
เพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน ถ้าไม่มีสัญญา จะทวงเงินอย่างไรให้ได้คืนและถูกกฎหมาย
การให้เพื่อนยืมเงินคือการเดิมพันด้วยมิตรภาพ เป็นการตัดสินใจฝากความเชื่อใจไว้กับความเสี่ยง และเมื่อการคืนเงินไม่เกิดขึ้น ความเชื่อใจจึงถูกทำลายลงกลายเป็นบาดแผลทำลายความสัมพันธ์ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่คือการต้องหาทางออกที่รักษาสิทธิของเรา โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์ถึงจุดแตกหัก และที่สำคัญที่สุดคือการทวงเงินที่ ไม่มีสัญญา ให้ได้คืนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องทำอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ
การกู้ยืมเงิน

1.หลักเกณฑ์ของสัญญากู้ยืมเงิน
สัญญากู้ยืมเงินจัดเป็น สัญญาทางแพ่งประเภทหนึ่ง ซึ่งถือเป็น สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญานี้มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ได้แก่ “ผู้กู้” ฝ่ายหนึ่ง และ “ผู้ให้กู้” อีกฝ่ายหนึ่ง
- สถานะของคู่สัญญา
ผู้กู้ได้ตกลงกู้ยืมเงินและสัญญาว่าจะคืนเงินที่กู้ยืม จึงมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” ในเงินที่กู้ยืมนั้น ส่วนผู้ให้กู้จะมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ในเงินกู้นั้น
- ความบริบูรณ์ของสัญญา
สัญญากู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ต่อเมื่อผู้ให้กู้ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้กู้โดยการส่งมอบเงินที่กู้ยืม ให้แก่ผู้กู้แล้วเท่านั้น หากไม่มีการส่งมอบเงิน สัญญากู้เงินย่อมไม่บริบูรณ์
ในกรณีที่มีการกู้ยืมเงินแล้วผู้กู้ไม่ยอมคืนเงินตามกำหนด จะถือเป็นการผิดสัญญาต่อกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของตน เจ้าหนี้จึงสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้ศาลบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้
อนึ่ง ในการพิจารณาว่านิติกรรมใดเป็นการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้น มิใช่การพิจารณาจากถ้อยคำหรือชื่อของสัญญาเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาจาก เจตนา แบบ เนื้อหาของสัญญาและความผูกพันของคู่สัญญาด้วย
2.หลักฐานแห่งการกู้ยืม
- กรณีเงินที่กู้ยืมมีจำนวน 2,000 บาทหรือต่ำกว่านั้น
สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นสัญญาไม่มีแบบกฎหมายไม่บังคับให้ต้องทำตามแบบแห่งนิติกรรม แม้ตกลงยืมเงินกันด้วยวาจา ไม่ต้องทำหนังสือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย
- กรณีเงินที่กู้ยืมมีจำนวนเกินกว่า 2,000 บาท
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วรรคแรก กำหนดให้การกู้ยืมเงินที่มีจำนวนเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและต้องมีการลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้
องค์ประกอบของหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน
1.ต้องเป็นหนังสือมีลายลักษณ์อักษร
หลักฐานจะต้องเป็นเอกสารหรือวัตถุใด ๆ ที่ปรากฏความหมายชี้ให้เห็นว่ามีการกู้เงินกัน โดยต้องแสดงถึงวันที่ทำสัญญากัน จำนวนเงินที่กู้ยืม กำหนดชำระอาจจะมีหรือไม่ก็ได้ ส่วนเรื่องดอกเบี้ยสามารถเรียกได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่หากไม่มีการกำหนดไว้ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี กรณีผิดนัดคือร้อยละ 5 ต่อปี และต้องมีลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ไม่จำกัดรูปแบบและวัสดุ อาจเป็นตัวเขียนด้วยลายมือ ตัวพิมพ์ หรือจะอยู่ในรูปแบบใด ๆ ก็ได้ ซึ่งวัสดุที่ใช้ ไม่จำเป็นต้องอยู่บนกระดาษเท่านั้น สามารถอยู่บนวัตถุอื่นใดก็ได้ที่สามารถเก็บหลักฐานและอ่านความหมายได้ว่า ผู้กู้ได้รับเงินไปแล้วและจะใช้เงินที่กู้ไปคืน หรือไม่จำเป็นต้องมีคำว่ากู้เงินหรือยืมกันก็ได้ แต่ข้อความทั้งหมดต้องอ่านแล้วเข้าใจได้ว่ามีนิติสัมพันธ์ต่อกันในการชำระหนี้ และต้องระบุจำนวนเงินที่แน่นอนว่าเป็นหนี้กันเท่าใดพร้อมมีลายมือชื่อผู้กู้
ตัวอย่างของหลักฐานที่เป็นหนังสือ
- สัญญากู้ยืมเงิน
- จดหมายหรือบันทึก เช่น ฎ.1567/2499 บันทึกการเปรียบเทียบของอำเภอ
- บันทึกท้ายเช็คหรือใบรับเงิน ที่ผู้กู้ลงชื่อรับเงินและระบุว่าเป็นเงินกู้
- บันทึกข้อความบนวัตถุอื่น ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้กู้เป็นผู้เขียนและยอมรับว่าเป็นการกู้เงิน
- เอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อีเมล หรือข้อความแชทใน Line, Facebook Messenger ที่มีเนื้อหาชัดเจนและมีลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือของผู้กู้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544
2.ลายมือชื่อผู้กู้
ไม่ว่าหลักฐานที่เป็นหนังสือจะมีรูปแบบใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีลายมือชื่อของผู้กู้ (ลูกหนี้) ปรากฏอยู่บนหลักฐานนั้น โดยอาจเป็นการเซ็นชื่อเต็ม ลายเซ็นย่อ หรืออาจเป็นเพียงการประทับตรา ที่ผู้กู้ใช้แทนลายมือชื่อก็ได้ เช่น ตราประทับบริษัท ตราบใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจตนาของผู้กู้ก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้
ฎ.2484/2533 แม้สัญญากู้เงินจะเป็นนิติกรรมสองฝ่าย แต่ก็เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อผู้กู้แล้ว โจทก์หรือผู้แทนโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้กู้สัญญากู้ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้ไม่เป็นโมฆะ
ฎ.3148/2530 (ป) การที่จำเลยทั้งสองเขียนชื่อเล่นของจำเลยทั้งสองไว้ในตอนท้ายจดหมายดังกล่าว ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อตามมาตรา 653 แล้ว
ผลของการมีและไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน

กรณีมีสัญญากู้ยืมเงิน
การมีสัญญากู้ยืมเงินที่ลงลายมือชื่อผู้กู้ยืม ถือเป็นหลักฐานสำคัญในกรณีการกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ผู้ให้กู้สามารถใช้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกเงินคืนจากผู้กู้ได้หากมีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้น ซึ่งการมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากใช้ฟ้องร้องต่อศาลได้แล้ว ยังเป็นหลักฐานยืนยันการมีอยู่จริงของหนี้ ใช้พิสูจน์ได้ว่ามีมูลหนี้กู้ยืมเงินเกิดขึ้นจริง และเป็นหลักฐานในข้อตกลงใช้ยืนยันรายละเอียดของหนี้ เช่น จำนวนเงินต้น อัตราดอกเบี้ย และกำหนดเวลาชำระคืน
กรณีไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน
สัญญากู้ยืมเงินจะบริบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมโดยชอบ แต่หากเป็นการกู้ยืมเงินจำนวนเกินกว่า 2,000 บาท โดยการยืมเงินปากเปล่าไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน แม้จะมีการส่งมอบเงินโดยชอบแล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ ผู้ให้กู้ก็ไม่สามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนตามสัญญากู้ยืมเงินนั้นได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ให้กู้ยังสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ หากเป็นการอ้างถึงมูลหนี้อื่นที่ไม่ใช่มูลหนี้จากการกู้ยืมโดยตรง เช่น
ฎ. 3207/2559 แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การทำนิติกรรมการยื่นขอกู้และทำสัญญากู้ ตามฟ้องจะไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอมที่นาง ส. ภริยาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการให้แทนการที่จำเลยไม่โต้แย้งการหักเงินเดือนจำเลยชำระหนี้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยได้รับเงินจากการกู้ยืมเงินที่มีลายมือชื่อปลอม จึงเป็นการรับเงินกู้ไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบจำเลยจึงต้องคืนเงินที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ในฐานลาภมิควรได้
ฎ. 2465/2559 โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย หาได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้ยืม จึงไม่ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินมาแสดง
บทความที่คุณอาจสนใจ
ขั้นตอนและวิธีการทวงเงิน

การทวงถามเงินที่กู้ยืมไปมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้หรือเงินที่กู้ยืมไป โดยผู้มีสิทธิทวงคือ “เจ้าหนี้” ทั้งนี้ ในการบอกกล่าวทวงถามต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ว่าด้วยเวลาและวิธีการติดต่อที่เหมาะสม เช่น ห้ามเรียกร้องบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้กู้ให้ชำระหนี้แทน ห้ามเขียนประทับหน้าซองแสดงให้เห็นว่าเป็นจดหมายทวงหนี้ หรือทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเอกสารส่งมาจากศาล ห้ามส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามในหนี้ที่ไม่มีอยู่จริงตามสัญญา หรือไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม ถ้ายังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้
