ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-16

โดนแจ้งความเท็จใส่ร้าย ฟ้องกลับได้ไหม

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีคนไปแจ้งความใส่ร้าย ทั้งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ทำผิด การถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมสร้างทั้งความเครียด ชื่อเสียงเสียหาย และยังอาจทำให้เราต้องตกเป็นผู้ต้องหาอย่างไม่มีเหตุผล หลายคนจึงตั้งคำถามว่า “แจ้งความเท็จแบบนี้ เราฟ้องกลับได้ไหม?” 

ตามกฎหมายไทย การแจ้งความเท็จ การใส่ร้าย เป็นความผิดอาญาครับ สามารถฟ้องกลับได้ ซึ่งบทความนี้ก็จะอธิบายหลักเกณฑ์การวินิจฉัยว่าทำแค่ไหนเป็นความผิด ฟ้องอย่างไรครับ

การใส่ร้าย การแจ้งความเท็จ มีความผิดทางอาญาอย่างไรบ้าง

สำหรับการใส่ร้าย การแจ้งความเท็จ เป็นการกระทำ 1 การกระทำที่อาจผิดกฎหมายหลายบทได้ครับ เพราะจะผิดจากการแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทได้ ซึ่งองค์ประกอบความผิดของทั้งสองฐาน ขออธิบายแยกกันดังนี้ครับ


ความผิดฐานแจ้งความเท็จ 

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (2).png

ส่วนแรก ความผิดฐานแจ้งความเท็จ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137  บัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ความผิดฐานแจ้งความเท็จ มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

  • ผู้กระทำความผิด แจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงาน โดยต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรงกับเรื่องที่แจ้ง

โดยการแจ้ง สามารถแจ้งได้ทั้งเป็นข้อความลายลักษณ์อักษร แจ้งด้วยคำพูดไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือแจ้งเอง หรือแจ้งด้วยท่าทาง เช่นการพยักหน้าตอบรับ แต่หากนิ่งเฉย เช่นไม่ส่ายหัว จะยังไม่ถือว่าเป็นการแจ้ง

การแจ้ง ต้องเป็นการแจ้งลักษณะการยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดคะเน และไม่จำเป็นต้องแจ้งกล่าวหาผู้อื่น เช่นแจ้งทำบัตรประชาชนใหม่แทนเจ้าของ เพราะของเดิมหาย ทั้งที่เจ้าของเดิมตายแล้ว แบบนี้ก็ผิด

โดยการแจ้ง จะดูว่าจริงหรือเท็จ จากข้อเท็จจริง หากเป็นการแจ้งข้อคิดเห็นทางกฎหมายที่ผิด จะยังไม่นับว่าเป็นการแจ้งความเท็จ

  • ข้อความที่แจ้ง เป็นข้อความเท็จ ไม่ใช่ความจริง ซึ่งอาจเป็นเท็จทั้งหมด หรือเท็จแค่บางส่วนก็ได้
  • การแจ้งข้อความที่ว่า อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายได้ หรือก็คือยังไม่ต้องมีความเสียหายก็ได้
  • ผู้แจ้งรู้ว่าแจ้งกับเจ้าพนักงาน
  • ผู้แจ้งรู้ว่าข้อความที่แจ้งเป็นความเท็จ

หากการแจ้งความที่ว่าครบองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว การแจ้งนั้นก็จะกลายเป็นการแจ้งความเท็จ และหากเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงไปในเอกสารมหาชน หรือเอกสารราชการ ก็อาจมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ด้วย

และหากการแจ้งความเท็จที่ว่า เป็นการแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาด้วย ผู้กระทำก็อาจโดนลงโทษฐานนี้ด้วย ซึ่งมีความผิดหนักกว่าการแจ้งความเท็จทั่วไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

และหากในความเป็นจริง ไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แต่ได้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ก็จะต้องมีความผิดตามมาตรา 173 อีกซึ่งมีโทษหนักกว่า “ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่า ได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท” (ในการลงโทษ ถ้าการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ศาลจะลงโทษตามบทที่หนักที่สุดเพียงฐานเดียว ส่วนฐานอื่น ๆ ศาลจะเอามาพิจารณาว่าฐานที่หนักที่สุด ควรลงโทษเท่าไรในระวางโทษนั้น)

บทความที่คุณอาจสนใจ


ความผิดฐานหมิ่นประมาท

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (3).png

ในส่วนที่สอง คือความผิดฐานหมิ่นประมาท อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

จากมาตรานี้ ความผิดฐานหมิ่นประมาท มีองค์ประกอบความผิดดังนี้

  • ผู้กระทำ ได้ใส่ความผู้อื่น ซึ่งหมายความว่า การทำให้ปรากฏข้อเท็จจริงหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ไม่เลื่อนลอย สามารถเป็นจริงได้ ซึ่งอาจเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้ โดยมีลักษณะเป็นการให้ร้ายผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยคำพูด ลายลักษณ์ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม เขียนคำร้องทุกข์ หรือแม้แต่การงดเว้นการกระทำในบางกรณี ก็เป็นใส่ความได้ทั้งหมด ขอแค่บุคคลที่สามสามารถเข้าใจสิ่งที่สื่อก็พอ ถ้าไม่เข้าใจก็จะผิดแค่พยายามกระทำความผิด

โดยการใส่ความนี้ ถ้าทำต่อบุคคลที่สามด้วย แม้เจ้าตัวจะอยู่ก็เข้าหมิ่นประมาทเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องทำลับหลัง

เช่นการใส่ความให้ร้ายเรื่องความพฤติต่าง ๆ หน้าที่การงาน สถานะทางเศรษฐกิจ ศีลธรรม ฯลฯ

  • การใส่ความนั้น สามารถทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งพิจารณาเอาจากมุมมองของคนทั่วไป ว่าแบบไหนเสียหาย แม้ตัวบุคคลที่สามไม่เชื่อ แต่ถ้าคนทั่วไปสามารถเชื่อและเข้าใจแบบนั้นได้ก็ผิด
  • ผู้กระทำมีเจตนากระทำความผิด ไม่ว่าจะประสงค์ต่อผลในการใส่ความ หรือจะเล็งเห็นผลก็ได้ ว่าการใส่ความของตนจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียหาย และการใส่ความ ผู้กระทำต้องมีเจตนาใส่ความให้บุคคลที่สามทราบ เช่น หากบุคคลที่สามบังเอิญมาทราบสิ่งที่เราพูดว่าร้ายคนอื่น แต่เราพูดคนเดียว แบบนี้ คือเราไม่ได้มีเจตนาใส่ความใส่บุคคลที่สาม เราก็จะไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท

ซึ่งโดยทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จแล้ว การแจ้งความก็จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียหาย มันก็จะเข้าข่ายการหมิ่นประมาทอยู่ในตัวอยู่แล้ว


ตัวอย่าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 (แจ้งเท็จว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น/หมิ่นประมาท มาตรา 137, 172, 173 และมาตรา 326)

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานอันเป็นบททั่วไป 

ส่วนความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และความผิดฐานรู้ว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 172 และ 173 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม อันเป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับความผิดอาญา 

สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อ. มาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าว จะต้องกระทำไปโดยเจตนา คือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล

คดีนี้ จำเลยเพียงต้องการทราบข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันส่วนได้เสียและเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย ข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียน จึงเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต

แม้ข้อความบางส่วนจะคลาดเคลื่อนจากความจริงไปบ้าง และแม้จะมีข้อเท็จจริงบางส่วนที่พาดพิง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากร ก็เป็นข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร

โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อปกป้องส่วนได้เสียของตน และต้องการให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ให้มีความเกี่ยวข้องพัวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด

ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ร้องเรียนดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่า จำเลย(ผู้ร้องเรียน) มีเจตนากระทำความผิดฐาน แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์

เรื่องของตัวอย่างฎีกานี้ คือ จำเลยได้ร้องเรียนโจทก์ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากร ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง จากการพิสูจน์หลักฐานของฝ่ายโจทก์ พิสูจน์ได้ไม่หนักเพียงพอให้ศาลเชื่อว่า จำเลยแจ้งความเท็จเพื่อให้โจทก์เสียหาย แต่จากการพิสูจน์ ศาลเชื่อว่า จำเลยได้ร้องเรียนตามข้อเท็จจริงที่ตัวจำเลยเองทราบ แม้ว่าจะไม่ตรงกับความเป็นจริงไปบ้าง แต่มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต จึงไม่ถือว่าผิดฐานแจ้งความเท็จที่อาจทำให้โจทก์เสียหาย และการร้องเรียนก็มีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อปกป้องส่วนได้เสียของตน และต้องการให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น จึงยังไม่ถือว่าหมิ่นประมาทด้วย

จากตัวอย่างฎีกานี้ การฟ้องกลับฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท จะต้องมีการเตรียมพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า ผู้ที่แจ้ง มีเจตนาแจ้งเพื่อกลั่นแกล้งเรา ไม่ใช่เพียงเพราะเขาฟ้องตามความเข้าใจปกติ และต้องพิสูจน์ว่าการฟ้องของเขา ตั้งใจทำเพื่อใส่ความเราให้เราเสียหาย


การฟ้องกลับ ต้องทำยังไงบ้าง

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (4).png

สำหรับการฟ้องกลับ ด้วยความที่เป็นคดีอาญาเป็นหลัก จึงสามารถเลือกได้ ระหว่าง

1.แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ เพื่อให้ตำรวจดำเนินเรืองต่อและส่งเรื่องฟ้องไปให้อัยการทำให้ ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำ ก็คือการเตรียมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สิ่งที่เขากระทำ มันเป็นเท็จยังไง หลักฐานที่พิสูจน์ว่ามันเป็นเท็จ และเราเสียหายอย่างไร เพื่อให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานได้ง่ายขึ้น และสามารถยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนได้ด้วย เมื่ออัยการสั่งฟ้องแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งการดำเนินเรื่องทางนี้จะช้ากว่าฟ้องเอง

2.ดำเนินการฟ้องเอง โดยตัวเองถ้าทำเป็น หรือจ้างทนายความผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเลือกวิธีนี้ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าให้ตำรวจและอัยการดำเนินเรื่องให้ แต่จะเร็วกว่ามาก เพราะตำรวจอัยการ มีคดีให้พิจารณาหลายเรื่องก่อนจะฟ้อง โดยการเตรียมหลักฐานก็เตรียมแบบเดียวกัน ส่วนค่าเสียหายทางแพ่ง ก็สามารถฟ้องรวมไปในคดีอาญา หรือฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหากก็ได้

ในท้ายนี้ หากเราถูกใส่ร้าย ใส่ความฟ้องเท็จ เราไม่ควรนิ่งเฉย ต้องดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านทางตำรวจอัยการ หรือดำเนินการเองผ่านทนายความซึ่งเร็วกว่าเพื่อให้เราได้รับความเป็นธรรมให้เร็วที่สุด  

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

Q : รถไม่ได้เฉี่ยวชน แต่แจ้งความกับตำรวจว่ารถชน
Q : จะโดนฟ้องแจ้งความเท็จไหม คดีอาญา
Q : เจ้าหนี้โพสต์ประจาน แจ้งความได้ไหม

 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />