
คดีดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน มีเกณฑ์เอาผิดและสิทธิเสรีภาพ อย่างไร
ในประเทศไทย การที่เราวิจารณ์ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน การกระทำ 2 ฐานนี้ถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หากกระทำการเข้าเกณฑ์องค์ประกอบความผิดตามที่ประมวลกฎหมายอาญากำหนด แต่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ได้มีกฎหมายที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาร่วมกันกับความผิดอาญาฐานเหล่านี้ ว่ากฎหมายได้ให้สิทธิเสรีภาพเราถึงแค่ไหน แค่ไหนถึงเป็นความผิด
คดีดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มีเกณฑ์เอาผิดอย่างไร ?

สำหรับเกณฑ์การเอาผิดคดีดูหมิ่นเจ้าพนักงาน จะต้องกระทำการครบองค์ประกอบความผิด ทั้งภายในภายนอก โดยหลักเกณฑ์จะอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
สามารถแยกเป็นองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1.การกระทำที่กระทำไป ผู้กระทำกระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำของตน ว่าทำอะไรอยู่
2.องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ แยกอธิบายได้ดังนี้
- มีการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน โดยคำว่าเจ้าพนักงาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(16) ให้หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่
สำหรับการดูหมิ่น หมายถึง การดูถูก เหยียดหยาม สบประมาทหรือการทำให้อับอาย ซึ่งไม่ต้องถึงกับเป็นการทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง โดยสามารถกระทำได้ทั้งทางวาจา หรือการใช้กิริยาท่าทาง เช่น การยกเท้าใส่ การเปลือยกายแสดงของลับใส่ แต่การดูหมิ่นจะไม่รวมถึงแค่การพูดจาประชดประชัน ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพหรือไม่สมควรเฉย ๆ
ตัวอย่างการดูหมิ่น เช่น การพูดคำว่า “ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์” (ฎีกาที่ 1263/2551) “ไอ้เฮงซวย” (ฎีกาที่ 6629/2556) “ปลัดส้นตีน” (ฎีกาที่ 8422/2558) คำเหล่านี้ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม สบประมาท หรือการกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ อย่าง “ลื้อจับแบบนี้แกล้งอั๋วนี่หว่า” (ฎีกาที่ 1541/2552) “พวกมึงเป็นข้าราชการรังแกประชาชน แกล้งจับกู” (ฎีกาที่ 10674/2553) ถ้อยคำแบบนี้ถือเป็นการสบประมาท
ตัวอย่างคำที่ไม่เป็นการดูหมิ่น เช่น “ร้อยโทกระจอก ไม่อยากคุยด้วย” (ฎีกาที่ 420/2529) “แน่จริงมึงถอดเสื้อมาต่อยกับกูเลย” (ฎีกาที่ 4327/2540) คำเหล่านี้เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น ซึ่งการพิจารณาก็ขึ้นอยู่กับบริบทขณะที่พูดด้วย คำเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน
- การดูหมิ่น กระทำต่อเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หรือเพราะการที่เขาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ก็คือ การดูหมิ่น ต้องทำต่อเจ้าพนักงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพราะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ หากดูหมิ่นเขา แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่และไม่ได้ดูหมิ่นจากที่เขาปฏิบัติหน้าที่มา หรือการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ผิด
3. องค์ประกอบภายใน สำหรับความผิดนี้ก็คือเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลว่า การกระทำของตนเป็นการดูหมิ่น และรู้ว่าตนกระทำต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ หรือเพราะปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ หากทำการดูหมิ่นโดยที่ไม่รู้ว่าคนที่เราดูหมิ่นเป็นเจ้าพนักงาน หรือรู้แต่เจ้าพนักงานไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ก็จะไม่มีความผิดตามฐานนี้
คำพิพากษาฎีกา 6629/2556
ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 มาถึงยังสถานที่เกิดเหตุ การกระทำความผิดของจำเลยต่อโจทก์ร่วมได้เสร็จสิ้นลงแล้ว มิได้ปรากฏการกระทำความผิดซึ่งหน้าต่อผู้เสียหายที่ 2 และผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็แจ้งต่อผู้เสียหายที่ 2 ว่าจำเลยได้กลับบ้านแล้ว จึงไม่ใช่ความผิดซึ่งผู้เสียหายที่ 2 เห็นจำเลยกำลังกระทำหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่ากระทำความผิดมาแล้วสด ๆ ซึ่งไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าที่ผู้เสียหายที่ 2 จะจับจำเลยได้โดยไม่มีหมายจับและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 การที่ผู้เสียหายที่ 2 ติดตามไปจับกุมจำเลยที่บ้านโดยไม่มีหมายจับนั้น จึงเป็นการเข้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจและถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 2 ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบดังนั้นการที่จำเลยกล่าวถ้อยคำด่าผู้เสียหายที่ 2 ว่า "ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์" ถึงแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามและทำให้ผู้เสียหายที่ 2 อับอายเสียหายก็ตามแต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 จับกุมจำเลยโดยไม่มีอำนาจและมิใช่การปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบการกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำตามหน้าที่ แต่การกระทำดังกล่าวก็นับเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งหน้าในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นบททั่วไปและยังคงถือว่าอยู่ในความประสงค์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลย
เรื่องของฎีกานี้คือ ผู้เสียหายซึ่งเป็นตำรวจถูกจำเลยพูดว่า “ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์” ใส่ขณะทำการจะจับจำเลยซึ่งได้กระทำความผิดมา ศาลตัดสินว่าคำพูดดังกล่าวถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามแล้ว แต่การที่ผู้เสียหายไปตามจับจำเลยโดยไม่มีหมายจับ และไม่ได้จับขณะกระทำความผิดสด ๆ ถือว่าผู้เสียหายไม่ได้กระทำการจับให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่แค่ต้องรับผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่น
จากฎีกานี้ จะเห็นได้ว่า การจะทำผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานที่ถูกดูหมิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ถ้าไม่ ตัวผู้ดูหมิ่นก็จะผิดเพียงแค่ความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลทั่วไป
เรามีเสรีภาพในการวิจารณ์เจ้าพนักงานแค่ไหน

