
Letter of Intent (LOI) / Memorandum of Understanding (MOU) ผูกพันแค่ไหนในกฎหมายไทย

บทบาทและความนิยมใช้ LOI/MOU ในทางธุรกิจและในหน่วยงานรัฐ
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มีมติที่สำคัญ อนุมัติให้บริษัทฯ เข้าทำบันทึกความตกลงเบื้องต้นแบบไม่มีผลผูกพัน (Non-Binding Memorandum of Understanding) (MOU) กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ dtac[1]
ประกาศข่าวข้างต้นเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยถึงความพยายามในการควบรวมกิจการของ TRUE กับ dtac เมื่อปี 2564 โดยเป็นที่ทราบกันดีจากประกาศว่าทั้งสองบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ของไทยมุ่งมั่นที่จะเริ่มต้นการผนวกรวมกิจการกัน ด้วยการเริ่มต้นผ่านการทำ MOU ทว่า MOU คืออะไรและมีผลผูกแค่ไหนในกฎหมายไทย
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
1. ความหมายของ LOI และ MOU
Letter of Intent (LOI) หรือ หนังสือแสดงเจตจำนง
หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตจำนงของผู้จัดทำ ซึ่งเป็นการแสดงความประสงค์โดยฝ่ายเดียวหรือหลายฝ่ายก็ได้ ว่ามีความสนใจร่วมกันในบางสิ่งบางอย่างและอาจมีการดำเนินการต่อยอดกันในเป็นสัญญาได้ในอนาคตเพียงเท่านั้น มิได้มีความบังคับผูกพันตามกฎหมายแต่อย่างใด
การจัดทำ LOI นับเป็นเพียงการแสดงเจตนาที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นที่นิยมในทางธุรกิจ มักใช้เพื่อทำเป็นข้อเสนอในการกำหนดร่างข้อตกลงและหน้าที่ต่อกันก่อนที่จะมีการเจรจาต่อรองกัน เรียกในทำนองว่า "ข้อตกลงที่จะยอมรับ" และอาจกำหนดถึงรายละเอียด หรือขั้นตอนในการตกลงวางแผน หรือเจรจาในขั้นถัดไป และยังอาจทางอื่นที่ไม่ใช่ทางธุรกิจก็ย่อมได้ เช่น หนังสือแสดงเจตจำนงทางวิชาการ หนังสือแสดงเจตนาระบุความปราถนาดีต่อบุตรหลานหลังตนเสียชีวิตซึ่งไม่ใช่พินัยกรรม
ทั้งนี้จะไม่มีผลผูกพันแต่ศาลก็อาจนำไปพิจารณาประกอบกับเอกสารอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ อย่างการใช้เป็นหนังสือแสดงเจตจำนงของผู้เขียน เช่น แสดงความตั้งใจในการสมัครงาน หาผู้ร่วมลงทุนทางธุรกิจ หรือขอรับทุนทางการศึกษา
Memorandum of Understanding (MOU) หรือ บันทึกความเข้าใจ
หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นหนังสือซึ่งประกอบด้วยสองฝ่ายขึ้นไป ซึ่งระบุเจตนาโดยสมัครใจที่จะปฏิบัติการบางอย่างร่วมกัน ให้แก่อีกฝ่าย หรือให้กันและกัน ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้หรือไม่ก็ได้ เป็นการแสดงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจที่ได้ให้แก่กันไว้ แต่ก็ยังเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจต่อกันเท่านั้น โดยมิให้ถือว่าก่อให้เกิดผลบังคับผูกพันตามกฎหมายต่อกัน
การจัดทำ MOU นับเป็นเพียงการทำบันทึกเพื่อแสดงความประสงค์ของบุคคลหรือนิติบุคคลสองฝ่ายหรือมากกว่านั้น ที่มีความสมัครใจที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แก่กัน อาจรวมถึงแผนการดำเนินการ กำหนดกิจกรรมที่จะทำร่วมเป็นในภาพรวม โดยไม่ให้ถือว่าเป็นสัญญาทางกฎหมาย และไม่ให้มีสภาพบังคับ หรือข้อผูกมัดใดหากไม่ปฏิบัติตาม มักใช้สำหรับบันทึกข้อตกลงเฉพาะเรื่อง หรือที่มีระยะเวลาชั่วคราว เป็นเพียงหลักฐานแสดงเจตนาที่จะสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านทรัพยากร ความรู้ และบุคลากร ระหว่างหน่วยงาน ในวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น บันทึกความเข้าใจในการส่งเสริมการผลักดันวิชาการระหว่างสถาบัน หรือบันทึกความเข้าใจเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจ
💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A)
- Q: ข้อตกลงทำหนังสือทำข้อตกลงร่วมกัน
- Q: ทำบันทึกข้อตกลง
- Q: ข้อตกลงรักษาความลับและการไม่แทรกแซงทางธุรกิจ
2. ความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง LOI และ MOU

โดยทั้ง LOI และ MOU ต่างเป็นการเอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงเจตนาที่จะสร้างความอย่างใดอย่างหนึ่งสัมพันธ์ร่วมกัน โดยย้ำชัดว่าต้องไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ทั้งนี้ลักษณะประการสำคัญที่จะช่วยแยกความแตกต่างระหว่าง LOI และ MOU คือ รายละเอียดและลำดับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดทำ
โดย LOI จะมีรายละเอียดเพียง ร่างกรอบความร่วมมือคร่าว ๆ หลังการเจรจาเบื้องต้น และมักใช้ในระยะเริ่มต้นของการแสดงความสนใจที่จะสร้างสัมพันธ์ต่อกัน แสดงให้เห็นว่าคู่เจรจาทุกฝ่าย ยินดีเจรจาเพิ่มเติมหรือพร้อมเตรียมเดินหน้าสู่การทำข้อตกลงต่อไป ซึ่งมักจะต่อยอดไปเป็น MOU ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นบันทึกขอบเขตความร่วมมือซึ่งกันและกัน มีการวางรายละเอียด หรือแผนการดำเนินการทำตามข้อตกลงอย่างเพียบพร้อมชัดเจน โดยมักจะทำขึ้นกันก็ต่อเมื่อมั่นใจในความสัมพันธ์อันดีที่มีร่วมกัน เพื่อแสดงความแน่วแน่และพร้อมจะปฏิบัติตามความเข้าใจที่ตกลงกันไว้ใน MOU
📖 อ่านเพิ่มเติม ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) ทางกฎหมายใช้เซ็นเอกสารได้ไหม?
3. LOI และ MOU ในทางกฎหมาย
สาเหตุในการเลือกใช้เอกสาร LOI และ MOU แทนที่การจัดทำสัญญาขึ้นอย่างเป็นทางการ ย่อมเป็นเพราะต่างฝ่ายไม่ประสงค์ที่จะสร้างความผูกพันใด ๆ กันในทางกฎหมาย
เช่นนี้ LOI/MOU ย่อมเป็นเพียงเอกสารที่ศาลอาจนำไปพิจารณาพฤติการณ์ และความสัมพันธ์พื้นฐานประกอบคู่เอกสารอื่น ๆ โดยไม่ยึดถือเนื้อหาใด ๆ ใน LOI/MOU เป็นสาระสำคัญ
ทว่า LOI/MOU สามารถจะก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อ ในทางกฎหมายไทยพิจารณาตามเนื้อหาของ LOI/MOU ที่ทำขึ้นนั้นมีองค์ประกอบของความเป็นสัญญาครบถ้วนและมีผลผูกมัดตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นเพียงหนังสือแสดงเจตจำนงหรือบันทึกความเข้าใจอีกแล้ว
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2537
ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ในทำนองว่า บันทึกข้อตกลง แม้จะมิได้ระบุชัดว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ก็มีข้อความระบุชัดแจ้งถึงข้อตกลงของคู่กรณีในอันที่จะทำการซื้อขายที่ดินโดยระบุชัดเจนทั้งตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ ราคาที่ซื้อขายทอดตลาด ตลอดจนวิธีการและกำหนดเวลาในการปฏิบัติการชำระหนี้ได้สาระสำคัญครบถ้วน จึงมีผลเป็นสัญญาจะซื้อจะขายบริบูรณ์ เมื่อเป็นข้อตกลงที่เกิดจากการเสนอของคู่กรณีโดยถูกต้องสมบูรณ์ ย่อมถือเป็นเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย มีสาระสำคัญครบถ้วนมีผลเป็นนิติกรรมแล้ว
💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A)
- Q: เปลี่ยนแปลง เงื่อนไขข้อตกลง ที่เซ็นชื่อในเอกสาร เปลี่ยนแปลงโดยคุยกันในไลน์
- Q: ผิดข้อตกลง
- Q: ข้อตกลงทำหนังสือทำข้อตกลงร่วมกัน
4. องค์ประกอบที่อาจทำให้ LOI/MOU ก่อให้เกิดความผูกพันทางกฎหมาย

4.1 มีการสนองต้องตรงกันระหว่างผู้จัดทำ LOI/MOU
เป็นที่เข้าใจกันโดยพื้นฐานของเหล่านักกฎหมายทุกคนว่าสัญญาจะเกิดขึ้นและมีผลผูกพันได้ก็ต่อเมื่อปรากฏให้เห็นว่ามีการแสดงเจตนาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ย่อมถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาต่อกันได้แล้ว (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2551) กล่าวคือ มีบุคคลหรือนิติบุคคล ฝ่ายหนึ่งเริ่มต้นเสนอข้อตกลงหรือเงื่อนไขประการใดไปยัง บุคคลหรือนิติบุคคลแก่ฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายนั้นก็ตกลงตอบรับเพื่อสนองความต้องการของอีกฝ่าย เช่นนี้แล้วแม้จะมิได้ทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร จะด้วยวาจา หรือพฤติการณ์โดยปริยายก็สามารถถือเอาเป็นคำเสนอและคำสนองต่อกันได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2561)
ทว่าในการจัดทำ LOI อันเป็นหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งแสดงเจตจำนงฝ่ายเดียว หรือการแสดงเจตจำนงหลายฝ่ายในเอกสารฉบับเดียวกันก็ได้ และ MOU ที่เป็นการบันทึกความเข้าใจกันอันมีลักษณะโดยธรรมชาติเป็นการแสดงเจตนาสัมพันธ์ในความเข้าใจและตกลงในเรื่องเดียวกัน ย่อมมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ถูกตีความให้ LOI/MOU ถือเป็นคำเสนอและสนองที่ต้องตรงกันที่จะก่อให้เกิดสัญญาอันมีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างผู้จัดทำแต่ละฝ่ายได้โดยง่าย ดังนี้ในระหว่างการติดต่อเจรจา จนถึงขั้นตอนการร่างและระบุเนื้อหาและรายละเอียดของ LOI/MOU จึงต้องมีความระมัดระวังในข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้
4.2 มีรายละเอียดอันเป็นสาระสำคัญและข้อกำหนดให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
เมื่อจะได้มีการจัดทำ LOI/MOU ขึ้นต้องพึงระวังเป็นสำคัญว่าการระบุรายละเอียดในเอกสารควรจะเป็นเพียงการระบุเจตนาที่จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดี การกำหนดแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งรวมกันโดยรวมเท่านั้น
ไม่ควรมีการระบุรายละเอียดที่รายการข้อตกลงอย่างชัดแจ้ง อย่างการกำหนดวัตถุแห่งหนี้ การกำหนดราคา และวันเวลาและวิธีการปฏิบัติการชำระหนี้ เพราะจะมีเป็นการเติมเต็มสาระสำคัญของสัญญาให้ครบถ้วนมีผลผูกพันได้ (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2537)
แต่ในทางกลับกันหากรายละเอียดอันเป็นสาระสำคัญของสัญญา ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสัญญานั้นไม่ครบถ้วน สัญญาไม่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีสัญญาเช่าตามมาตรา 537 บัญญัติไว้ว่า “อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น” ดังนี้หากในLOI/MOU มิได้กำหนดชี้ว่าสิ่งใดคือทรัพย์สินที่เช่า และอัตราค่าเช่ากำหนดไว้เท่าใด ย่อมไม่ถือว่าก่อให้เกิดสัญญาขึ้นต่อกัน[2]
4.3 ปราศจากคำแสดงเจตนาว่าไม่ประสงค์ให้มีความผูกพันกันตามกฎหมาย
- มาตรา 149 บัญญัติไว้ว่า “นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”
- มาตรา 171 บัญญัติไว้ว่า “ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร”
