รับรองบุตรโดยสมัครใจ vs ฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา: ต่างกันอย่างไร
หลายครั้งที่เด็กเกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งความเป็นบิดา ซึ่งจะกำหนดให้บิดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเหมือนความเป็นมารดา ความเป็นบิดาจะเกิดก็ต่อเมื่อบิดาได้ไปจดทะเบียนสมรสกับมารดาภายหลัง จดทะเบียนรับรองบุตร หรือ ถูกฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา ซึ่งมีวิธีการและผลกระทบที่ต่างกัน
“รับรองบุตรโดยสมัครใจ” คืออะไร มีกระบวนการอย่างไร
การรับรองบุตรโดยสมัครใจ หมายถึง การที่บิดาแสดงเจตนายอมรับว่าเด็กคนหนึ่งเป็นบุตรของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรเกิดขึ้นตามกฎหมายเช่นเดียวกับกรณีที่บุตรเกิดจากการสมรส
การรับรองบุตรโดยสมัครใจ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า “บิดาจะจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของเด็กและมารดาเด็ก
ในกรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายในหกสิบวันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กหรือมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
แปลว่า การจะจดทะเบียนรับรองบุตรโดยสมัครใจ จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากตัวเด็กและมารดาเด็ก หากเด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาแสดงความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน นายทะเบียนจะแจ้งไปยังเด็กและมารดาเด็กให้คัดค้านภายใน 60 วัน หรือภายใน 180 วันถ้าอยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่มีการตอบกลับว่าไม่คัดค้านหรือไม่ยินยอม จะถือว่าไม่ยินยอม
เมื่อการรับรองบุตรสมบูรณ์แล้ว ผลทางกฎหมายจะที่เกิดขึ้นคือ เด็กนั้นกลายเป็น “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” ของบิดา มีสิทธิและหน้าที่ต่อกันทุกหลายเรื่อง เช่น บุตรจะมีสิทธิใช้นามสกุลของบิดา มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดา และมีสิทธิรับมรดกของบิดา ในทางกลับกัน บิดาก็มีสิทธิรับมรดกของบุตรได้เช่นกัน นอกจากนี้ บิดายังมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกับมารดา เว้นแต่ศาลจะได้สั่งให้เป็นอย่างอื่น
การรับรองบุตรจึงเป็นทางเลือกที่กฎหมายเปิดโอกาสให้บิดาแสดงความรับผิดชอบต่อบุตร แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาก็ตาม โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางศาลถ้าเด็กและมารดายินยอม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2559
การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่บิดาที่มิได้สมรสกับมารดากระทำได้ ไม่ว่าเด็กนั้นจะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่หากเด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1548 วรรคสาม และในกรณีที่เด็กยังเป็นผู้เยาว์ เด็กหรือมารดาเด็กอาจแจ้งต่อนายทะเบียนว่าบิดาไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่า ผู้ขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรไม่เป็นผู้สมควรใช้อำนาจปกครองทั้งหมดหรือบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1549 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้การคุ้มครองประโยชน์และความผาสุกของบุตรโดยให้มีสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรตั้งแต่วันที่เด็กเกิด กรณีเช่นนี้แม้กฎหมายจะมิได้กำหนดระยะเวลาในการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรดังเช่นที่บัญญัติไว้ในกรณีของการฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสามและวรรคสี่ และแม้เด็กหรือบิดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว ก็ให้สิทธิแก่ผู้สืบสันดานของเด็กหรือเด็กที่จะฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรับมรดกระหว่างกันอันมีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในมาตรา 1556 วรรคสี่ และมาตรา 1558 สำหรับคดีนี้เป็นการร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ซึ่งไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิโดยชัดแจ้งว่าให้ผู้อ้างว่าเป็นบิดาของเด็กนำคดีไปสู่ศาล ขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรในกรณีที่เด็กถึงแก่ความตายแล้วได้ ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่เด็กไม่มีมารดาหรือมารดาถึงแก่ความตาย โดยมีการตั้งผู้อื่นเป็นผู้ปกครองก่อนมีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร บิดาซึ่งจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอนความเป็นผู้ปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1552 ย่อมเป็นข้อแสดงว่าความมีอยู่ซึ่งสภาพบุคคลของมารดาหรือไม่ มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ฉะนั้น ความในมาตรา 1548 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็ก...ไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล" คำว่า "ไม่อาจให้ความยินยอม" ย่อมหมายถึงกรณีที่เด็กไม่อยู่ในภาวะที่จะให้ความยินยอมได้ เช่น เด็กยังไร้เดียงสา หรือเป็นคนวิกลจริต เป็นต้น หาใช่เป็นกรณีที่เด็กสิ้นสภาพบุคคลแล้วไม่ เพราะการพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรโดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมกระทำได้ยาก ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิแก่ผู้ร้องในอันที่จะนำเสนอคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ผู้ร้องย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2559)
เรื่องของฎีกานี้คือ บิดาต้องการจะจดทะเบียนรับรองบุตรที่เสียชีวิตไปแล้วโดยอาศัยตัวบทกฎหมายมาตรา 1548 วรรคสาม ซึ่งบัญญํติว่า “ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็ก…ไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล”ซึ่งก็คือ ต้องการให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนจดทะเบียนรับบุตรผู้ตายเป็นบุตรของตนได้ เพราะปกติการจดทะเบียนรับรองบุตรต้องอาศัยความยินยอมของบุตร แต่ศาลได้ตีความจากกฎหมายมาตราอื่น ๆ ประกอบว่า การที่เขียนว่า ขอให้ศาลพิพากษาให้ได้ในกรณีที่เด็กไม่อาจยินยอมได้ หมายถึง กรณีที่เด็กยังไร้เดียงสาเกินไป หรือวิกลจริต ไม่ได้หมายถึงในกรณีที่ไม่มีสภาพบุคคลแล้ว กรณีนี้บิดาไม่สามารถขอให้ศาลทำให้ได้
ดังนั้นการจะจดทะเบียนรับรองบุตร ต้องทำขณะที่บุตรยังมีชีวิตจึงจะสามารถทำได้
การฟ้องพิสูจน์บิดา คืออะไร มีกระบวนการอย่างไร ?
การฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา เป็นกระบวนการทางศาลที่ใช้เมื่อบิดาเต็มใจที่จะรับรองบุตร หรือปฏิเสธว่าเด็กไม่ใช่บุตรของตน ซึ่งส่งผลให้เด็กยังไม่มีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา การฟ้องพิสูจน์จึงเป็นช่องทางให้มารดาหรือบุตรใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองความเป็นบิดาและบุตรอย่างเป็นทางการ ให้เด็กได้รับสิทธิที่เขาควรจะได้รับจากบิดาของเขา
โดยการฟ้องพิสูจน์ความเป็นบิดา มีหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1555 ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของชายเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังหญิงมารดาโดยมิชอบด้วยกฎหมายในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(2) เมื่อมีการลักพาหญิงมารดาไปในทางชู้สาวหรือมีการล่อลวงร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้
(3) เมื่อมีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
(4) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้น
(5) เมื่อบิดามารดาได้อยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้
(6) เมื่อได้มีการร่วมประเวณีกับหญิงมารดาในระยะเวลาซึ่งหญิงนั้นอาจตั้งครรภ์ได้ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเด็กนั้นมิได้เป็นบุตรของชายอื่น
(7) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร๒๒
พฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตรนั้น ให้พิจารณาข้อเท็จจริงที่แสดงความเกี่ยวข้องฉันบิดากับบุตรซึ่งปรากฏในระหว่างตัวเด็กกับครอบครัวที่เด็กอ้างว่าตนสังกัดอยู่ เช่น บิดาให้การศึกษา ให้ความอุปการะเลี้ยงดูหรือยอมให้เด็กนั้นใช้ชื่อสกุลของตนหรือโดยเหตุประการอื่น
ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ถ้าปรากฏว่าชายไม่อาจเป็นบิดาของเด็กนั้นได้ ให้ยกฟ้องเสีย”
หมายความว่า เมื่อทางฝ่ายมารดาและเด็กพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ได้ว่าจริง และฝ่ายชายพิสูจน์ปฏิเสธไม่ได้ รวมถึงพิสูจน์ไม่ได้โดยอาศัยเหตุข้อใดข้อหนึ่งว่าตัวเองไม่สามารถเป็นบิดาของเด็กได้แน่ ๆ ศาลก็จะตัดสินให้ฝ่ายชายต้องรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเหตุทั้ง 7 ข้อแยกอธิบายได้ดังนี้
ฝ่ายชายได้ทำการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดหรือกักขังมารดาของเด็กโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในช่วงเวลาที่มารดาสามารถตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้
ฝ่ายชายได้ทำการลักพาตัวมารดาของเด็กไปเชิงชู้สาว หรือมีการล่อลวงให้มีเพศสัมพันธุ์กับฝ่ายชาย ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้
มีเอกสาร/หลักฐานของทางฝ่ายชายว่าเด็กเป็นลูกของเขา เช่น ฝ่ายชายได้จดบันทึกในเอกสารส่วนตัวว่า ตัวเองผู้ทำให้มารดาของเด็กท้อง หรือสื่อไปในแง่นี้ได้ชัดเจน ก็สามารถเอามาเป็นหลักฐานให้ศาลพิจารณาได้
มีหลักฐานในทะเบียนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรของฝ่ายชาย โดยฝ่ายชายเป็นคนแจ้งเองหรือรู้เห็นและยินยอมให้มีการแจ้งแบบนั้น
ฝ่ายหญิงทั้งฝ่ายชายและมารดาของเด็กได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีการปิดบังว่าอยู่ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กสามารถตั้งครรภ์เด็กคนนั้นได้ เช่น ทั้งสองฝ่ายคบหากัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องถึงขั้นหมั้นหรือแต่งงานตามประเพณีพื้นบ้านก็ได้
ฝ่ายชายได้มีเพศสัมพันธุ์กับมารดาของเด็ก ในช่วงเวลาที่มารดาของเด็กตั้งครรภ์เด้กคนนั้นได้ และมีเหตุผลที่ควรเชื่อว่า เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผู้ชายคนอื่น
มีเรื่องปกติในชีวิตประจำวันว่าเด็กเป็นลูกของฝ่ายชาย เช่น ฝ่ายชายเป็นคนจ่ายค่าเรียนให้ ไปรับไปส่ง ให้ใช้นามสกุล ฯลฯ
และในปัจจุบันสามารถใช้การพิสูจน์สารพันธุกรรมในการพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรได้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ถ้าฝ่ายชายใช้สิทธิปฏิเสธไม่ให้เอาสารพันธุกรรมของตนไปตรวจ ก็ทำได้ แต่กฎหมายก็จะมีข้อสนนิษฐานว่า ข้อเท็จจริงเป็นผลเสียแก่ฝ่ายชาย ตามพรบ.ข้างต้นมาตรา 160 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า “หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมกระทำการหรือขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ให้ความยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝาย่านั้น”
ความแตกต่างระหว่าง “การรับรองบุตรโดยสมัครใจ” และ “การฟ้องพิสูจน์บิดา”
จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า ทั้งสองเรื่องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือทำให้เด็กมีบิดาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิที่เขาควรจะได้รับเหมือนเด็กที่พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันดังนี้
1.ฝ่ายที่เริ่มดำเนินการ ถ้ารับรองบุตรเองโดยสมัครใจ บิดาจะเป็นผู้ดำเนินการเริ่มดำเนินการเอง แต่ถ้าฟ้อง บิดาเป็นผู้ถูกฟ้อง ผู้เริ่มดำเนินการคือมารดา หรือเด็กเมื่ออายุถึง 15 ปีบริบูรณ์(ตามปพพ.มาตรา 1556)
2.ลักษณะของกระบวนการที่ต่างกัน โดยถ้าเป็นการรับรองบุตรเอง จะเป็นลักษณะการไปจดทะเบียนธรรมดา แล้วให้มารดากับบุตรมาให้ความยินยอม ซึ่งจะง่ายและรวดเร็วถ้ามารดาหรือบุตรไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถ้าฟ้อง ก็จะมีการต่อสู้คดีกัน ซึ่งก็จะก่อให้เกิดความบาดหมางกันได้ และใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง
3.เวลาที่ผลความเป็นบิดากับบุตรเกิด ถ้ารับรองบุตรโดยสมัครใจ ผลจะเกิดตอนที่จดทะเบียน สิทธิ หน้าที่ต่าง ๆ จะเกิดขึ้นจากการเป็นบิดากับบุตร จะเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะนั้น แต่ถ้าฟ้องพิสูจน์บิดาและฟ้องชนะ สิทธิและหน้าที่ต่างๆ จะเกิดย้อนไปตั้งแต่ขณะที่เด็กพึ่งเกิดเลย
ดังนั้น หากบิดามีความรับผิดชอบและมั่นใจว่าตนเป็นบิดาของเด็กจริง ๆ การจดทะเบียนรับรองบุตรจะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่หากคุณไม่มั่นใจว่าคุณเป็นบิดา ถ้าทางมารดาคิดว่าคุณเป็นบิดาของเด็กและต้องการ เขาจะฟ้องคุณเอง แล้วก็จะะมีการพิสูจน์ซึ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อความแม่นยำได้ ว่าตัวบิดาและเด็กเป็นพ่อลุกกันจริง ๆ กฎหมายต้องการให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด กฎหมายไม่ต้องการให้ใครมารับภาระการเป็นบิดาถ้าเขาไม่ใช่บิดา แต่ถ้าเป็นบิดา บิดาก็จะต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กที่เกิดมา
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ








