
เด็กถูกครูลงโทษเกินสมควร มีกระบวนการร้องเรียนและใช้หลักฐานอะไรบ้าง
ทุกวันนี้มีข่าวเด็กถูกครูลงโทษรุนแรงยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะไม่ว่าจะเป็นรอยฟกช้ำบนแขน
รอยไม้บนหลัง น้ำเสียงที่เด็กเล่าอย่างหวาดกลัว หรือกระทั่งพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
หลังออกจากโรงเรียน บางครอบครัวพยายามทำใจว่าครูทำเพื่อสอน หรือเด็กคงดื้อเกินไป แต่ในหลายกรณี
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การอบรมตามปกติ หากเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุและมีผลกระทบต่อสวัสดิภาพของเด็กโดยตรง บทความนี้ต้องการให้ผู้ปกครองเห็นภาพชัดขึ้นว่าอะไรคือการลงโทษที่ไม่สมควร หลักฐานที่ควรเก็บคืออะไร และต้องร้องเรียนอย่างไรให้เรื่องเดินหน้า
การลงโทษแบบไหนถือว่าเกินสมควร

การลงโทษทางร่างกายเด็กในไทยนั้นได้ถูกสั่งห้ามไว้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 ข้อ 6 กล่าวคือ
ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยคำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ทั้งนี้ ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษนักเรียนนักศึกษา
การลงโทษในโรงเรียนควรเป็นเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและการสร้างวินัย ไม่ใช่ความเจ็บปวดหรือความอับอายต่อหน้าเพื่อน การตีหรือการตะคอกไม่ใช่เรื่องปกติอย่างที่เคยถูกปลูกฝังในสมัยก่อน เพราะองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาการศึกษา ได้เปลี่ยนไปมาก การลงโทษที่ทำให้เกิดบาดแผลบนร่างกาย
การใช้ไม้แข็งหรืออุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ การบังคับให้นั่งคุกเข่าบนพื้นแข็งเป็นระยะเวลานาน หรือการสั่งให้ออกกำลังกายหนักเกินวัย ล้วนเป็นตัวอย่างของการลงโทษที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม เพราะแม้ผู้กระทำจะอ้างว่าตั้งใจสอน แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับรุนแรงเกินวัตถุประสงค์ เด็กจำนวนไม่น้อยมีรอยช้ำจนต้องไปพบแพทย์ มีอาการปวดเมื่อย หรือกลัวไม่อยากมาโรงเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเป็นการลงโทษที่เกินเลยมากเกินไป
ตามระเบียบฯ ข้อ 5 ระบุโทษที่สามารถกระทำกับเด็กได้ 4 รูปแบบ กล่าวคือ
โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำผิดมี 4 สถาน ดังนี้
- ว่ากล่าวตักเตือน
- ทำทัณฑ์บน
- ตัดคะแนนความประพฤติ
- ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความรุนแรงทางจิตใจ เด็กที่ถูกครูด่าประจาน หรือถูกไล่ให้ไปยืนหน้าชั้น หรือลงโทษให้นั่งทำท่าอับอาย หรือถูกโพสต์คลิปลงในกลุ่มผู้ปกครองเพื่อให้เป็นตัวอย่าง แม้ไม่มีบาดแผล แต่เด็กที่ได้ฟังอาจรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถูกลดทอนศักดิ์ศรี และเกิดความรู้สึกถูกกดทับที่ยากจะลืม การลงโทษต่อหน้าคนหมู่มาก โดยเฉพาะในวัยประถมหรือมัธยมต้น เป็นสิ่งที่กระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กอย่างลึกซึ้ง และถือเป็นการละเมิดความปลอดภัยทางใจที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่แพ้การปกป้องร่างกาย
สิ่งที่เรียกว่าเกินสมควรจึงไม่ใช่แค่แรงของการตี หากรวมถึงเจตนา วิธีการ ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และผลที่เกิดขึ้นกับเด็กด้วย การลงโทษต้องสัมพันธ์กับพฤติกรรมที่ต้องการแก้ไข และต้องมีความพอดี ทั้งหมดนี้คือหลักที่ง่ายแต่มักถูกละเลยในโรงเรียนจำนวนไม่น้อย
หลักฐานที่ควรเก็บไว้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้บุตรของคุณถูกละเมิด
