การจัดลำดับชำระเมื่อมีหนี้หลายรายการ (Appropriation of Payments)
ในหลายครั้ง เราจะพบว่าลูกหนี้มีหนี้ที่ต้องชำระแก่เจ้าหนี้หลายรายการซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน ตัวอย่าง เช่น ลูกหนี้เช่าบ้านของเจ้าหนี้อยู่และค้างชำระค่าเช่าอยู่ 5,000 บาท และไปซื้อสินค้าจากเจ้าหนี้คนเดียวกันโดยค้างชำระราคาไว้ 5,000 บาท ซ้ำยังได้ไปกู้ยืมเงินเจ้าหนี้รายเดียวกันนั้นอีก 10,000 บาท จากกรณีตามตัวอย่างนี้ ลูกหนี้มีหนี้ที่ต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนเดียวกันถึงสามรายการด้วยกัน คือ หนี้ตามสัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาซื้อขาย และสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาว่า ถ้าลูกหนี้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ไปเพียง 2,000 บาท ซึ่งไม่เต็มจำนวนหนี้ทั้งหมดคือ 20,000 บาท เงินจำนวนนี้จะต้องถูกเอาไปหักใช้หนี้รายการใดก่อน บทความนี้จะพาหาคำตอบว่า ถ้ามีหนี้หลายรายการและการชำระหนี้ครั้งหนึ่งไม่พอจะหักใช้หนี้ครบถ้วน กฎหมายกำหนดลำดับรายการหนี้สินที่จะปลดเปลื้องไปไว้อย่างไร
กรณีลูกหนี้ระบุการหักใช้หนี้
ในกรณีมีหนี้หลายรายการและการชำระหนี้ครั้งหนึ่งไม่พอจะหักใช้หนี้ได้ครบถ้วน หากปรากฏว่าการชำระหนี้ครั้งนั้นลูกหนี้ได้ระบุไว้ว่าให้หักใช้หนี้รายใด ก็ต้องบังคับตามเจตนาของลูกหนี้ ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 328 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
จากตัวอย่างเดิม หากลูกหนี้ระบุว่าเงิน 2,000 บาทที่ชำระไปขอให้หักใช้หนี้ “ค่าราคาสินค้า” ก่อน ก็ต้องเป็นไปตามเจตนาของลูกหนี้ เจ้าหนี้จะปฏิเสธไม่ยอมหักค่าราคาสินค้าโดยไปหักใช้หนี้รายการอื่นก่อนไม่ได้
ในกรณีนี้ หนี้ที่ลูกหนี้ยังคงเหลือค้างแก่เจ้าหนี้ก็คือ ค่าเช่าบ้าน 5,000 บาท ค่าราคาสินค้า 3,000 บาท และหนี้เงินกู้ 10,000 บาท
กรณีลูกหนี้ไม่ได้ระบุการหักใช้หนี้
ในกรณีมีหนี้หลายรายการและการชำระหนี้ครั้งหนึ่งไม่พอจะหักใช้หนี้ได้ครบถ้วน รวมทั้งลูกหนี้ก็มิได้ระบุไว้ด้วยว่าจะให้หักใช้หนี้รายใด เช่นนี้ มาตรา 328 วรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดลำดับรายการที่จะต้องหักใช้หนี้ตามลำดับดังต่อไปนี้
1) หักใช้หนี้ที่ถึงกำหนดก่อน
เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ระบุให้หักใช้หนี้รายการใด กฎหมายกำหนดให้หักใช้หนี้ที่ถึงกำหนดก่อนเป็นลำดับแรก
จากตัวอย่างเดิม หากหนี้ค่าเช่าบ้านถึงกำหนดที่จะต้องชำระแล้ว หนี้ค่าราคาสินค้าจะถึงกำหนดอีกสองเดือนข้างหน้า ส่วนหนี้กู้ยืมเงินจะถึงกำหนดปีหน้า เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ 2,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็จะต้องถูกเอาไปหักใช้หนี้ค่าเช่าบ้านก่อน เนื่องจากเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว
ในกรณีนี้ หนี้ที่ลูกหนี้ยังคงเหลือค้างแก่เจ้าหนี้ก็คือ ค่าเช่าบ้าน 3,000 บาท ค่าราคาสินค้า 5,000 บาท และหนี้เงินกู้ 10,000 บาท
สาเหตุที่กฎหมายต้องกำหนดเช่นนี้ เพราะหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้นอาจทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดได้ ตามมาตรา 204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจะมีผลเสียต่อลูกหนี้หลายประการ โดยเฉพาะเมื่อเป็นหนี้ที่ต้องชำระเงิน ลูกหนี้ที่ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่เจ้าหนี้ต่างหากจากต้นเงินด้วย ตามมาตรา 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ แม้ลูกหนี้จะไม่ได้ระบุให้ชำระหนี้รายการใด ก็จะต้องหักใช้หนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อนเสมอ เจ้าหนี้จะบ่ายเบี่ยงเอาไปหักใช้หนี้รายการอื่นเพื่อหวังให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดแล้วเรียกเก็บดอกเบี้ยไม่ได้
2) หักใช้หนี้ที่มีประกันน้อยที่สุดก่อน
เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ระบุให้หักใช้หนี้รายการใด รวมทั้งในบรรดาหนี้หลายรายการนั้นก็ถึงกำหนดพร้อมกัน กฎหมายกำหนดให้หักใช้หนี้ที่มีประกันน้อยที่สุดก่อน
จากตัวอย่างเดิม ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า หนี้เงินกู้จะถึงกำหนดปีหน้า ส่วนหนี้ค่าเช่าและหนี้ค่าสินค้าต่างถึงกำหนดชำระแล้วทั้งสองรายการ และลูกหนี้มีบุคคลเข้ามาช่วยค้ำประกัน “หนี้ค่าเช่าบ้าน” ไว้ ในขณะที่หนี้ค่าสินค้าไม่มีหลักประกันใด ๆ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ 2,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็จะต้องถูกเอาไปหักใช้หนี้ค่าสินค้าก่อน เพราะเป็นหนี้ที่มีประกันน้อยที่สุดคือไม่มีหลักประกันเลย
ในกรณีนี้ หนี้ที่ลูกหนี้ยังคงเหลือค้างแก่เจ้าหนี้ก็คือ ค่าเช่าบ้าน 5,000 บาท ค่าราคาสินค้า 3,000 บาท และหนี้เงินกู้ 10,000 บาท
3) หักใช้หนี้ที่ตกเป็นภาระหนักที่สุดก่อน
เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ระบุให้หักใช้หนี้รายการใด และหนี้หลายรายการนั้นต่างถึงกำหนดพร้อมกัน รวมทั้งยังมีประกันเท่ากันอีกด้วย กฎหมายกำหนดให้หักใช้หนี้ที่ตกเป็นภาระหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ก่อน ซึ่งภาระที่ตกแก่ลูกหนี้ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือภาระในเรื่องดอกเบี้ย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1331-1332/2534)
จากตัวอย่างเดิม ถ้าเปลี่ยนเป็นว่า หนี้ค่าเช่าบ้าน หนี้ค่าราคาสินค้า และหนี้เงินกู้ต่างถึงกำหนดชำระพร้อมกันแล้วทั้งสิ้น รวมทั้งหนี้ทุกรายการต่างไม่มีประกันเลย และหนี้เงินกู้มีการคิดดอกเบี้ย ส่วนหนี้รายการอื่นไม่ได้คิดดอกเบี้ย เช่นนี้ถือว่าหนี้เงินกู้ตกเป็นภาระหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ 2,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็จะต้องถูกเอาไปหักใช้หนี้เงินกู้ก่อนหนี้รายการอื่น
นอกจากดอกเบี้ยแล้ว อีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ กรณีหนี้ภาษีหลายรายการ รายการหนี้ภาษีที่จะถือว่าตกเป็นภาระหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ก็คือรายการที่ลูกหนี้ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2547 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2547)
อย่างไรก็ตาม หนี้ที่ตกเป็นภาระหนักที่สุดดังกล่าว มิได้หมายความรวมถึงหนี้ที่มียอดค้างชำระมากที่สุด หรือ “หนี้ก้อนใหญ่ที่สุด” แต่อย่างใด
4) หักใช้หนี้ที่เก่าที่สุดก่อน
เมื่อลูกหนี้ไม่ได้ระบุให้หักใช้หนี้รายการใด ตลอดจนหนี้หลายรายการนั้นต่างถึงกำหนดพร้อมกัน มีประกันเท่ากัน และตกเป็นภาระแก่ลูกหนี้เท่ากัน กฎหมายกำหนดให้หักใช้หนี้รายการที่เก่าที่สุดก่อน
จากตัวอย่างเดิม หากหนี้ค่าเช่าบ้านมีขึ้นในปี 2566 หนี้ค่าราคาสินค้ามีขึ้นในปี 2567 และหนี้เงินกู้เพิ่งจะมีในปี 2568 เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ 2,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็จะต้องถูกเอาไปหักใช้หนี้ค่าเช่าบ้านซึ่งเป็นหนี้ที่เก่าที่สุดก่อน
5) หักใช้หนี้ตามส่วนมากน้อย
หากลูกหนี้ไม่ได้ระบุการหักใช้หนี้ รวมทั้งหนี้หลายรายการยังถึงกำหนดพร้อมกัน มีประกันเท่ากัน ตกเป็นภาระแก่ลูกหนี้เท่ากัน และยังเป็นหนี้ที่เก่าเท่ากันอีก กฎหมายกำหนดให้หักใช้หนี้โดยเฉลี่ยกระจายตามสัดส่วน
จากตัวอย่างเดิม หนี้ค่าเช่าบ้าน 5,000 บาท หนี้ค่าราคาสินค้า 5,000 บาท และหนี้เงินกู้ 10,000 บาท รวมยอดหนี้ทั้งหมดเป็นเงิน 20,000 บาท ดังนี้
หนี้ค่าเช่าบ้านคิดเป็น 1/4 ของหนี้ทั้งหมด
หนี้ค่าราคาสินค้าคิดเป็น 1/4 ของหนี้ทั้งหมด
หนี้เงินกู้คิดเป็น 1/2 ของหนี้ทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ 2,000 บาท เงินจำนวนนี้ก็จะต้องถูกเอาไปหักตามสัดส่วนดังกล่าว คือ หักใช้หนี้ค่าเช่าบ้าน 500 บาท หักใช้หนี้ค่าราคาสินค้า 500 บาท และหักใช้หนี้เงินกู้ 1,000 บาท
ข้อแนะนำในทางปฏิบัติสำหรับลูกหนี้
หนี้รายการใดจะถึงกำหนดก่อนหลัง หนี้รายการใดจะมีประกันมากหรือน้อยกว่ากัน หนี้รายการใดจะตกเป็นภาระหนักแก่ลูกหนี้มากกว่ากัน หนี้รายการใดเก่าใหม่กว่ากัน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่อาจต้องถกเถียงกันในชั้นศาล และสร้างความลำบากที่จะต้องไปค้นหาพยานหลักฐานต่าง ๆ มานำสืบให้ศาลเห็น
ดังนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับลูกหนี้ในกรณีที่มีหนี้หลายรายการและการชำระหนี้ครั้งหนึ่งไม่พอจะหักใช้หนี้ได้ครบถ้วน คือ ลูกหนี้ควรระบุไปอย่างเด็ดขาดว่าจะชำระหนี้รายการใด โดยควรพิจารณาจากผลเสียที่จะตามมาหากไม่ได้ชำระหนี้นั้นก่อน เช่น ควรชำระหนี้เงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อนหนี้เงินกู้รายการอื่น ๆ ที่มีดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มีดอกเบี้ยเลย เป็นต้น
ข้อควรระวังเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน
กรณีมีหนี้หลายรายการและการชำระหนี้ครั้งหนึ่งไม่พอจะหักใช้หนี้ได้ครบถ้วน หากเจ้าหนี้ออกใบเสร็จรับเงินให้ โดยข้อความในใบเสร็จระบุว่าหนี้ที่ชำระมานั้นได้เอาไปเฉลี่ยกับหนี้ทุกรายการ และลูกหนี้รับใบเสร็จไว้โดยไม่ได้ทักท้วงหรือโต้แย้งต่อเจ้าหนี้ประการใด ในกรณีเช่นนี้ ลูกหนี้จะมาขอระบุภายหลังว่าต้องการให้หักใช้หนี้รายการหนึ่งรายการใด ตามมาตรา 328 วรรคหนึ่ง ไม่ได้อีกต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2081 - 2082/2519
จำเลย (ลูกหนี้) เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ (เจ้าหนี้) สามครั้งตามสัญญาสามฉบับ โดยชำระเงินในวันทำสัญญาแต่ละฉบับจำนวนหนึ่ง ค่าเช่าซื้อที่จำเลย (ลูกหนี้) ชำระให้แก่โจทก์ (เจ้าหนี้) นั้นไม่ปรากฏว่าได้ระบุให้ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถคันใดโดยเฉพาะ จึงเป็นกรณีตามมาตรา 328 ซึ่งถ้าลูกหนี้ไม่ได้ระบุว่าชำระหนี้รายใด ก็ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อโจทก์ (เจ้าหนี้) ออกใบรับเงินให้ จำเลย (ลูกหนี้) ก็มิได้ทักท้วงหรือโต้แย้ง ต้องถือว่าการแบ่งเฉลี่ยหนี้เป็นไปตามความประสงค์ของจำเลย (ลูกหนี้) แล้ว จำเลยจะมาระบุว่าชำระหนี้สินรายใดให้หนี้สินรายนั้นได้เปลื้องไปอีกหาได้ไม่
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว
สมัครเป็นทนายออนไลน์
แพล็ทฟอร์มรวบรวม
งานกฎหมายจากทั่วประเทศ








