
พนักงานขโมยของในที่ทำงาน ฟ้องข้อหาอะไรได้บ้าง?
การขโมยของในที่ทำงาน ถือว่าเป็นการทุจริตภายในองค์กรเป็นปัญหาใหญ่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกขนาดได้และการขโมยของที่เป็นทรัพย์ของบริษัทนั้นถือได้ว่าเป็นทั้ง “การลักทรัพย์” หรือ “การยักยอกทรัพย์” ของนายจ้าง
ความแตกต่างระหว่าง ลักทรัพย์ VS ยักยอกทรัพย์ นายจ้าง
การลักทรัพย์
คือ การเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเจตนาจะคืน
ทรัพย์สินนั้น หรือที่เรียกว่าการขโมย โดยที่ผู้ถูกลักทรัพย์ไม่ทราบหรือยินยอมให้ทรัพย์สินของตนถูกเอาไป
เช่น ลูกจ้างขโมยกระเป๋าเงินจากกระเป๋าของนายจ้างไปใช้ส่วนตัว
การยักยอกทรัพย์
คือ การที่ลูกจ้างหรือผู้ที่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของนายจ้างหรือคนอื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แอบนำทรัพย์สินของนายจ้างไปใช้โดยมิชอบ มักจะเกิดจากการใช้ตำแหน่งของตนเองโดยแสดงตนเป็นเจ้าของในการนำทรัพย์สินไป จำนำ โอนสิทธิของทรัพย์สิน หรือนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เหมือนเป็นของตนเอง
หลักกฎหมายตามความผิดของพนักงานขโมยของในที่ทำงาน

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352
- ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก
- มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353
- ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต
- ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น
- มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354
- ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 352 หรือมาตรา 353 ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็น
ผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน - มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดฐานลักทรัพย์
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
- ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์
- มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335
- ผู้ใดลักทรัพย์
(1) ในเวลากลางคืน
(2) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ
(3) โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ
(4) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้
(5) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้
(6) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน
(7) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ
(9) ในสถานที่บูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณะ
(10) ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
(12) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น - มีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
- ถ้าความผิดตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
พนักงานยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ นายจ้างควรจัดการอย่างไร?

เมื่อพนักงานมีการยักยอกทรัพย์หรือ ลักทรัพย์จากนายจ้าง นายจ้างควรดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ ตามขั้นตอนที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ขององค์กรและความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ดังนี้
1. การตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายจ้างต้องรวบรวมหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ เช่น เอกสารบัญชี พยานบุคคล หรือภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อพิสูจน์ความผิดของพนักงาน รวมทั้งต้องมีการสอบสวนเบื้องต้นเพื่อหาข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. การดำเนินการภายในองค์กร
พนักงานที่ถูกกล่าวหาควรได้รับโอกาสในการชี้แจงข้อกล่าวหาก่อน โดยนายจ้างต้องจัดการอย่างเป็นธรรม เพื่อให้พนักงานมีสิทธิ์ตอบหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น นายจ้างอาจพิจารณาระงับการปฏิบัติงานของพนักงานที่สงสัยว่ากระทำผิดชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กร
3. การแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้น นายจ้างควรนำไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นทางการ การแจ้งความจะช่วยให้การสืบสวนสอบสวนมีความชัดเจนและอาจนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้
4. การดำเนินการทางวินัย
หากพบว่าพนักงานมีความผิดจริง นายจ้างสามารถดำเนินการตามระเบียบวินัยของบริษัท เช่น การแจกใบเตือน การพักงาน หรือการเลิกจ้าง ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำผิด โดยต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของบริษัท เพื่อให้เป็นธรรมและป้องกันการฟ้องร้องภายหลัง
5. การปรับปรุงระบบควบคุมภายใน
นายจ้างควรตรวจสอบและปรับปรุงระบบการควบคุมภายในองค์กร เพื่อหาจุดอ่อนและเสริมประสิทธิภาพของระบบ เช่น การตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ การแบ่งแยกหน้าที่อย่างชัดเจน และ
การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการเงินและบัญชี เพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต
บทความที่คุณอาจสนใจ
- ลักทรัพย์นายจ้างยอมความได้ไหม?
- วันหยุดพักผ่อนประจำปี กฎหมายแรงงาน 2025 ลูกจ้างได้สิทธิกี่วัน? นายจ้างต้องปฏิบัติยังไง?
- การไล่ออกที่ถูกต้องตามกฎหมาย! สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ก่อนเสี่ยงโดนฟ้อง
ตัวอย่างคำพิพากษา

ตัวอย่างคำพิพากษา การยักยอกทรัพย์เจ้านาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3324/2560
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองทรัพย์ได้ หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ แม้จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วม
ก็ตาม แต่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ร่วมโดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเช็คไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 เมื่อธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้น เงินตามเช็คของโจทก์ร่วมจึงเข้าไปอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าจำเลยที่ 4เป็นผู้ครอบครองเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมแล้ว และ
เมื่อจำเลยที่ 4 ไปถอนเงินตามเช็คจากบัญชีของตน จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วม กับจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6811/2559
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่โจทก์อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนผู้อื่นเท่านั้น ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 จะต้องได้ความในเบื้องต้นเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เมื่อที่ดินพิพาทยังเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อยู่ โจทก์ไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ถูกผู้อื่นยักยอกทรัพย์ได้และสิทธิดังกล่าวที่โจทก์มีอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 352 ซึ่งหมายถึงทรัพย์ที่มีรูปร่าง จึงไม่อาจถูกยักยอกได้ เมื่อทางนำสืบของโจทก์เองโจทก์มิเคยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 5 นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไปดำเนินการใดๆ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 5 ไปดำเนินการโดยพลการ เงินที่ได้มาจึงมิใช่เงินที่จำเลยที่ 5 จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ โจทก์มีแต่สิทธิที่จะบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น
ตัวอย่างคำพิพากษา การลักทรัพย์เจ้านาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2539
ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) วรรคแรกนั้น ขึ้นอยู่กับตัวทรัพย์ที่ลักว่าเป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้างหรือไม่ หาได้จำกัดว่าต้องเป็น
การลักทรัพย์ที่นายจ้างมอบหมายให้ลูกจ้างครอบครองดูแลรับผิดชอบเท่านั้นดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น แม้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างจะไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์ของกลางที่จำเลยลักไปรวมทั้งทรัพย์สินใด ๆ ในคลังสินค้าของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะถือว่าผู้ใดกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวินั้น จะต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ ส่วนยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้นจะเป็นของผู้ใดหาใช่ข้อสำคัญไม่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายมีหน้าที่ขับรถลักเอาน้ำมันพืช 24 ขวด และปลากระป๋อง 100กระป๋อง จากคลังสินค้าของผู้เสียหายไปแล้วนำไปวางไว้บนรถยนต์กระบะของผู้เสียหายขับออกไปจากที่เกิดเหตุ เช่นนี้ย่อมเห็นเจตนาของจำเลยได้ชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาใช้รถยนต์กระบะคันดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายขณะที่บรรทุกอยู่บนรถซึ่งจำเลยมีหน้าที่ขับบรรทุกขนส่งแต่อย่างใดไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ.มาตรา 336 ทวิ
ลูกจ้างที่มีหน้าที่ขับรถได้ลักเอาน้ำมันพืช 24 ขวด และปลากระป๋อง 100กระป๋อง จากคลังสินค้าของนายจ้างไปแล้วนำไปวางไว้บนรถยนต์กระบะของผู้เสียหายขับออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือว่ามีความตั้งใจที่จะลักทรัพย์ของนายจ้าง และต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเพราะใช้ยานพาหนะในการขนน้ำมันพืช 24 ขวด และ
ปลากระป๋อง 100 กระป๋องออกมาขายด้วย
บทสรุป
การจัดการกับพนักงานที่ยักยอกทรัพย์และลักทรัพย์เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งนายจ้างต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังในการตัดสินใจ โดยการรวบรวมหลักฐานและพยานให้ครบถ้วนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องทำอย่างรอบคอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่พนักงาน
พร้อมทั้งรักษาผลประโยชน์ของบริษัท การปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
Q : โดนแจ้งความบอกว่าลักทรัพย์นายจ้าง
Q : คดีลักทรัพย์นายจ้าง ศาลนัดครั้งแรกหลังจากประกันตัว ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
Q : คดีลักทรัพย์นายจ้าง ได้ชดใช้ค่าเสียหายหมดแล้วจะได้ติดคุกไหมคะ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


