ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-11

ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 บัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” หรือก็คือบิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันในการเลี้ยงดูอุปการะบุตรจนพ้นความเป็นผู้เยาว์ แต่หลายครั้งในความเป็นจริง ไม่ใช่บิดามารดาร่วมกันเลี้ยงดูบุตร แต่อาจจะเป็นฝ่ายเดียว หรืออาจเป็นผู้ปกครองซึ่งเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่บิดามารดาเลี้ยง ถึงอย่างนั้น หน้าที่ตามกฎหมายในการต้องเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ก็ยังคงอยู่ที่บิดามารดา ไม่ได้หายไปไหน

กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ที่เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ซึ่งอาจเป็นบิดาหรือมารดา หรือผู้ปกครอง สามารถฟ้องให้บิดามารดาที่ไม่ได้ทำหน้าที่ ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ และ สามารถเรียกย้อนหลังได้อีกด้วย แต่ก็มีข้อจำกัดและมีหลักเกณฑ์สำหรับการเรียกร้องอยู่

ฟ้องอย่างไร เงื่อนไขอะไรบ้าง ?

สำหรับการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู การจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากใคร เงื่อนไขที่สำคัญคือบุคคลที่เราจะฟ้อง มีหน้าที่ตามกฎหมายใช่ไหม เช่น หากฟ้องบิดา เขาต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กด้วย จึงจะฟ้องได้ 

โดยการฟ้องคดีลักษณะนี้ เป็นคดีครอบครัว เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 10(3) ซึ่งต้องฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวที่ตัวคนที่จะถูกฟ้องมีภูมิลำเนาอยู่ เช่น ฟ้องนาย ก ซึ่งอยู่จังหวัดสมุทรปราการ ก็ต้องฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรปราการ 

หลักฐานที่ต้องใช้ในการพิสูจน์ค่าใช้จ่ายในการเรียกย้อนหลัง

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (2).png

1. หลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เคยจ่ายไป 

เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ศาลจะใช้พิจารณาว่าเราเคยจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรไปเท่าไรแล้ว และจะเรียกร้องได้เท่าไหร เช่น ใบเสร็จค่าเทอม ใบเสร็จค่าเรียนพิเศษ ใบเสร็จค่าเครื่องแบบชุดนักเรียน ฯลฯ

2. หลักฐานเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของทั้งฝ่ายที่เรียกร้อง และฝ่ายที่จะถูกเรียก 

เช่น สลิปเงินเดือน เอกสารหนี้สิน เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ครอบครอง ฯลฯ เพื่อให้ศาลพิจารณาถึงระดับฐานะ และคำนวนว่าฝ่ายใดควรรับภาระการเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร

3. หลักฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่อีกฝั่งเคยจ่ายมาแล้ว หากมี 

เช่น ใบเสร็จการโอนเงินที่ช่วยจ่ายค่าเทอม เพื่อเป็นหลักฐานให้ศาลเห็นว่าเขามีหน้าที่ผูกพันต้องจ่ายจริง ๆ 

4. หลักฐานเกี่ยวกับข้อตกลงที่เคยตกลงกัน หากมี 

เช่น เอกสารการหย่า ว่าเราเคยตกลงกันหรือไม่ว่าจะให้แต่ละฝ่ายจ่ายเท่าไร หากมีและเขาไม่ปฏิบัติตาม เราสามารถใช้เอกสารนี้เป็นอีกหนึ่งในหลักฐาน เพื่อให้ศาลตัดสินเข้าข้างฝ่ายเราได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1218/2567 

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (3).png

โดยผู้ร้องคือบิดาของเด็ก ผู้คัดค้านคือมารดาของเด็ก

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นแรกเรื่อง “ค้างค่าอุปการะเลี้ยงดู” ตามข้อตกลงหย่า ข้อ 1.2 (เดือนละ 20,000 บาท) ในช่วง 1 มิ.ย. 2561 – 12 ก.ย. 2562 ว่า แม้บิดามีหลักฐานโอนเงินเข้าบัญชีมารดา รวมถึงโอนเข้าบัญชีมารดาของบิดา (ช่วงที่เด็กไปพักอยู่ที่นั่น) และเข้าบัญชีบุตร รวม 183,260 บาท แต่เมื่อเทียบกับยอดที่ต้องชำระตามระยะเวลา 15 เดือน 2 สัปดาห์ = 310,000 บาทยังขาดอยู่ 126,740 บาท 

ข้ออ้างว่าจ่ายค่าไฟ/อินเทอร์เน็ตแทนค่าเลี้ยงดู “เป็นข้ออ้างลอย ๆ” เพราะไม่มีหลักฐานว่าจ่ายเพื่อประโยชน์ของบุตรจริง และข้ออ้างจ่ายเป็นเงินสดก็ไม่ชัดเจน/ไม่มีหลักฐาน จึงไม่รับฟัง อย่างไรก็ดี ศาลฎีการะบุว่าเพราะศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตัดยอดให้รับผิด เพียง 122,740 บาท และมารดาไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้รับผิดได้ “ไม่เกิน” ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาไว้

ประเด็นถัดมา เรื่องบิดาต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูช่วง 16 ก.พ. 2563 – 15 พ.ย. 2564 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า บุตรย้ายมาอยู่กับบิดาอย่างถาวรตั้งแต่ 16 ก.พ. 2563 และบิดาเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายของบุตรทั้งหมด ขณะที่มารดาไม่ได้นำสืบว่าหลังจากนั้นตนมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรอย่างไร หากยังให้บิดาจ่ายเงินตามข้อตกลงหย่าให้มารดาอีก จะผิดจาก “เจตนารมณ์” ที่ต้องการให้เงินนั้นเป็นไปเพื่อการเลี้ยงดูบุตรจริง จึง ไม่เห็นพ้อง กับที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้บิดาจ่ายรวม 420,000 บาทในช่วงดังกล่าว และรับฎีกาของบิดาในข้อนี้

สุดท้าย ศาลฎีกาวินิจฉัยร่วมกันว่า มารดาต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้บิดาหรือไม่และเท่าใด โดยย้ำหลักว่า “หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นของบิดาและมารดาร่วมกัน” ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่งและการกำหนดจำนวนให้คำนึงถึงความสามารถ ฐานะผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี ตาม มาตรา 1598/38 เมื่อชั่งน้ำหนักรายได้/ภาระหนี้ของบิดา และรายได้รวมของมารดา ศาลเห็นว่าให้มารดาจ่าย เดือนละ 5,000 บาท เหมาะสมและไม่เกินคำขอ จึงยืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้

สรุปฎีกา

เรื่องของฎีกานี้คือ ผู้ร้องกับผู้คัดค้านเคยสมรสกัน มีบุตร 1 คนแล้วหย่ากัน โดยผู้ร้องจะทำการโอนเงินค่าเลี้ยงดูบุตรให้ผู้คัดค้านที่เป็นมารดา แล้วอำนาจปกครองบุตรอยู่กับมารดา ฎีกาข้อแรกคือค่าใช้จ่ายและค่าเลี้ยงดูต่าง ๆ ที่เคยจ่ายไป ตัวฝ่ายชายที่เป็นผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์หลายส่วน ศาลจึงตัดสินให้ผู้ร้องต้องจ่ายส่วนที่ไม่มีพยานหลักฐาน กว่า 1 แสนบาท

ข้อต่อมา คือ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นฝ่ายมารดา ต้องการเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรในช่วงกุมภาพันธ์ ปี 2563 ถึงพฤศจิกายน ปี 2564 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บุตรย้ายมาอยู่กับผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาในระหว่างนั้น ศาลจึงตัดสินว่าภาระของฝ่ายบิดาตามข้อตกลงตอนหย่าไม่ได้ใช้ได้แบบเดิม เพราะเป็นเงินสำหรับให้ฝ่ายมารดาเลี้ยงดูบุตร แต่ข้อเท็จจริง ณ ตอนนั้นเป็นบิดาเลี้ยงดูบุตร แล้วฝ่ายมารดาก็ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าตนใช้จ่ายอะไรสำหรับการเลี้ยงบุตรไปบ้าง

ในฎีกานี้ศาลก็ตัดสินให้มารดาช่วยบิดาจ่ายค่าเลี้ยงดู หลังจากที่เปลี่ยนเป็นบิดาเลี้ยง โดยศาลพิจารณาจากหน้าที่การงานและภาระหนี้สินของแต่ละคน

จากฎีกานี้ จะเห็นว่า การเรียกค่าเลี้ยงดู ศาลจะตัดสินไปในทางที่ให้คนที่เลี้ยงอยู่ได้รับเงิน จากอีกฝ่ายที่ไม่ได้เลี้ยง ซึ่งก็อาจจะไม่ตรงกับข้อตกลงการหย่าก็ได้ ในเรื่องของจำนวนเงิน ศาลจะพิจารณาจากฐานะการเงิน ภาระหนี้สินของแต่ละฝ่าย ว่าฝ่ายที่ต้องจ่ายควรจ่ายแค่ไหน ซึ่งพิจารณาอยู่บนฐานที่ว่า เป็นหน้าที่ต้องทำร่วมกัน ส่วนที่เรียกย้อนหลัง ศาลก็จะพิจารณาจากหลักฐานของค่าใช้จ่ายว่ามีอะไรบ้าง และหลักฐานว่าเคยจ่ายไปเท่าไหร่ เพื่อมาพิจารณาว่าคนที่จะต้องจ่าย ต้องจ่ายเท่าไหร่

บทความที่คุณอาจสนใจ

ค่าเลี้ยงดูบุตร คืออะไร ยื่นขอได้ถึงเมื่อไร?

ค่าเลี้ยงดูบุตร คิดอย่างไร ฟ้องเพิ่ม-ลดได้ไหม (อัปเดต 2568)


เส้นตายของการเรียกย้อนหลัง

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (4).png

สำหรับเส้นตาย ในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลัง มีอายุความการฟ้องร้อง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 193/33(4) โดยการนับอายุความ ให้เริ่มนับตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

ในท้ายนี้ 

การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังเป็นกระบวนการที่มีไว้ช่วยให้ผู้ที่เลี้ยงดูเด็กตามลำพังสามารถทวงสิทธิที่เด็กควรได้รับตามกฎหมาย แม้เวลาจะล่วงเลยไปแล้ว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายละเลย ไม่ช่วยเหลือ ทั้งที่มีหน้าที่และสามารถช่วยได้ ศาลก็จะสามารถกำหนดยอดย้อนหลังตามความจำเป็นในแต่ละช่วงอายุของเด็ก ค่าใช้จ่ายจริง และฐานะทางการเงินของผู้ถูกฟ้อง การเตรียมหลักฐานอย่างเป็นระบบ เช่น ค่าใช้จ่าย รายรับ–รายจ่ายของผู้ร้อง รายได้ของผู้ถูกฟ้อง และพฤติการณ์ที่อีกฝ่ายไม่เคยจ่ายหรือจ่ายไม่สม่ำเสมอ จะเพิ่มน้ำหนักให้คดีฝ่ายเราได้ และศาลยังมีอำนาจกำหนดค่าเลี้ยงดูรายเดือนในอนาคต เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลต่อเนื่องตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก ดังนั้นการเข้าใจกฎหมายและเตรียมคดีอย่างรอบคอบ จะช่วยให้การฟ้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิของเด็กได้อย่างเหมาะสม

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

Q : ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังจากอดีตสามี

Q : ไม่จดทะเบียนสมรส สามารถฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรได้ไหม

Q : จับได้ว่าแฟนนอกใจฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้มั้ย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />