
กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน เงินจอง-เงินมัดจำ-เงินดาวน์ จะได้คืนไหม

ในปัจจุบันส่วนใหญ่คนนิยมซื้อบ้านหรือคอนโด โดยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เนื่องจากราคาที่อยู่ในปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งทั่วไปการทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านหรือคอนโด จะมีการแบ่งชำระเงินต่าง ๆ ก่อนจะไปดำเนินการโอนตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยเงินที่ผู้ซื้อต้องวางในปัจจุบัน มีดังนี้
- เงินจอง คือ เงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้ผู้จะขายในวันจองก่อนที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะมีการตกลงทำสัญญาต่อกันในอนาคต
- เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามสัญญา และเงินมัดจำต้องเป็นสิ่งที่ได้ให้ไว้ในขณะทำสัญญา ดังนั้น ทรัพย์สินใดแม้จะระบุว่าเป็นมัดจำ แต่ถ้าไม่ได้มอบให้แก่กันในขณะทำสัญญา จึงไม่ถือว่าเป็นมัดจำตามกฎหมาย
- เงินดาวน์ คือ เงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขาย หลังจากวันทำสัญญา เพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วน
แต่หลังจากที่ผู้ซื้อวางเงินต่าง ๆ ได้แก่ เงินจอง เงินมัดจำ และเงินดาวน์ เสร็จสิ้นตามขั้นตอนของโครงการแล้วนั้น แต่ว่าผู้ซื้อกลับขอสินเชื่อไม่ผ่านโดยมีสาเหตุ เช่น ประวัติเครดิตไม่ดี หรือมีหนี้เยอะเกินไป หรือมีรายได้ไม่สม่ำเสมอหรือรายได้ไม่เพียงพอ, หรือมีปัญหาทางกฎหมายอื่น ๆ ส่งผลต่อการขอสินเชื่อและทำให้กู้ไม่ผ่านในที่สุด ซึ่งทำให้โครงการยึดเงินจอง เงินมัดจำ และเงินดาวน์ทั้งหมดเราได้ชำระไว้ก่อนหน้านี้
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
เราจะมีสิทธิได้รับเงินคืนไหม? มีข้อกฎหมายดังนี้

เงินจอง หรือ เงินมัดจำ เป็นเงินที่ผู้จะซื้อมอบให้แก่ผู้จะขายในวันทำสัญญา เพื่อประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย
ดังนั้นเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินมัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 377 วางหลักว่า “เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ ท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย”
ผลของการวางเงินมัดจำ
1. กรณีมีการวางเงินมัดจำไว้ แต่ไม่ได้ตกลงเรื่องเงื่อนไขการริบเงินมัดจำไว้ในสัญญา
ย่อมก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย คือหากผู้จะซื้อเป็นฝ่ายที่ผิดสัญญา ละเลยไม่ชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะความผิดของผู้จะซื้อ หรือเลิกสัญญาเพราะความผิดของผู้จะซื้อ ผู้จะขายจึงมีสิทธิเงินมัดจำนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 378 (2)
2. กรณีมีการวางเงินมัดจำไว้ และการกำหนดเงื่อนไขเรื่องการริบมัดจำไว้
ดังนั้น หากผู้จะซื้อผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ผู้จะขายย่อมมีสิทธิริบเงินเหล่านี้ได้ในฐานะที่เป็นมัดจำได้ตามเงื่อนไขในสัญญา
เงินดาวน์ เป็นเงินที่ผู้จะซื้อจ่ายให้แก่ผู้จะขายหลังจากวันทำสัญญา เพื่อเป็นการชำระหนี้บางส่วน
แต่เมื่อผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้ส่วนที่เหลือได้ หรือไม่สามารถชำระหนี้ได้เนื่องจากกู้ไม่ผ่าน เมื่อเงินดาวน์ไม่ใช่เงินมัดจำ แม้ผู้จะซื้อจะเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้จะขายก็ไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์ ดังนั้น ผู้จะซื้อจึงมีสิทธิได้รับเงินดาวน์คืนตามกฎหมาย
แต่อย่างไรก็ตาม หากในสัญญาจะซื้อจะขายมีข้อสัญญาที่ระบุว่า หากผู้จะซื้อผิดสัญญา ให้ผู้จะขายมีสิทธิริบเงินดาวน์ส่วนนี้เพื่อเป็นเบี้ยปรับได้ ซึ่งหากมีข้อสัญญาส่วนนี้ เงินดาวน์ย่อมถือเป็นเบี้ยปรับที่ผู้จะขายมีสิทธิริบได้หากผู้จะซื้อผิดสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 วางหลักกฎหมายไว้ว่า
ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
แต่ถ้าหากเบี้ยปรับนั้นสูงเกินไป ตามพระราชบัญญัติข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ให้อำนาจศาลปรับลดเบี้ยปรับให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นอาจมีโอกาสที่จะได้รับเงินดาวน์คืน แต่อาจจะไม่ครบทั้งหมด
ดังนั้น จะได้เงินดาวน์คืนครบทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสัญญาจะซื้อจะขาย จึงควรอ่านสัญญาให้ละเอียดรอบคอบเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของตนตามกฎหมายด้วย
📖 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- มัดจำค่าเช่า คืนเมื่อไร ยึดได้นานแค่ไหน
- ขอคืนเงินจองรถ ขอคืนเงินจองบ้าน ได้ไหม? หาคำตอบที่นี่
- ค่ามัดจำ - เงินประกันค่าเช่า คืนเมื่อไร ผู้ให้เช่ายึดได้แค่ไหน
ตัวอย่างคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3301/2547
โจทก์ชำระเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันจอง และจำนวน 120,000 บาท ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้น เงินจำนวน 150,000 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยแล้วในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงถือเป็นมัดจำ ส่วนหลังจากวันทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยรวม 12 งวด เป็นเงิน 840,000 บาท ย่อมไม่อาจถือเป็นมัดจำ แต่เป็นเพียงการชำระราคาบ้านและที่ดินบางส่วน
ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำจำนวน 150,000 บาท ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) และเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน เงินที่โจทก์ชำระค่าบ้านและค่าที่ดินบางส่วนดังกล่าวต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดตกเป็นของจำเลยได้นั้น
ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และถ้าเบี้ยปรับสูงเกินสมควร ศาลก็มีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 513/2538
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 377 บัญญัติว่า “เมื่อเข้าทำสัญญาถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ”แสดงว่ามัดจำต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ในวันทำสัญญาไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาททำขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2532 ระบุข้อความว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินสดจำนวน 200,000 บาทและในวันที่ 20 มีนาคม2532 อีกจำนวน3,300,000บาท เงินสดจำนวน 200,000 บาทเท่านั้นที่เป็นเงินมัดจำส่วนเงินจำนวน 3,300,000 บาทนั้นไม่ใช่เงินมัดจำแต่เป็นเพียงการชำระราคาบางส่วนล่วงหน้าซึ่งจะชำระภายหลังวันทำสัญญาเท่านั้น
🔎 หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12705/2557
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีข้อตกลงว่า หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อจะดำเนินการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อ จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมีเงื่อนไขที่โจทก์จะต้องไปขอสินเชื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย สถาบันการเงินหรือธนาคารจะให้กู้หรือไม่เป็นเรื่องไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นผู้พิจารณา หากสถาบันการเงินหรือธนาคารไม่ให้กู้ สัญญาจะซื้อจะขายย่อมไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้
เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารถึงสองธนาคาร แต่ธนาคารทั้งสองแห่งไม่อนุมัติ เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่เป็นผล สัญญาไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการจำกัดช่วงเวลาหรือจำนวนสถาบันการเงินหรือธนาคารที่โจทก์จะดำเนินการขอสินเชื่อ โจทก์จึงยังอาจดำเนินการขอสินเชื่อได้อีก ไม่ใช่เรื่องพ้นวิสัย แต่ก็ไม่แน่นอนว่าการดำเนินการขอสินเชื่อจะได้รับอนุมัติจากสถาบันการเงินหรือธนาคารใดหรือไม่ เมื่อไร ทั้งการดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารมาสองแห่งแล้ว ถือว่าโจทก์ขวนขวายดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามสัญญาตามสมควรแล้ว กรณีมิใช่ว่าโจทก์จะต้องดำเนินการขอสินเชื่อเรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของคู่สัญญา
เมื่อโจทก์พยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาแล้วแต่ไม่สำเร็จไม่สามารถนำเงินมาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือได้ จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ผิดนัดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบมัดจำ ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดังนั้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12705/2557 ในกรณีที่ผู้จะซื้อที่ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแล้วแต่ไม่ผ่านและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาแล้วอาจจะมีสิทธิได้รับเงินมัดจำคืนได้นะ หากโดนริบเงินทั้งหมดและทางผู้จะขายไม่ยอมคืน ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการกฎหมายและเรียกเงินดังกล่าวคืน
ส่งท้าย
สรุปได้ว่า การวางที่เงินซื้อบ้านหรือคอนโดไม่ว่าจะเป็นเงินจอง เงินมัดจำ หรือเงินดาวน์ หากผู้ซื้อกู้ธนาคารไม่ผ่านหรือไม่สามารถชำระเงินต่อได้ สิทธิในการขอคืนเงินขึ้นอยู่กับลักษณะของเงินที่จ่ายและเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อจะขาย โดยทั่วไปเงินมัดจำผู้ขายมีสิทธิริบได้หากผู้ซื้อผิดสัญญา แต่เงินดาวน์ตามหลักกฎหมายควรได้รับคืน เว้นแต่สัญญากำหนดให้ริบเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลสามารถปรับลดได้หากสูงเกินสมควร
ดังนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดและหากถูกริบเงินทั้งหมดโดยไม่เป็นธรรม ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายต่อไป
📢 หากคุณกำลังมองหาคำแนะนำ กรณีกู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน เงินจอง-เงินมัดจำ-เงินดาวน์ จะได้คืนไหม หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ปรึกษาทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย
💬 อ่านคำปรึกษาและคำตอบจากทนาย (Q&A)
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


