
การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกฉุกเฉิน
ภายหลังบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของผู้ตายจะตกทอดแก่ทายาท แต่ในทางปฏิบัติ การจัดการทรัพย์มรดกจำเป็นต้องมี “ผู้จัดการมรดก” ทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ และแบ่งปันมรดกให้ตามสิทธิของแต่ละบุคคล โดยการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกนั้นต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งใช้เวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม
อาจมีสถานการณ์เร่งด่วนที่ทำให้ทรัพย์มรดก เสี่ยงสูญหาย หากรอขั้นตอนศาลปกติ เช่น มีบุคคลพยายามโอนทรัพย์ออกจากกองมรดก สถาบันการเงินจะตัดบัญชีหรือปิดบัญชี บุคคลอื่นเข้าครอบครองทรัพย์อย่างมิชอบ หรือมีเอกสารทางการเงินที่ต้องดำเนินการตามกำหนดเวลา เพื่อป้องกันความเสียหายดังกล่าว กฎหมายเปิดช่องให้ศาลสามารถแต่งตั้ง “ผู้จัดการมรดกฉุกเฉิน” เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินชั่วคราว
การยื่นคำร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก

การที่จะสามารถตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้น ตามมาตรา 1713 กำหนดให้จะต้องมีเหตุดังต่อไปนี้
- เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
- เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
- เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆการตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมและถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
ผู้ที่มีสิทธิในการยื่นคำร้องขอต่อศาล
ผู้ที่มีสิทธิในการยื่นขอต่อศาลเพื่อจัดตั้งผู้จัดการมรดก กำหนดให้บุคคลต่อไปนี้
- ทายาทโดยธรรม มี 6 ลำดับ คือ ผู้สืบสันดาน บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน ปู่ย่าตายาย และลุง ป้า น้า อา
- ผู้รับพินัยกรรม ตามที่ระบุในพินัยกรรมของผู้เสียชีวิต
- ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เช่น ผู้เป็นเจ้าหนี้ของเจ้าของมรดก
- พนักงานอัยการ ในกรณีที่มรดกเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก
สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง อันดับแรกจำเป็นสำรวจตนเองว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 1718 กำหนดไว้ ดังนี้
- บรรลุนิติภาวะ (มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป)
- ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ
- ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- ไม่เป็นคนล้มละลายตามคำสั่งศาล
บทความที่คุณอาจสนใจ
- คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก มีอายุไหม? คำตอบที่ทายาทต้องรู้!
- คัดค้านผู้จัดการมรดก ทำอย่างไร? ขั้นตอนทางกฎหมายที่ทายาทต้องรู้!
- ผู้จัดการมรดกต้องแบ่งมรดกอย่างไร?
หน้าที่สำคัญของผู้จัดการมรดก

1.การติดตามรวบรวมทรัพย์มรดก
มาตรา 1728 ผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในสิบห้าวัน
(1) นับแต่เจ้ามรดกตาย ถ้าในขณะนั้นผู้จัดการมรดกได้รู้ถึงการตั้งแต่งตามพินัยกรรมที่มอบหมายไว้แก่ตน หรือ
(2) นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1716 ในกรณีที่ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดก หรือ
(3) นับแต่วันที่ผู้จัดการมรดกรับเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่น
มาตรา 1729 ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่เวลาที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 แต่กำหนดเวลานี้ เมื่อผู้จัดการมรดกร้องขอก่อนสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งเดือน ศาลจะอนุญาตให้ขยายต่อไปอีกก็ได้
บัญชีนั้นต้องทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน ซึ่งต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นด้วย
บุคคลซึ่งจะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้ตามมาตรา 1670 จะเป็นพยานในการทำบัญชีใด ๆ ที่ต้องทำขึ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ไม่ได้
กล่าวได้ว่าผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ติดตามรวบรวมทรัพย์มรดก ดังนี้
- สืบเสาะ แสวงหาทรัพย์สินกองมรดกด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ที่ดินรถยนต์ หุ้น สิทธิเรียกร้อง
- ฟ้องร้องเรียกร้องเอาทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดก เช่นการฟ้องเรียกเอาโฉนดที่ดิน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น หรือทายาทคนอื่น
- ทวงหนี้ที่กองมรดกเป็นเจ้าหนี้ การฟ้องร้องเรียกร้องเอาหนี้สิน หรือสิทธิเรียกร้องต่างๆที่ บุคคลภายนอกเป็นหนี้อยู่กับกองมรดก