เมื่อนำความตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราข้างต้นมาวิเคราะห์ย่อมแสดงให้เห็นว่ากฎหมายย่อมยึดถือเจตนาแท้จริงของผู้จัดทำนิติกรรม/สัญญาใด ๆ เป็นสำคัญที่สุดตามมาตรา 171 ซึ่งมาตรา 149 วางหลักสนับสนุนไว้อีกว่า การจะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลนั้น ย่อมต้องเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร ดังนั้นแล้ว การกำหนดหรือระบุข้อความว่า ห้ามมิให้ถือว่า LOI/MOU ก่อให้เกิดผลผูกมัดใด ๆ ขึ้นตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นข้อสำคัญที่ควรระบุไว้ใน LOI/MOU เพื่อให้แน่ใจว่าศาลเล็งเห็นถึงเจตนาที่จะผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างผู้จัดทำ LOI/MOU
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
5. ตัวอย่างคำพิพากษาที่ถือว่า Letter of Intent/MOU มีผลผูกพันทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2537 วินิจฉัยไว้ในทำนองว่า บันทึกข้อตกลง หากระบุชัดเจนทั้งตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งหนี้ ราคาที่ซื้อขายทอดตลาดจนวิธีการและกำหนดเวลาในการปฏิบัติการชำระหนี้ได้สาระสำคัญครบถ้วน ก็ย่อมถือเป็นสัญญาจะซื้อจะขายได้
คำคำพิพากษาฎีกาที่ 1389/2561 วินิจฉัยถึงว่า ข้อตกลงระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเองที่จะให้มีการยกเลิกการค้ำประกันตาม MOU นี้ ไม่ได้มีการตกลงยินยอมจากเจ้าหนี้ ทำให้ข้อตกลงระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเองนี้ ไม่มีผลผูกพันต่อเจ้าหนี้ ในทางกลับกันให้ใน MOU นี้เจ้าหนี้ได้ตกลงยินยอมด้วย ศาลย่อมพิจารณารับฟังให้ผู้ค้ำประกันใน MOU หลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันได้
คำคำพิพากษาฎีกาที่ 1303/2568 วินิจฉัยถึงทำนองว่าบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งมีลักษณะของสัญญาทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยกระทำผิดเงื่อนไขในทัณฑ์บนที่กำหนดไว้ คือ ทำร้ายร่างกายบุตรซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว ย่อมนำบันทึกข้อตกลงนี้มาเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้
🔎 หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy
สรุป: LOI/MOU ผูกพันแค่ไหนในกฎหมายไทย?
ดังนั้นในทางกฎหมายไทย LOI/MOU นั้นแต่เดิมเป็นเพียงเอกสารที่ใช้เพื่อแสดงเจตนาของผู้จัดทำแต่ละฝ่ายว่ามีความแน่วแน่สร้างความสัมพันธ์หรือความร่วมมือบางอย่างต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งยังไม่ประสงค์ที่จะก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายแต่อย่างใด
ซึ่งกฎหมายไทยก็ยอมรับเจตนาเช่นนั้น ทว่าต้องระวังให้ดีว่าในการจัดทำ LOI/MOU แต่ละฉบับนั้นได้หลีกเลี่ยงองค์ประกอบหรือรายละเอียดซึ่งศาลอาจตีความว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างกันตามกฎหมายไทยเสมอ
📢 หากคุณกำลังมองหาคำแนะนำในการ ร่างข้อตกลง ร่างสัญญา หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย
[1] Techsauce Team, “TRUE-DTAC ประกาศควบรวมกิจการ พร้อมทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company” Techsauce, 22พ.ย. 2564, https://techsauce.co/news/true-dtac-equal-partnership-transform-to-tech-company.
[2] คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ‘การเกิดขึ้นแห่งสัญญา’ (เอกสารประกอบการสอน, 2567) https://www.law.tu.ac.th/wp-content/uploads/2024/01/4.
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


