ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-13

ฟ้องเพิกถอนการให้ก่อนตาย เพราะลูกหลานเอาเปรียบ มีหลักเกณฑ์ศาลและหลักฐานอย่างไร

สำหรับสังคมไทย การยกทรัพย์สินให้ลูกหลาน หลายครั้งก็ไม่ได้รอให้หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้วผ่านพินัยกรรม หรือมรดก แต่ให้ไปเลยขณะที่เรายังมีชีวิต ซึ่งอาจจะเพราะความประพฤติดี หรือต้องการให้เขาตั้งตัวได้ง่าย  ซึ่งก็อาจมีเงื่อนไขการให้อย่างให้เขาช่วยจ่ายค่าเลี้ยงดู ช่วยดูแลเราตอนแก่ แต่บางครั้ง หลังจากให้ไปลูกหลานเราก็นิสัยเปลี่ยนไป ความประพฤติดีที่เคยทำกับเราก็อาจเป็นการไม่เหลียวแล เอาเปรียบ หรือไม่ทำข้อตกลง กรณีเช่นนี้กฎหมายก็อนุญาตให้เราเพิกถอนการให้ได้หากเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531 ถึงมาตรา 535

หลักเกณฑ์เพิกถอนการให้ตามกฎหมาย 

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (2).png

สำหรับการเพิกถอนการให้ ในกรณีที่ลูกหลานเอาเปรียบ กฎหมายเรียกว่าการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ซึ่งบัญญัติว่า “อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาชญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ 
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้”

หมายความว่า ผู้ให้นั้น ซึ่งได้ทำการให้ทรัพย์สินโดยสเน่หา หมายถึงการให้แบบไม่มีค่าตอบแทน ไม่งั้นจะไปเข้าเป็นการขาย แต่ให้แบบไม่มีค่าตอบแทนอาจตั้งเงื่อนไขการให้ได้ 

การถอนคืนการให้

เราสามารถเรียกถอนคืนการให้ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 หากผู้รับประพฤติตัวเนรคุณ ใน 3 กรณีนี้เท่านั้น ได้แก่ 

1.ผู้รับได้ทำการประทุษร้ายต่อผู้ให้ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา

2.ผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง

3.ผู้รับปฏิเสธไม่ให้สิ่งที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้ ในตอนที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถให้ไหว

คำพิพากษาฎีกาที่ 576/2550

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 บัญญัติว่า "อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุที่ผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"

กรณีตามคำฟ้องโจทก์อ้างเหตุประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" เห็นว่า ข้อความเพียงเท่านี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวข้อความตามคำฟ้องหรือไม่

ประการที่สอง โจทก์บรรยายฟ้องความว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ตัดโค่นไม้ยางพาราเสียและรับเงินราคาค่าไม้ยางทั้งหมดและจงใจทอดทิ้งโจทก์เสีย ไม่ยอมส่งอาหารหรือปัจจัยสี่แก่โจทก์เลย โจทก์พักอาศัยอยู่คนเดียว จำเลยที่ 1 จงใจประพฤติเนรคุณโจทก์ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อาจได้รับอันตรายแก่ชีวิต ทั้งนี้จำเลยที่ 1 สามารถดูแลปรนนิบัติโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งเสียทั้งที่สามารถทำได้ ดังนี้ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์และการนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าโจทก์เคยขอและจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) อีกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เรื่องของฎีกานี้คือ โจทก์ยกที่ดินให้จำเลย แล้วต่อมามีเรื่องทำให้โจทก์อยากได้ที่ดินคืน จึงไปขอคืน แต่จำเลยไม่คืนและด่ากลับว่า “โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" โจทก์ฟ้องศาลในข้อนี้ว่า เป็นการหมิ่นประมาท ศาลตัดสินว่าแค่ที่พูดมานี้เป็นแค่คำหยาบคาย ยังไม่ถึงกับหมิ่นประมาท โจทก์มีหลักฐานไม่เพียงพอว่าการพูดมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทได้ เช่น พูดต่อหน้าผู้อื่น จึงขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2) ไม่ได้

ส่วนอีกข้อที่โจทก์ฟ้อง คือ ฟ้องว่า จำเลยไม่ยอมให้สิ่งของที่จำเป็นต่อการเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ข้อนี้ศาลตัดสินว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์เคยขอและจำเลยไม่ยอมให้ จึงขอให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(3) ไม่ได้

จากฎีกานี้ จะเห็นได้ว่าการฟ้องขอให้เพิกถอน หลักฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก การฟ้องลอย ๆ หรือพิสูจน์ไม่ได้ ศาลก็จะไม่เพิกถอนให้ 


 

การถอนคืนการให้ มีพยานหลักฐานที่สำคัญดังนี้

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (3).png

1.กรณีผู้รับได้ทำการประทุษร้ายต่อผู้ให้

ถ้าฟ้องว่าผู้รับได้ทำการประทุษร้ายต่อผู้ให้ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ก็ต้องมีหลักฐานว่ามีการกระทำเกิดขึ้นจริง เช่น คำพิพากษาว่าเขาทำร้ายร่างกายเรา หรือผลตรวจร่างกาย ภาพกล้องวงจรปิด ว่าเขาเป็นผู้ทำร้ายเรา