โดยผู้ให้กู้ยืมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ควรดำเนินการเป็นลำดับขั้นตั้งแต่การทวงถามอย่างเป็นมิตรไปจนถึงการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับชำระหนี้คืนอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ดังนี้
1.การทวงถามก่อนถึงกำหนดชำระ
เป็นการติดต่อผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ด้วยวาจาหรือข้อความก่อนถึงกำหนดชำระเล็กน้อย เช่น 1-2 ซึ่งไม่ใช่การส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ แต่เป็นเพียงการแจ้งเตือนโดยต้องบอกล่าวอย่างสุภาพเพื่อเตือนความจำ
หากถึงกำหนดชำระหนี้แล้วผู้กู้ยังไม่ดำเนินการติดต่อเพื่อขอชำระคืนเงินที่กู้ยืม ผู้ให้กู้อาจติดต่อสอบถามถึงสาเหตุและกำหนดวันชำระใหม่ก่อนก็ได้
2.การส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม
การส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นวิธีอย่างเป็นทางการเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนฟ้องร้อง ต้องจัดทำหนังสือบอกกล่าวโดยระบุชื่อเจ้าหนี้ ลูกหนี้ อ้างถึงสัญญากู้ยืมเงิน จำนวนเงินต้น ดอกเบี้ยที่ค้างชำระ (ถ้ามี) วันที่กำหนดชำระ และจำนวนเงินที่ต้องชำระคืนทั้งหมด และต้องกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนให้ลูกหนี้ชำระเงินคืน เช่น ภายใน 7-15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ สุดท้ายต้องส่งด้วยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อให้มีหลักฐานว่าลูกหนี้ได้รับหนังสือแล้ว ซึ่งจะใช้เป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาลว่ามีการทวงถาม อย่างเป็นทางการแล้ว และลูกหนี้ได้ผิดนัดชำระหนี้
3.การประนีประนอมและการไกล่เกลี่ย
หากผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ตอบรับหนังสือทวงถามแต่ไม่สามารถชำระทั้งหมดได้ อาจกระทำการดังต่อไปนี้
- เจรจาตกลง
เสนอทางเลือกระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เช่น การตกลงขอผ่อนชำระเป็นงวด การขอลดหย่อนดอกเบี้ย หรือการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
- ทำสัญญาใหม่
หากตกลงกันได้ควรทำสัญญายอมรับสภาพหนี้ หรือสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อเพื่อใช้บังคับได้
- การดำเนินการทางกฎหมาย
กรณีที่ผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้เพิกเฉยต่อการทวงถามและหนังสือบอกกล่าว ผู้ให้กู้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยอาจเข้าปรึกษากับทนายความผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสัญญากู้ หลักฐานการกู้ยืมเงินต่าง ๆ หนังสือบอกกล่าวทวงถามพร้อมใบตอบรับ เป็นต้น หลังจากที่รวบรวมหลักฐานแล้ว ทนายจะดำเนินการฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจและเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีแล้วหากไม่มีการไกล่เกลี่ยหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จนศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ลูกหนี้ก็ต้องชำระหนี้ตามคำสั่งศาลแต่หากลูกหนี้ยังคงไม่ชำระ เจ้าหนี้สามารถยื่นคำขอต่อศาลเพื่อ ขอให้มีการบังคับคดี เช่น การยึด อายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ต่อไปได้
สรุป
หากเงินที่ให้ยืมมีจำนวนน้อยไม่เกินกว่า 2,000 บาท กฎหมายยังพอให้โอกาสในการฟ้องร้องโดยต้องมีหลักฐานที่แสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีการกู้ยืมเงินจริงแม้ว่าจะยืมด้วยวาจา แต่ถ้าจำนวนเงินมากเกินกว่า 2,000 บาท การไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ อาจทำให้ผู้กู้เสียสิทธิในการเรียกร้องตามมูลหนี้กู้ยืมได้
ดังนั้น ก่อนให้เพื่อนหรือใครยืมเงินควรทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษรระบุ วันที่กู้ จำนวนเงินที่แน่นอน กำหนดเวลาชำระคืนอย่างชัดเจน และให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อเป็นสำคัญ เพื่อให้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ และควรมีหลักฐานการส่งมอบเงิน เช่น หลักฐานการโอนเงิน หรือข้อความแชทที่ยืนยันการรับเงิน เพื่อพิสูจน์ความบริบูรณ์ของสัญญา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิผู้ให้กู้และเป็นการสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย และป้องกันความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความเจ็บปวดและการสูญเสียทั้งเงินและความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


