
ท้องก่อนแต่ง แต่ฝ่ายชายปฏิเสธ: การพิสูจน์พ่อ-เรียกค่าอุปการะ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ่อและแม่ มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูลูกของตนเองจนกว่าจะพ้นความเป็นผู้เยาว์
ตามมาตรา 1564 ซึ่งบัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์”
แต่ในความเป็นจริงของประเทศไทยมีสถานการณ์หลากหลายที่ชายหญิงจะเกิดมีความสัมพันธ์ทางกายกันแม้ไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ว่าจะจากความรัก ความสนุกชั่ววูบครั้งคราว หรือสถานการณ์ที่ไม่ดี และฝ่ายหญิงตั้งท้อง บ้างอาจจบลงด้วยการทำแท้ง
ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายครั้งที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องการทำแท้งและต้องการให้เด็กได้เกิดมา แต่ฝ่ายชายเลือกที่จะปฏิเสธหน้าที่และความรับผิดชอบด้วยการบอกปัดว่า ตนไม่ใช่พ่อเด็ก ฝ่ายหญิงต้องรับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กคนเดียว
กฎหมายไม่สามารถบังคับให้ฝ่ายชายมาแต่งงานกับฝ่ายหญิงได้
อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ได้ปล่อยให้ฝ่ายหญิงหรือเด็กต้องเผชิญความลำบากอันไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง กฎหมายมีหลักเกณฑ์ที่มีไว้บังคับฝ่ายชายให้ต้องรับรองเด็กเป็นลูกอยู่ โดยเปิดช่องให้สามารถพิสูจน์ความเป็นบิดาได้ตามกระบวนการของศาล และหากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายชายเป็นพ่อของเด็กจริง ๆ เขาย่อมมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูเด็กตามที่กฎหมายกำหนด
พิสูจน์ความเป็นพ่อยังไง ?
ตามกฎหมาย เด็กจะมีบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อ เด็กคนนั้นมีสถานะเป็นบุคคลแล้ว ก็คือเมื่อเด็กถูกคลอดออกมาและอยู่รอดเป็นทารก ซึ่งโดยปกติ เด็กก็จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของแม่ทันทีตั้งแต่เกิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 ซึ่งบัญญัติว่า “เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
แต่ความเป็นบิดาไม่ได้เป็นสิ่งที่เด็กจะได้รับทันที หากแม่ไม่ได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอยู่แล้วในขณะที่คลอด
💭 ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A ของ Legardy โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
กรณีที่ฝ่ายชายปฏิเสธความเป็นพ่อ

หากมีการฟ้องศาลให้บังคับบิดารับรองเด็กเป็นบุตร กฎหมายก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ให้ศาลพิจารณาบังคับให้ฝ่ายชายต้องรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(2) เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(3) เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
(5) เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้
(6) เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น
(7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร
พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น
ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ ให้ยกฟ้องเสีย”
หมายความว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ข้อไหนเพียงข้อเดียวใน 7 ข้อนี้ปรากฏขึ้นและไม่มีเหตุที่ฝ่ายชายไม่อาจเป็นบิดาได้ เช่น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าเด็กเป็นลูกของผู้ชายคนอื่น ศาลจะสันนิษฐานทันทีว่าฝ่ายชายเป็นบิดาของบุตร และฝ่ายชายต้องพิสูจน์หากต้องการปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นศาลก็จะตัดสินให้ฝ่ายชายเป็นบิดาโดยชอบธรรมของเด็ก
7 สถานการณ์ตามมาตรา 1555 มีดังนี้
- ฝ่ายชายได้ทำการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดหรือกักขังฝ่ายหญิงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงสามารถตั้งครรภ์ได้
- ฝ่ายชายได้ทำการลักพาตัวฝ่ายหญิงไปเชิงชู้สาว หรือมีการล่อลวงให้มีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายชาย ในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้
- มีเอกสาร/หลักฐานของทางฝ่ายชายว่าเด็กเป็นลูกของเขา เช่น ฝ่ายชายได้โพสต์ story ทาง Instagram ส่วนตัวว่า ตัวเองผู้ทำให้ฝ่ายหญิงท้อง หรือสื่อไปในแง่นี้ได้ชัดเจน ก็สามารถเอามาเป็นหลักฐานให้ศาลพิจารณาได้
- มีหลักฐานในทะเบียนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรของฝ่ายชาย โดยฝ่ายชายเป็นคนแจ้งเองหรือรู้เห็นและยินยอมให้มีการแจ้งแบบนั้น
- ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีการปิดบังว่าอยู่ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงสามารถตั้งครรภ์ได้ เช่น ทั้งสองฝ่ายคบหากัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นหมั้นหรือแต่งงานตามประเพณีพื้นบ้านก็ได้
- ฝ่ายชายได้มีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิง ในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุผลที่ควรเชื่อว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผู้ชายคนอื่น เช่น ทั้งสองฝ่ายไปเที่ยวกลางคืนด้วยกันและกลับนอนด้วยกัน และฝ่ายหญิงพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่นหรือนำอสุจิของผู้ชายเข้ามาในร่างตัวเองในช่วงที่สามารถตั้งครรภ์ได้
- มีสถานการณ์ตามปกติที่ว่าเด็กเป็นลูกของฝ่ายชาย เช่น ฝ่ายชายเป็นคนจ่ายค่าเรียนให้ ให้การเลี้ยงดู ให้ใช้ชื่อสกุล ฯลฯ
อ่านคำปรึกษา (Q&A) ที่เกี่ยวข้อง
การพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกได้โดยหลักฐานจากสารพันธุกรรม (DNA)
ทั้งนี้ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีทางวิทยาศาตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น กฎหมายอนุญาตให้มีการพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกได้โดยหลักฐานจากสารพันธุกรรม (DNA) ได้ ซึ่งบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาความคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 (พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ) มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ว่า “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อคู่ความฝ่ายใดร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ศาลมีอํานาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควร ตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดําเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สําคัญแห่งคดี
ทั้งนี้ต้องกระทําเพียงเท่าที่จําเป็นและสมควรโดยใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทําได้และจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของบุคคลนั้น ทั้งนี้ถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ ในกรณีผู้เยาว์อายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ก่อนที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะเก็บตัวอย่างเลือดสารคัดหลั่ง หรือสารพันธุกรรมของผู้เยาว์เพื่อใช้ในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์นั้นด้วย”
และแม้กฎหมายจะบัญญัติว่าเป็นสิทธิของคู่ความที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ กล่าวคือ ฝ่ายชายสามารถไม่ยินยอมได้ แต่ตามมาตรา 160 วรรคสาม กล่าวถึงผลของการที่ไม่ยินยอมไว้ โดยบัญญัติว่า “หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมกระทำการหรือขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น”
หมายความว่า การที่ไม่ยินยอมให้ตรวจ หากไม่มีเหตุผลอันสมควรมาอ้าง ศาลจะสันนิษฐานว่าข้อเท็จจริงที่จะพิสูจน์เป็นผลร้ายกับผู้ที่ไม่ยินยอม เช่น หากฝ่ายชายไม่ยินยอมให้ตรวจ ศาลก็จะสันนิษฐานว่าฝ่ายชายเป็นพ่อของเด็ก
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นพ่อของเด็ก แล้วจะเรียกค่าอุปการะได้แค่ไหน ?

หากฝ่ายหญิงพิสูจน์ได้แล้วว่าฝ่ายชายเป็นพ่อของเด็ก ความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก จะนับย้อนไปตั้งแต่เด็กเกิด
ตามมาตรา 1557 ซึ่งบัญญัติว่า “การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้”
ซึ่งก็หมายความว่า เมื่อศาลตัดสินว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายแล้ว ก็จะถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 โดยการส่งผลให้ถือว่าเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายตั้งแต่เด็กเกิด เมื่อบิดามารดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรตั้งแต่เด็กเกิดจนพ้นความเป็นผู้เยาว์ มีผลให้ สามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังได้ตั้งแต่เด็กเกิด จนถึงวันฟ้อง และเรียกต่อไปได้จนเด็กพ้นความเป็นผู้เยาว์ ซึ่งจะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับศาลจะตัดสินให้ หรือไปตกลงกันเองได้
บทความที่เกี่ยวข้อง
(บทความกฎหมาย) เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้เท่าไร ไม่ได้จดทะเบียน ฟ้องได้ไหม
(บทความกฎหมาย) ค่าเลี้ยงดูบุตร คืออะไร และควรเรียกเท่าไหร่?
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 7345/2560
…เดิม ป.พ.พ. มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผล... (3) นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตร แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2551 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด บทบัญญัติดังกล่าวมีผลให้เด็กมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายย้อนหลังไปนับแต่วันที่เด็กเกิด ย่อมมีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูได้นับแต่วันคลอดและสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรวมกันมาเป็นคดีเดียวกับการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ทีเดียว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขเพิ่มเติม
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันที่โจทก์เกิดจนถึงวันฟ้องจึงชอบแล้ว หาใช่นับแต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามที่จำเลยฎีกาไม่
แม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1564 จะกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างเป็นผู้เยาว์อันมีลักษณะเป็นลูกหนี้ร่วมกัน และในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันก็ตาม แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบิดามารดาต้องให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรเป็นจำนวนเท่า ๆ กันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาปรับแก้ให้เท่ากัน โดยลดค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษากำหนดให้รวม 1,370,000 บาท เหลือ 685,000 บาท เพราะการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 กำหนดให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งคดี
ทั้งมาตรา 1598/39 ศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ แม้โจทก์มิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในปัญหาข้อนี้ แต่การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจกำหนดได้ตามที่เห็นควร แม้คู่ความมิได้ขอ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 1,370,000 บาท จึงชอบแล้ว…
เรื่องของฎีกานี้คือ ฝ่ายหญิงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากฝ่ายชาย ซึ่งท้องหลังจากมีการแก้กฎหมาย ณ ตอนนั้น และมีข้อความเหมือนกับปัจจุบัน คือ ความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปได้ตั้งแต่เด็กเกิด ฝ่ายหญิงจึงฟ้องให้ฝ่ายชายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงวันฟ้อง และเลยไปจนถึงวันที่เด็กพ้นความเป็นผู้เยาว์
อีกทั้งจากฎีกานี้ ได้มีการพิพากษาถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ ว่าทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องจ่ายเท่ากันคนละครึ่ง แต่พิจารณาจากฐานะของผู้ให้และผู้รับเป็นหลัก
📢 หากคุณกำลังมองหาคำแนะนำ ในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย
สุดท้ายนี้
การพิสูจน์ความเป็นพ่อไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเอาคืน แต่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และให้เด็กได้รับสิทธิตามที่เขาควรได้รับ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ว่าตนมีใครเป็นพ่อเป็นแม่ และควรได้รับการเลี้ยงดูจากทั้งพ่อและแม่อย่างเป็นธรรม กฎหมายเป็นเกราะป้องกันให้ความยุติธรรมกับชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังเติบโต และเตือนให้ผู้ใหญ่ทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


