ค้นหาธรรมดา

ค้นหาคำพิพากษาฎีกาอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการค้นหา: ใช้ตัวกรองเพื่อค้นหาให้แม่นยำขึ้น

ค้นหาคำพิพากษาศาลฎีกา

พบ 68181 รายการ (6819 หน้า)

ฎีกาที่ 3013/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3013/2568

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 1562

ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้…" อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดโดยจำกัดเฉพาะกรณีบุคคลผู้ฟ้องคดีในฐานะที่ตนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของ น. ผู้ตายผู้เป็นบิดาของโจทก์ แต่จำเลยเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และโจทก์มีคำขอให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยและ น. ผู้เป็นบิดาเป็นชื่อของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยและ น. ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถ้าหาก น. ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจฟ้อง น. ผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยเหตุอย่างเดียวกันนี้ได้เพราะเป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามมาตรา 1562 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของ น. ผู้ตายให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุพการีเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เองโดยตรง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีอุทลุมอันต้องห้ามตามมาตรา 1562

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 2813/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2568

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 297 (8), 364, 365 (1)

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักเลขที่ 63/32 อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 โดยการใช้สนับมือเป็นอาวุธชกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณีกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำฟ้อง การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข แล้วใช้กำลังประทุษร้ายในทันทีต่อเนื่องกัน ในขณะที่การบุกรุกยังคงมีอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดตอน พฤติการณ์ความร้ายแรงไม่อาจแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ประกอบมาตรา 364 และ 83 จึงชอบแล้ว

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 2289/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2289/2568

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 43, 44, 44/1, 85

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวน 1 วง หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อพนักงานสอบสวนขอให้คืนแหวนดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 พนักงานสอบสวนก็ไม่อาจส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมได้เพราะมีข้อโต้แย้ง และแหวนของกลางดังกล่าวมิได้อยู่ในครอบครองของพนักงานสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักแหวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปและยังมิได้คืนให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยและพนักงานอัยการโจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยคืนแหวนดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคแรกและวรรคสาม กรณีต้องใช้ราคาแทนการคืนทรัพย์เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ต้องใช้แทนนั้นนับแต่วันละเมิด

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 2107/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2107/2568

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 225 วรรคหนึ่ง, 252 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยไม่พอฟังว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายเพื่อป้องกันตัวในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเท่านั้น มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติ จำเลยไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็หาก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยในการฎีกาไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 2055/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 317 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสามนั้น การพรากหมายถึง การทำให้จากไป การพาไปเสียจาก การทำให้แยกออกจากกันหรือแยกออกไป ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล จึงหมายถึงการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก การที่จำเลยไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 1 และเข้าไปกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยมิได้พาหรือนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่น จึงมิได้เป็นการพรากเด็กอันเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1932/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2568

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 27, 155, 156, 156/1, 229 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7, 18, 50

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ค่าธรรมเนียมศาลตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว ให้รวมถึงเงินวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 157 ด้วย ซึ่งหมายถึง เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งจะต้องนำมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 ดังนี้ แม้จำเลยจะเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์จำเลย โดยยังมิได้พิจารณาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนพยานในชั้นนี้มาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1856/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 193/12, 193/30, 448 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 85 วรรคสาม พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ เมื่อ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 การยึดรถยนต์ในคดีนี้เป็นการยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะรถยนต์ของกลางอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ดังนี้ ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้เจ้าพนักงานผู้ยึดคืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์จึงต้องเริ่มนับถัดจากวันที่คดีถึงที่สุดคือตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 16 เมษายน 2564 ยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1760/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 55, 142 (5) พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 9, 20, 21, 50, 55

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งเกี่ยวกับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B003 ที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์อีกสัญญาหนึ่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งแล้ว โจทก์จึงยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B003 โดยไม่ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมทุนทรัพย์ เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 กับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เป็นสัญญาที่ทำคนละฉบับ การคิดค่าเช่าและค่าบริการคิดแยกต่างหากจากกัน และการยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์บรรยายคำฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนว่าเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องเลขที่ FM-B002 โดยแนบสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 เป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง แต่โจทก์อ้างใบแจ้งหนี้ค่าเช่า ภาษีโรงเรือนค่าบริการของห้องหมายเลข FM-B003 ที่อ้างว่าค้างชำระ สำเนาหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระค่าเช่า ค่าบริการ ค่าภาษีโรงเรือนและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 สำเนาตารางคำนวณทุนทรัพย์โดยอ้างเลขที่ใบแจ้งหนี้ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เป็นสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องเท่านั้น และในชั้นสืบพยานโจทก์ก็นำสืบว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าค่าบริการ ค่าภาษีโรงเรือนตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 โดยมิได้นำสืบว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่า ค่าบริการและค่าภาษีโรงเรือนตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการห้องหมายเลข FM-B002 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับของโจทก์ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อผิดระเบียบหรือผิดหลงในการดำเนินกระบวนพิจารณาของคู่ความฝ่ายใดซึ่งจะทำให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือผิดหลงนั้นทำการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด และไม่ใช่เรื่องคำฟ้องไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่องอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องทำให้คำฟ้องเดิมไม่มีตั้งแต่ต้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เข้ามาภายหลังเพื่อให้คำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่ชอบตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 และมาตรา 21 แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาไปแล้ว กรณีจึงพอถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง และอำนาจในการพิจารณาสั่งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเป็นวิธีพิจารณาศาลชั้นต้นก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคในศาลชั้นต้นต้องนำไปใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกาโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 50 และมาตรา 55 เมื่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาไปก็ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าไม่มีคำฟ้องเดิม โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง และเมื่อไม่มีคำฟ้องเดิมตั้งแต่แรก ย่อมทำให้จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 และมาตรา 21

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1759/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 142 (5) พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดีก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป จำเลยจึงต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีว่ามีความชำรุดทรุดโทรมเสียหายอย่างไร จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน เป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ จึงพออนุโลมได้ว่า เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1750/2568

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 335 วรรคหนึ่ง (7), 336 ทวิ, 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 195 วรรคสอง, 225 ป.ยาเสพติด ม. 104, 162

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
หน้า จาก 6819
แสดงรายการ 1 - 10 จากทั้งหมด 68181 รายการ