จริงอยู่ที่การดูหมิ่นเจ้าพนักงานจะเป็นความผิดอาญา แต่การวิจารณ์การทำงานของเจ้าพนักงานตามเสรีภาพของเราสามารถทำได้ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของเรา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”
ซึ่งลักษณะการวิจารณ์ที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายอาญา ต้องเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในลักษณะ วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ ตำหนิหรือสะท้อนปัญหา เรียกร้องความเป็นธรรม โพสต์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายหรือพฤติกรรมที่กระทบสาธารณะ ฯลฯ ตราบใดที่การแสดงความคิดเห็นที่ว่าไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามเป็นการล่วงเกิน “ตัวบุคคล” ของเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว
ตัวอย่างการวิจารณ์ที่ทำได้ เช่น กล่าวว่า “ระบบตำรวจต้องโปร่งใสกว่านี้” แบบนี้ก็เป็นการกล่าวโดยองค์รวม ไม่ผิดฐานดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136
บทความที่คุณอาจสนใจ
- รู้จักกฎหมายหมิ่นประมาทคืออะไร
- ไขข้อสงสัย ด่าคนอื่นผิดกฎหมายข้อไหน
- วิธีการเอาผิดเจ้าพนักงานตามมาตรา 157: แนวทางจากทนายผู้เชี่ยวชาญ
คดีขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน มีเกณฑ์เอาผิดอย่างไร

ความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน เป็นเพียงความผิดลหุโทษซึ่งเป็นโทษขั้นต่ำ โดยสำหรับเกณฑ์การเอาผิดคดีขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน จะต้องกระทำการครบองค์ประกอบความผิด ทั้งภายในภายนอก โดยหลักเกณฑ์จะอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
สามารถแยกเป็นองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1.การกระทำที่กระทำไป ผู้กระทำกระทำโดยรู้สำนึกถึงการกระทำของตน ว่าทำอะไรอยู่
2. องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ แยกอธิบายได้ดังนี้
- ทราบคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยคำว่าเจ้าพนักงาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(16) ให้หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่
- คำสั่งของเจ้าพนักงานเป็นคำสั่งที่สั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ต้องเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินสมควร
- เราขัดคำสั่งที่ว่านั้น โดยไม่มีเหตุสมควรหรือข้อแก้ตัวที่สมควรในการขัดคำสั่ง เช่น เราไม่ทำตามเพราะขี้เกียจทำตาม หรือแค่ไม่อยากทำตามโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร
3.องค์ประกอบภายใน สำหรับความผิดนี้ก็คือเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลว่า การกระทำของตนเป็นการขัดคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือก็คือหากเราไม่รู้ว่าคนที่สั่งเป็นเจ้าหน้าที่ เช่น เขาอยู่นอกเครื่องแบบและไม่แสดงบัตร แม้เราจะไม่ทำตามคำสั่งของเขาที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วเราก็ไม่มีเหตุผลที่สมควรในการไม่ปฏิบัติตาม เราก็จะไม่ผิดฐานนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าคำสั่งที่เราไม่ทำตามเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่
เรามีเสรีภาพในการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานแค่ไหน

จากสิทธิเสรีภาพในกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา เรามีสิทธิเสรีภาพในการจะทำอะไรก็ตามที่เราต้องการเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย สำหรับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ แง่มุมนี้ก็จะอยู่ในตัวบทบัญญัติของตัวฐานความผิดเองคือ เรามีเหตุสมควรหรือข้อแก้ตัวที่สมควรในการไม่ปฏิบัติตาม แม้คำสั่งนั้นจะชอบด้วยกฎหมาย การที่เราไม่ปฏิบัติตาม เราก็ไม่ผิด
ตัวอย่างเหตุสมควรที่ว่า เช่น คำสั่งล่วงเกินเสรีภาพเราเกินจำเป็น ตำรวจห้ามเราถ่ายคลิปตำรวจ แต่เราถ่ายคลิปต่อ โดยถ่ายแบบไม่ได้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ใช่ความลับทางราชการ หรือสั่งให้เราเปิดโทรศัพท์ให้ดูโดยไม่มีหมาย
สรุป
กฎหมายของเรา ไม่ห้ามเด็ดขาดที่เราจะวิจารณ์หรือไม่ทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ได้ หากสิ่งที่เราทำไม่ใช่การดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทั่วไป ไม่ใช่การขัดคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
Q : หากถูกเจ้าพนักงานฟัองหมิ่นและร้องไปทางต้นสังกัดที่ทำงาน
Q : เจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น รถหรือบ้านพักอาศัยต้องมีผู้แจ้งเบาะแสว่ามีสิ่งผิดกฎหมายใช่หรือไม่
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