ในทุกกรณีที่ผู้ปกครองสงสัยว่าลูกของคุณถูกลงโทษเกินเหตุ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหลักฐาน ไม่ใช่เพื่อเอาผิดใครในทันที แต่เพื่อให้การพูดคุยหรือร้องเรียนมีน้ำหนักและไม่ตกอยู่ในคำว่าเด็กพูดอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบอย่างชัดเจน
หลักฐานแรกที่ควรจัดการทันทีคือภาพถ่ายร่องรอยบาดเจ็บ ควรถ่ายชัดเจนทั้งระยะใกล้และระยะไกล เพื่อเปรียบเทียบกับวัตถุ เช่น เหรียญหรือไม้บรรทัด เพื่อให้เห็นขนาดของรอย หากเป็นรอยฟกช้ำที่อาจเปลี่ยนสีภายในวันถัดไป ควรถ่ายซ้ำเพื่อให้เห็นความคงอยู่ของบาดแผล อีกหลักฐานที่ทรงพลังอย่างมากคือใบรับรองแพทย์ แม้บาดแผลจะไม่หนัก แต่ใบรับรองช่วยยืนยันว่าเด็กมีอาการเจ็บจริง และแพทย์ตรวจพบสิ่งผิดปกติ
นอกจากนี้ การบันทึกคำบอกเล่าของเด็กก็สำคัญ แม้จะเป็นบันทึกง่ายๆ ในโทรศัพท์ แต่ควรระบุเวลาและเหตุการณ์อย่างเป็นลำดับ จะช่วยให้เวลาร้องเรียนเจ้าหน้าที่หรือโรงเรียนเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ
ในหลายเหตุการณ์ เพื่อนในห้องเรียนอาจเป็นพยานสำคัญเช่นกัน ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องไปสอบสวนเด็กคนอื่น แต่สามารถพูดคุยกับผู้ปกครองท่านอื่น หรือส่งข้อความให้ช่วยสอบถามลูกของตนว่าเห็นเหตุการณ์หรือไม่ นอกจากนี้ หากมีข้อความสนทนากับครู เช่น การยอมรับว่าเกิดการลงโทษจริง หรือข้อความของครูที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ก็เก็บไว้ทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ทำให้การร้องเรียนมีความหนักแน่น
ขั้นตอนการร้องเรียน

หลายครอบครัวกังวลว่าการร้องเรียนอาจส่งผลกระทบกับเด็ก กังวลว่าลูกจะถูกกลั่นแกล้งหรือถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ หากผู้ปกครองมีความกล้าที่จะเรียกร้องสิทธิของตนเอง แต่การใช้กระบวนการร้องเรียนแบบเป็นขั้นเป็นตอนนั้นกลับเป็นวิธีที่ช่วยคุ้มครองเด็กได้ดีที่สุด เพราะเมื่อโรงเรียนรู้ว่ามีหลักฐานและมีการยื่นเรื่องแบบเป็นทางการ โรงเรียนจะต้องระมัดระวังการปฏิบัติต่อเด็กมากยิ่งขึ้น
การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด คือการพูดคุยกับครูประจำชั้นหรือครูผู้สอน พร้อมนำหลักฐานไปให้ดูและสอบถามด้วยความปกติ ไม่ต้องมีการกล่าวหาหรือชี้นำใดๆ เพียงแต่ขอคำอธิบายว่าเหตุใดจึงมีรอยเช่นนี้ และมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพราะโดยปกติแล้วครูส่วนหนึ่งอาจพยายามตอบรับและแก้ไข แต่หากคำอธิบายไม่สอดคล้องกับหลักฐานหรือมีการปฏิเสธอย่างรวดเร็วทั้งที่มีรอยแผลชัดเจน ผู้ปกครองสามารถแจ้งฝ่ายปกครองหรือผู้อำนวยการโรงเรียนแบบเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุว่าต้องการให้โรงเรียนตรวจสอบและแจ้งผลเป็นทางการ ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่จะตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และต้องให้คำตอบที่เป็นเอกสารกลับมา ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ปกครองโดยตรง
หากมีการแจ้งไปแล้วโรงเรียนกลับมีท่าทีเพิกเฉย หรือตอบแบบกลบเกลื่อนไม่ระบุความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ขั้นตอนถัดมาคือการยื่นคำร้องต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยการส่งเรื่องในระดับนี้มักทำให้โรงเรียนเกิดการขยับตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากเขตมีอำนาจกำกับดูแลโรงเรียนอีกชั้นหนึ่ง และสามารถเรียกให้โรงเรียนมาชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ปกครองสามารถยื่นเรื่องด้วยตนเองที่สำนักงาน หรือส่งไปรษณีย์แบบลงทะเบียนได้ตามสะดวก
ในกรณีที่มีความรุนแรงชัดเจน เช่น เด็กบาดเจ็บหนัก เด็กถูกทำร้ายซ้ำๆ หรือมีการใช้ความรุนแรงทางจิตใจต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน ผู้ปกครองสามารถโทรแจ้ง 1300 ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองเด็กโดยตรง และหน่วยงานจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับโรงเรียน หากจำเป็นอาจมีการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในกรณีที่เข้าข่ายทำร้ายร่างกายหรือทารุณกรรมต่อเด็ก ซึ่งเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 295 กล่าวคือ
ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
อย่างไรก็ตาม การแจ้งความควรใช้เมื่อเกิดเหตุหนักจริงๆ
และไม่จำเป็นต้องเริ่มที่จุดนั้น เพราะกระบวนการทางปกครองของโรงเรียนและเขตพื้นที่มักเพียงพอในกรณีส่วนใหญ่
โดยสิ่งที่ทำให้เรื่องการทารุณกรรมเด็กนั้นเงียบลง คือการไม่เก็บหลักฐาน เมื่อไม่มีภาพหลักฐาน หรือไม่มีใบรับรองแพทย์ที่จะยืนยันความเสียหายบนร่างกายได้ รวมไปถึงบันทึกคำบอกเล่าต่างๆ ทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงคำบอกเล่าจากเด็ก โรงเรียนจึงมักมีช่องทางที่จะอ้างว่าเป็นการเข้าใจผิดหรือความจำคลาดเคลื่อนกัน โดยอีกปัจจัยคือความกังวลของผู้ปกครองที่กลัวว่าเด็กจะมีปัญหาในโรงเรียน จึงยอมปล่อยให้เรื่องจบลงด้วยคำขอโทษปากเปล่า ซึ่งมักไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แต่ทำให้เด็กและคุณครูส่วนใหญ่มองว่าการลงโทษแบบรุนแรงเป็นเรื่องที่ทำได้ ซึ่งมักยึดติดกับภาพจำของการเรียนการสอนแบบเก่าๆและความเชื่อผิดๆ ที่ว่าไม้เรียวจะสามารถสร้างคนให้เป็นคนดีได้ สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ยแบบรวดเร็วที่โรงเรียนพยายามใช้ปิดเรื่องโดยไม่ยอมตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ซึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองควรทำคือการขอเอกสารสรุปการดำเนินการจากโรงเรียนเพื่อป้องกันการตกหล่นหรือป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ
สิ่งที่มักเกิดขึ้นภายหลังจากการร้องเรียน และผลกระทบที่มีต่อเด็ก
ผลกระทบที่มักจะตามมาหลังมีการร้องเรียนเกิดขึ้นจะแตกต่างกันออกไปตามข้อเท็จจริง
บางกรณีโรงเรียนเลือกที่จะตักเตือนหรือทำทัณฑ์บนคุณครูที่มีพฤติกรรมลงโทษเด็กแบบรุนแรง
เพื่อเป็นการคาดโทษและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ หรือบางโรงเรียนมีการปรับระบบการลงโทษทั้งโรงเรียน เช่น ยุติการตีทั้งหมด และให้คุณครูเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับวินัยเชิงบวก และในบางกรณีที่มีความรุนแรงมากอาจถึงขั้นย้ายครูคนนั้นออกจากห้องเรียนชั่วคราว หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการด้านวินัยของเขตที่พิจารณาเป็นทางการ ผลเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อทำลายอาชีพของครู แต่เป็นการปกป้องเด็กทั้งปัจจุบันและในอนาคตของโรงเรียน
สำหรับผลกระทบที่เกิดกับเด็ก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจของเด็กหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เด็กจำนวนมากเกิดความกลัวแม้ปัญหาจะถูกแก้ไขแล้ว บางคนไม่อยากไปโรงเรียนหรือฝันร้ายเป็นช่วงๆ กลายเป็นบาดแผลในใจ ดังนั้น ผู้ปกครองควรรับฟังอย่างอ่อนโยน ไม่ตำหนิหรือไม่ควรพูดว่าเด็กกระทำผิดก่อน หรือการอ้างเหตุว่าครูตีเพราะรัก เพราะคำพูดเหล่านี้จะซ้ำเติมความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หากเด็กยังหวาดกลัว ควรปรึกษาครูแนะแนวหรือพาไปพบจิตแพทย์เด็ก ซึ่งการไปพบจิตแพทย์เด็กนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือน่ากลัวแต่อย่างใด เพราะเป็นวิธีที่ช่วยดูแลหัวใจของเด็กให้ฟื้นหลับมาอย่างปลอดภัย
บทความที่คุณอาจสนใจ
- เตือนสติคนหัวร้อน! เปิดกฎหมายทำร้ายร่างกาย โทษอะไรบ้าง?
- ความผิดการทารุณกรรมสัตว์ตามกฎหมาย
- โทษของการทำร้ายร่างกายและขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อถูกทำร้ายร่างกาย
การตระหนักให้เห็นถึงความสำคัญของการหยุดลงโทษรุนแรงกับเด็ก

เมื่อโรงเรียนใช้ความรุนแรงเป็นวิธีสอน ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งจะเติบโตมากับความเชื่อที่ว่าความรุนแรงนั้นคือทางออกของปัญหา ความเจ็บปวดคือบทเรียน และผู้มีอำนาจเหนือกว่าสามารถใช้กำลังกับผู้อื่นได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งความเชื่อผิดๆ เหล่านี้จะกลายเป็นวัฒนธรรมและความเชื่ออันตรายที่สะท้อนกลับมาสู่สังคมในระยะยาว ดังคำกล่าวที่ว่า
เด็กคือผ้าขาว การกระทำของเด็กคือภาพสะท้อนของผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว
ดังนั้น เราควรสร้างสังคมที่ถูกต้องให้กับเด็ก โดยการยกเลิกความเชื่อที่ว่า การผ่านความรุนแรงในวัยเด็กจะสร้างให้คนๆ หนึ่งเติบโตมาอย่างแข็งแกร่งและทนทานต่อแรงกดดันในอนาคต เราต้องร่วมกันปลูกฝังให้เด็กๆเห็นว่า การเติบโตมาด้วยความเข้าใจ มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาควรมีวิธีแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยและปรับตัวเข้าหากันเป็นวิธีที่ถูกต้องมากกว่าการต้องบังคับให้เด็กเข้าใจ เพราะกลัวไม้เรียวในมือของผู้ใหญ่
ดังนั้น การร้องเรียนของผู้ปกครองแต่ละครั้งจึงไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องลูกหลานของตนเอง
จากปัญหาดังกล่าว แต่คือการปกป้องเด็กทั้งโรงเรียนหรือในสังคม รวมไปถึงเป็นการสร้างแรงกดดันให้ระบบการศึกษาไทยพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรีของผู้เรียนมากขึ้น
การลงโทษเด็กเกินสมควรไม่ว่าจะเป็นด้วยร่างกายหรือจิตใจ ล้วนส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว ผู้ปกครองควรมีสิทธิเต็มที่ในการถาม พูดคุย หรือเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานที่ชัดเจนและมีการดำเนินขั้นตอนตามลำดับ ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเยียวยาจิตใจของเด็ก ซึ่งเป้าหมายของการปกป้องสิทธิของเด็กนั้นคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน ไม่ใช่ความทำลายความสัมพันธ์นี้ลง แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับบุตรหลานของเรา เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขในทุกวันของชีวิตการเป็นนักเรียน เมื่อเด็กเชื่อว่าโรงเรียนคือบ้านหลังที่สองที่พวกเขาไว้ใจได้ ชีวิตวัยเด็กก็จะสดใส และค่อยๆกลายเป็นความทรงจำที่งดงามที่พาให้พวกเขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขในวันข้างหน้า
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


