข้ามา
- ระบุความสัมพันธ์ เช่น “แฟนเก่า” หรือ “เพื่อนบ้าน” ไม่มีผลลดความผิด
ตำรวจสามารถ
- รับคำร้องทุกข์
- ลงบันทึกประจำวัน
- เรียกผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน
- รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งฟ้องอัยการ
3. ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว
ตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ถ้ามีความสัมพันธ์ทางครอบครัวมาก่อน) หากการบุกรุกมีการกระทำการด้วยความรุนแรง ซึ่งศาลก็อาจมีคำสั่งคุ้มครองเบื้องต้น
ตัวอย่าง คำสั่งบรรเทาความทุกข์ที่ได้รับ
- ห้ามเข้าใกล้
- ห้ามติดต่อ
4. เมื่อมีการฟ้องคดี
ผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่อาจไม่ปลอดภัย ตัวพยานเอง คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานของพยาน หากพยานยินยอม สามารถมีคำขอพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาล หรือสำนักงานคุ้มครองพยาน จัดให้มีการคุ้มครองพยานตามที่เห็นเป็นการสมควรตามมาตรการทั่วไป ตามพรบ. คุ้มครองพยานในคดีอาญา มาตรา 6 และมาตรา 7
และหากคดีบุกรุกที่ว่าเกี่ยวข้องกับคดีที่ระบุไว้ในมาตรา 8 ซึ่งที่สำคัญและอาจเกี่ยวข้องกับการบุกรุกก็คือคดีเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา คดีที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรม คดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำ 10 ปีหรือหนักกว่านั้น สามารถขอให้พยานได้รับการคุ้มครองตามมาตรการพิเศษได้ ซึ่งกำหนดไว้ในพรบ.คุ้มครองพยานในคดีอาญา มาตรา 10
5. กรณีจับคู่กรณีได้แล้ว
หากจับตัวผู้กระทำได้แล้ว และมีการจับตัวผู้กระทำไว้ หากผู้กระทำมีคำขอปล่อยตัวชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พยานสำคัญในคดี ซึ่งก็รวมถึงมักรวมถึงผู้เสียหายด้วยถ้าผู้เสียหายเป็นพยาน สามารถคัดค้าน การปล่อยชั่วคราวนั้นได้ โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่กรณีว่าผู้กระทำ อยู่ในการพิจารณาคดีชั้นไหน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/2
และแม้ว่าคัดค้านไปแล้ว ศาลจะปล่อยตัว การคัดค้านของเราก็จะมีผลไปยังเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือเงื่อนไขอื่นใด ๆ ให้ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวปฏิบัติตาม ซึ่งก็อาจจะมีการห้ามไม่ให้ผู้กระทำเข้าใกล้เขตเคหสถานของเราได้
6. กรณีอัยการเป็นผู้ฟ้องคดี
หากมีการฟ้องคดีแล้ว หากอัยการฟ้อง เราสามารถขอให้อัยการมีคำขอท้ายฟ้อง หรือถ้าเราฟ้องเอง ก็ให้เขียนคำขอท้ายฟ้องไว้ ให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย อย่างการห้ามเขาเขตกำหนดได้ หากชนะคดี
สรุป
การบุกรุกเคหสถานไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่า เพื่อนบ้าน หรือคนเคยสนิท หากเข้ามาในบ้านโดยไม่ขออนุญาต ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์และให้ตำรวจดำเนินคดีได้ทันที อีกทั้งยังขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลเพื่อป้องกันการคุกคามซ้ำได้ กุญแจสำคัญคือเก็บหลักฐานให้ครบ แจ้งเหตุทุกครั้ง และใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อให้บ้านของคุณเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