- ฟ้องร้องบังคับตามสัญญา ฟ้องขับไล่ ฟ้องแบ่งแยกที่ดิน
- แจ้งถึงหนี้สินส่วนได้เสียต่างๆที่ตนเองมีอยู่กับเจ้ามรดก
- ทำบัญชีทรัพย์มรดก ประกอบด้วยทรัพย์สินหนี้สิน และสิทธิเรียกร้องต่างๆ
- บัญชีทรัพย์มรดกภายหลังจากศาลมีคำสั่งแต่งตั้งแล้วนั้น เป็นคนละส่วนกับบัญชีทรัพย์มรดก ตอนยื่นจัดการมรดก
- ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
2.อำนาจเกี่ยวกับการดูแลบริหารจัดการทรัพย์มรดก
ข้อกฎหมาย
มาตรา 1722 ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้ หรือได้รับอนุญาตจากศาล
มาตรา 1724 ทายาทย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายอันผู้จัดการมรดกได้ทำไปภายในขอบอำนาจในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดก
ถ้าผู้จัดการมรดกเข้าทำนิติกรรมกับบุคคลภายนอก โดยเห็นแก่ทรัพย์สินอย่างใด ๆ หรือประโยชน์อย่างอื่นใด อันบุคคลภายนอกได้ให้ หรือได้ให้คำมั่นว่าจะให้เป็นลาภส่วนตัว ทายาทหาต้องผูกพันไม่ เว้นแต่ทายาทจะได้ยินยอมด้วยที่ตนเองมีประโยชน์ส่วนได้เสีย
กล่าวได้ว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจเกี่ยวกับการดูแลบริหารจัดการทรัพย์มรดก ดังนี้
- การเก็บรักษาและดูแลทรัพย์มรดกไว้ ระหว่างการรอการแบ่ง ไม่ให้เสียหายบุบสลาย หรือเสื่อมค่าลง
- ชำระหนี้กองมรดก
- ต่อรองเรื่องหนี้สินกับเจ้าหนี้กองมรดก
- ต่อสู้คดีที่เจ้ามรดกถูกฟ้อง หรือกองมรดกถูกฟ้อง รับมรดกความ
- ขายทรัพย์มรดก ทำสัญญาเช่า ขายฝาก จำนอง หรือนิติกรรมอื่นๆแล้วแต่กรณี ซึ่งศาลฎีกามีคำวินิจฉัยตลอดมาว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจจะทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน หากตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของกองมรดกและ จะทำไปโดยสุจริตเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก
3.ติดตามหาทายาทและแจ้งความคืบหน้าให้แก่ทายาท
ข้อกฎหมาย
มาตรา 1725 ผู้จัดการมรดกต้องสืบหาโดยสมควรซึ่งตัวผู้มีส่วนได้เสียและแจ้งไปให้ทราบถึงข้อกำหนดพินัยกรรมที่เกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียนั้นภายในเวลาอันสมควร
กล่าวได้ว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจติดตามหาทายาทและแจ้งความคืบหน้าให้แก่ทายาท ดังนี้
- ติดตามหาตัวทายาทให้มารับมรดก พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าต่างๆ
- แจ้งถึงการรวบรวมทรัพย์มรดก
- การฟ้องร้องต่อสู้คดีความต่างๆ
- แจ้งถึงการชำระหนี้กองมรดก
- แจ้งถึงความคืบหน้าในการดำเนินการบริหารจัดการทรัพย์มรดก การขาย ปล่อยเช่า หรือนิติกรรมอย่างอื่น
- จะทำโดยการประชุมทายาท หรือทำโดยการบอกกล่าวด้วยวิธีอื่นๆก็ได้
4.แบ่งทรัพย์มรดกให้กับทายาท
ข้อกฎหมาย
มาตรา 1732 ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728 เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม ทายาทโดยจำนวนข้างมาก หรือศาลจะได้กำหนดเวลาให้ไว้เป็นอย่างอื่น
กล่าวได้ว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจแบ่งทรัพย์มรดกให้กับทายาท ดังนี้
- เงินและทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มา หลังจากหักหนี้สิน หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการ จะต้องเอาเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งให้กับทายาท ส่วนตัวผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิ์เรียกค่าใช้จ่ายของตนเองเป็นการส่วนตัวได้ เว้นแต่พินัยกรรมหรือทายาทเสียงส่วนใหญ่จะอนุมัติให้ ป.พ.พ ม.1721
- การแบ่งแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพทรัพย์สิน ถ้าเป็นเงิน เป็นหุ้น หรือทรัพย์สินที่สามารถตกลงแบ่งกันได้ง่ายๆก็สามารถแบ่งตามสัดส่วนได้
- ถ้าทรัพย์สินไหนไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้เช่นเป็นที่ดิน เป็นบ้าน เป็นรถยนต์ จะต้องขายเพื่อเอาเงินมาแบ่งกัน
- ดำเนินการตามมติเสียงส่วนใหญ่ของทายาท เช่น ตกลงกันว่าที่ดินแบ่งกันคนละแปลง ไม่ต้องขายหรือไม่ต้องรังวัดแบ่งแยกกัน แบ่งแยกทรัพย์สินกันคนละชิ้นหรือตามแต่ทุกฝ่ายตกลงกัน
- การจัดการแบ่งทรัพย์มรดกต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี เว้นแต่ทายาทเสียงส่วนข้างมากเว้นแต่ทายาทเสียงส่วนข้างมาก หรือศาลได้กำหนดเป็นอย่างอื่น แต่ทางปฏิบัติก็ไม่ค่อยได้เสร็จง่ายๆภายในกำหนด 1 ปีเพราะเหตุหลายอย่าง ป.พ.พ.1732ทำบัญชีแจ้งการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกทรัพย์มรดก ป.พ.พ.1732
ทั้งนี้ หากผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่จะถูกถอนออกจากงานเป็นผู้จัดการมรดก ถูกฟ้องให้รับผิดในส่วนแพ่ง ถ้าทำผิดหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหาย และขั้นร้ายแรงที่สุดอาจถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญา
วิธียื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

สามารถยื่นคำร้องได้หลายวิธีดังนี้
1.ว่าจ้างทนายความ
ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและสะดวกต่อทายาทและผู้รับพินัยกรรม แต่อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการว่าจ้างทนายความ ซึ่งอาจเป็นการว่าจ้างด้วยสัญญา ก่อนเจ้าของมรดกจะเสียชีวิต ข้อดีของการแต่งตั้งทนายให้เป็นผู้จัดการมรดก คือ มีมืออาชีพดำเนินการและลดโอกาสข้อผิดพลาด หรือการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมาย
2.การขอความช่วยเหลือจากสำนักงานอัยการ
ทายาทสามารถขอความช่วยเหลือจากสำนักงานอัยการ โดยการลงลายมือชื่อ เพื่อให้ความยินยอมต่อหน้าอัยการ และต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจึงจะดำเนินการได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า เมื่อเทียบกับการว่าจ้างทนายความ
3.การยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตนเอง
สำหรับทายาทที่เกี่ยวข้อง การขอเป็นผู้จัดการมรดกเอง โดยไม่พึ่งพาทนายหรืออัยการก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้ ทั้งนี้อาจจำเป็นต้องศึกษา ทำความเข้าใจขั้นตอน เตรียมเอกสาร และติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง
เอกสารยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตัวเอง
ขั้นตอนแรกในการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกด้วยตัวเอง คือ การจัดเตรียมเอกสารต่างๆ อย่างครบถ้วน เพื่อความราบรื่นในการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ โดยมีเอกสารที่จำเป็น ได้แก่
เอกสารของเจ้ามรดก (ผู้เสียชีวิต)
- ใบมรณบัตรหรือหนังสือรับรองการตาย
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน (ถ้ามี)
- ใบสำคัญการสมรส (กรณีเจ้ามรดกจดทะเบียนสมรส)
- หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
เอกสารของคู่สมรสเจ้ามรดก
- ใบสำคัญการสมรส
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
- ใบมรณบัตรหรือหนังสือรับรองการตาย (กรณีเสียชีวิต)
เอกสารของบุตรเจ้ามรดก
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน (หรือสูติบัตรหากยังไม่มีบัตรประชาชน)
- หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
- ใบสำคัญการสมรส (หากบุตรของเจ้ามรดกแต่งงานแล้ว)
- ใบมรณบัตรหรือหนังสือรับรองการตาย (กรณีเสียชีวิต)
เอกสารของบิดามารดาเจ้ามรดก
- ทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน
- ใบสำคัญการสมรส
- ใบมรณบัตรหรือหนังสือรับรองการตาย (กรณีเสียชีวิต)
เขตอำนาจการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก
สามารถยื่นคำร้องพร้อมเอกสารที่กำหนดไว้ที่ภูมิลำเนาของเจ้ามรดก โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้
- กรณีเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร ยื่นต่อศาลแพ่ง ตามเขตที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่
- กรณีเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในต่างจังหวัด ยื่นต่อศาลจังหวัด
- กรณีเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกตั้งอยู่
ข้อสังเกต
กรณีที่จำเป็นต้องให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก
ในกรณีเจ้ามรดกมีทรัพย์สินซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดิน, น.ส.๓, ทะเบียนอาวุธปืน, บัญชีเงินฝากธนาคาร หรือทะเบียนรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งทรัพย์เหล่านี้เจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากไม่มีการขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก
บทสรุป
เมื่อศาลแต่งตั้งใครมาเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว บุคคลนั้นเนี่ยถือว่าเป็นตัวแทนของทายาทและมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินบริหารจัดการ มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ และดำเนินการจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้กับทายาททุกคน หากไม่ปฏิบัติก็อาจจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาและอาจจะถูกถอดออกจากหน้าที่ได้เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้อย่างถูกต้องในการที่ศาลจะตั้งให้พฤติกรรม
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
Q : โดนผู้จัดการมรดกโกงต้องทำยังไง
Q : ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินเป็นชื่อของตน
Q : จะขอเป็นผู้จัดการมรดก แต่ขาดเอกสารใบมรณบัตร ต้องทำยังไงคะ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