2.กรณีผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง

ถ้าฟ้องว่าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง การพิสูจน์จะต้องพิสูจน์เหมือนการฟ้องฐานหมิ่นประมาท คือต้องพิสูจน์ว่าเขาทำอะไร แล้วการกระทำนั้นทำให้เราเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทยังไง หรือก็คือต้องเป็นการที่เขาใส่ความเราต่อบุคคลที่สาม การแค่พูดจาหยาบคายใส่เราโดยไม่มีคนอื่นได้ยิน มันอาจเป็นแค่การดูหมิ่น แต่ยังไม่ถึงหมิ่นประมาท

3.กรณีผู้รับปฏิเสธไม่ให้สิ่งที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้

ถ้าฟ้องว่าผู้รับปฏิเสธไม่ให้สิ่งที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพแก่ผู้ให้ ในตอนที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถให้ไหว กรณีนี้ต้องพิสูจน์ว่า ตัวเองยากไร้ และผู้รับมีฐานะที่จะจ่ายไหว และต้องพิสูจน์ว่าเคยมีการขอไปแล้วและถูกปฏิเสธ หลักฐานที่ควรจะมีก็เช่น แชทที่เคยคุยกัน หรืออัดเสียงขณะที่คุยกัน หลักฐานเกี่ยวกับรายได้และทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายมี


กรณีที่ผู้ให้ได้เสียชีวิตไปก่อน 

ทายาทสามารถดำเนินเรื่องการเพิกถอนการให้ต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 532 ซึ่งบัญญัติว่า “ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะในเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีอันนั้นต่อไปก็ได้” 

กล่าวคือทายาทสามารถทำเรื่องเพิกถอนการให้ได้ ซึ่งมี 2 กรณีคือ 

1.ผู้รับฆ่าผู้ให้โดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ

2.ผู้รับกีดกันไม่ให้ผู้ให้ทำการถอนคืนการให้ หรือถ้าผู้ให้ฟ้องคดีไว้แล้ว ทายาทก็ดำเนินคดีต่อไปแทนได้

บทความที่คุณอาจสนใจ


กรณีที่เพิกถอนการให้ไม่ได้

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (4).png

สำหรับการเพิกถอนการให้ แม้จะมีเหตุตามมาตรา 531 เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่การให้บางประเภทก็ไม่สามารถเพิกถอนการให้ได้แม้ผู้รับจะเนรคุณและมีเหตุนั้นจริง ๆ ซึ่งเป็นการให้ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 535 ได้แก่    

(1) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้ หรือก็คือเงินที่เป็นค่าจ้าง ที่ผู้รับได้ทำการงานตอบแทนมาให้แล้ว
(2) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน อย่างเช่นที่ดินติดจำนอง
(3) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา เช่น เงินค่าเลี้ยงดู ค่าเทอม ซึ่งเป็นการให้ตามหน้าที่ในฐานะพ่อแม่ แม้ลูกได้รับไปแล้ว และประพฤติเนรคุณก็เรียกคืนไม่ได้
(4) ให้ในการสมรส เช่น ของขวัญวันแต่งงาน


เส้นตายในการฟ้องเพิกถอนการให้เพราะเนรคุณ

สำหรับเส้นตายในการฟ้องเพิกถอนการให้เพราะเนรคุณ อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 533 ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น”

จากมาตรานี้ เส้นตายในการฟ้อง คือ ต้องฟ้องภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ผู้ให้รู้ถึงเหตุเนรคุณที่จะเอาไปฟ้อง และต้องฟ้องภายใน 10 ที่เกิดเหตุนั้น 

และที่สำคัญที่สุด! ผู้ให้ต้องยังไม่เคยยกโทษให้ผู้รับ สำหรับเหตุเนรคุณนั้นด้วย หากเคยยกโทษให้แล้ว จะไม่สามารถเอาเหตุเนรคุณนั้นฟ้องได้

สรุป 

การฟ้องเพิกถอนการให้ก่อนตาย การเตรียมความพร้อมด้านพยานหลักฐานสำคัญมาก ๆ เพราะศาลจะสั่งเพิกถอนการให้ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่ามีเหตุตามมาตรา 531 จริง และการฟ้องของเรายังอยู่ในอายุความที่กฎหมายกำหนดให้

 

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

Q : ผู้ให้ทวงคืนของที่ให้ เขามีสิทธิ์ทวงคืนหรือไม่คะ

Q : แฟนเก่าของสามีมาทวงของคืน

Q : เลิกกับแฟนแล้ววแฟนทวงของที่เขาซื้อให้เองในระหว่าคบกัน แต่เราคืนของสิ่งนั้นไม่ได้เพราะความจำเปนจริงๆ เขาสามารถแจ้งความเราได้มั้ยคะ

 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />