
ละเมิดโดยละเลย (Negligence) vs ละเมิดโดยเจตนา (Intentional tort) ต่างกันอย่างไร
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้ผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย นอกจากการกระทำนั้นอาจเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาแล้ว การกระทำนั้นอาจถูกทางแพ่งให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามหลักความรับผิดทางละเมิด แต่ในการแบ่งประเภทของการละเมิดนั้น กฎหมายแยกไว้สองลักษณะใหญ่ ๆ คือ ละเมิดโดยละเลย (ประมาทเลินเล่อ) และ ละเมิดโดยเจตนา (ตั้งใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีลักษณะของพฤติการณ์ซึ่งมีผลต่อภาระพิสูจน์ ความร้ายแรง และระดับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลสั่งให้จ่ายที่ศาลนำมาพิจารณา
ความรับผิดทางละเมิด คืออะไร ?

ก่อนแยกประเภทระหว่างละเลยกับเจตนา ควรเข้าใจคำว่า “ละเมิด” ก่อนว่าคืออะไร โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
จากมาตรานี้ ละเมิด คือ การกระทำต่อผู้อื่นที่จะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ถูกกระทำ
มีองค์ประกอบดังนี้
1.ผู้กระทำ กระทำการโดยจงใจ หรือโดยประมาท ซึ่งจะอธิบายในส่วนต่อไปว่าแต่ละคำหมายความว่ายังไง
2.การกระทำที่กระทำ กระทำต่อบุคคลอื่น ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป หรือนิติบุคคลที่เป็นบุคคลสมมุติก็ได้ แต่จะไม่นับถึงการกระทำที่กระทำต่อตัวเอง หรือสิ่งที่ไม่ใช่บุคคล
3.การกระทำที่ทำ มีผลโดยตรงทำให้ผู้ถูกกระทำเสียหาย ถึงแก่ชีวิต แก่ร่างกาย สุขอนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือก็คือการกระทำที่ว่าทำให้เขาเกิดความเสียหายแก่สิทธิที่ผู้เสียหายมีโดยชอบด้วยกฎหมาย
4.การกระทำดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยก็จะไม่ได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนว่าทำอะไรบ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคำนี้กว้างกว่าคำว่า ผิดกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ผิดจากที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดเจน เช่น การกระทำโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ การกระทำนี้ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะกฎหมายอาญา ระบุความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์แค่เฉพาะการกระทำโดยเจตนา ไม่มีความผิดสำหรับการกระทำนี้ที่กระทำโดยประมาท
แต่ในทางละเมิด สามารถผิดได้ การทำให้เสียทรัพย์ เป็นการไปก้าวล่วงกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นแล้วทำให้เขาเสียหายเพราะเสียทรัพย์สินที่เขามีกรรมสิทธิ์ไป ไม่ว่าจะจงใจหรือประมาท ก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการทำละเมิดได้
บทความที่คุณอาจสนใจ
- "ละเมิด" vs "ผิดสัญญา" ต่างกันยังไง เลือกฟ้องแบบไหนดี?
- เหตุสุดวิสัย มาตรา 8 คืออะไร? เกณฑ์ศาล–ตัวอย่างฎีกา–วิธีใช้ยกเว้นความรับผิด
- ประมาทและประมาทร่วมต่างกันอย่างไร เขียนโดยทนายความ
ละเมิดโดยเจตนา คืออะไร ?

ในการอธิบายว่า ละเมิดโดยละเลย และ ละเมิดโดยเจตนาคือไร ขอเริ่มที่เจตนาก่อน แล้วจะเข้าใจคำว่าละเลยง่ายกว่าครับ
ซึ่งละเมิดโดยเจตนา คำว่าเจตนานี้ สามารถอธิบายได้โดยอิงจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสองและวรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า
…กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้…
จากมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำโดยเจตนา คือ การกระทำที่ผู้กระทำรู้สำนึกในสิ่งที่กระทำ และขณะที่กระทำ ผู้กระทำกระทำโดยประสงค์ให้เกิดผลตามสิ่งที่กระทำ หรือขณะที่กระทำผู้กระทำ สามารถเล็งเห็นได้ว่า การกระทำของตนจะเกิดผลอะไรขึ้น และก็กระทำไป โดยผู้กระทำทราบว่า ตนทำอะไรไป กระทำกับอะไร กับใคร
เช่น ผู้กระทำได้เสิร์ฟชาที่พิษให้เจ้านาย แล้วเจ้านายตาย แต่ถ้าเขาไม่รู้ว่าชานั้นมีพิษ แบบนี้ก็ถือว่าเขาไม่รู้เขาทำอะไร กฎหมายก็จะไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา อย่างไรก็ตามถ้าไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบอย่างเพียงพอ ก็อาจเป็นการกระทำโดยประมาทได้
และการกระทำโดยเจตนา ยังรวมถึงการนิ่งเฉยไม่ทำอะไรหรือก็คือการงดเว้นการกระทำ ทั้งที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคห้า
ละเมิดโดยละเลย คืออะไร ?

สำหรับการละเมิดโดยละเลย หรือก็คือประมาท สำหรับคำว่าประมาท สามารถอธิบายได้โดยอิงจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติว่า
กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
จากมาตรานี้ การกระทำโดยประมาทหมายความว่า การกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจทำโดยเจตนา แต่กระทำไปโดยไม่ระมัดระวัง ซึ่งคนทั่วไปในภาวะแบบเดียวกันกับขณะที่กระทำ สามารถกระทำไปโดยระมัดระวังได้ แล้วผู้กระทำก็สามารถระมัดระวังได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ระมัดระวังอย่างเพียงพอ
เช่น ผู้กระทำได้เสิร์ฟชาที่พิษให้เจ้านาย แล้วเจ้านายตาย แต่ถ้าเขาไม่รู้ว่าชานั้นมีพิษ แบบนี้ก็ถือว่าเขาไม่รู้เขาทำอะไร กฎหมายก็จะไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำได้เห็นว่า สีของชามันต่างจากตอนที่ชง ซึ่งตัวผู้กระทำได้วางชาไว้ในครัวและไปห้องน้ำ แล้วชาก็มีกลิ่นไม่ปกติ แต่ก็ไม่ตรวจสอบหรือเททิ้งแล้วชงใหม่ แล้วเอาไปเสิร์ฟเหมือนเดิม แบบนี้ถ้าเจ้านายตาย ผู้กระทำก็อาจผิดฐานประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แล้วก็สามารถถูกลูกหลานผู้ตายฟ้องให้รับผิดในเรื่องละเมิดได้อีกด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 995/2543
จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปที่โหลใส่พริกน้ำปลาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหารใกล้กับที่ผู้เสียหาย
นั่งอยู่จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้เสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ แม้กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย และไม่ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงไปจะถูกขอบโต๊ะทำให้หัวกระสุนแตกกระจายตามที่ผู้เสียหายเบิกความ หรือไปถูกโหลใส่พริกน้ำปลาแตกตามที่พยานให้การในชั้นสอบสวน
แต่เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีรอยถากที่หน้าอกขวา ต้นขาขวายาว 1.5 เซนติเมตร และรอยถากที่แขนซ้ายลึกแค่ผิวหนัง จึงถือได้ว่าการได้รับอันตรายแก่กายของผู้เสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลย และจากคำเบิกความของแพทย์ว่าบาดแผลของผู้เสียหายใช้เวลารักษาประมาณ 10 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยประกอบแล้ว กรณีถือได้ว่า จำเลยกระทำให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 295
เรื่องของฎีกานี้ คือ จำเลยได้ยิงปืนไปที่โหลพริกน้ำปลา ซึ่งใกล้กับจุดที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ ศาลจึงตัดสินว่า ลักษณะนี้ จำเลยย่อมเห็นได้ว่าการยิงปืนไป อาจทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะโดยกระสืนปืนถูกผู้เสียหาย กระสุนปืนที่จำเลยยิงไปจะถูกขอบโต๊ะทำให้หัวกระสุนแตกกระจายตามที่ผู้เสียหายเบิกความ หรือไปถูกโหลใส่พริกน้ำปลาแตกแล้วโดนผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ใยดีว่าอาจเกิดผล และทำไป ไม่ใช่การกระทำโดยประมาท เมื่อเกิดผลแล้ว จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 295
จากฎีกา เจตนาแบบเล็งเห็นผล กับประมาท มีความใกล้เคียงกันมาก โดยมีจุดตัดตรงที่ เจตนาเล็งเห็นผล ผลของการกระทำ มันต้องอยู่ในภาวะที่คนทั่วไปเห็นได้ว่ากระทำไป มันอาจเกิดขึ้น แต่ผู้กระทำไม่สนใจว่าผลอาจเกิดขึ้น แล้วกระทำไป แต่ถ้าประมาท ผลของการกระทำ มันต้องอยู่นอกภาวะที่คนทั่วไปจะเห็นได้ว่าผลจะเกิดแน่ ๆ แต่ผู้กระทำก็สามารถระวังเพื่อลดความเสี่ยงที่ผลร้ายจะเกิดได้แต่ไม่ทำ
เช่นการขับรถเร็วบนถนน ถ้าขับรถเร็วโดยเห็นว่ามีคนข้ามถนน แล้วชนคนตาย แบบนี้ก็อาจเป็นเล็งเห็นผลได้ เพราะเห็นอยู่ว่ามีคนข้ามถนน ถ้าขับรถเร็วไปก็อาจชนคนได้ แต่ผู้กระทำไม่สนใจ
ส่วนถ้าขับรถเร็วบนถนนโดยไม่เห็นคนข้ามถนน แล้วเกิดมีคนข้ามถนนโดยที่ผู้กระทำไม่เห็นแต่แรก แบบนี้ ก็จะไม่นับว่าคนทั่วไปสามารถเล็งเห็นว่าการขับเร็วจะเกิดชนคนได้ ไม่ใช่เจตนา แต่ถ้าเขาก็สามารถลดความเร็วรถลงแล้ว ก็จะยับยั้งเหตุร้ายได้ เมื่อเขาไม่ทำทั้งที่ทำได้ แบบนี้จะเป็นประมาท
ความแตกต่างระหว่าง ละเมิดโดยละเลย กับละเมิดโดยเจตนา

1.ความหมายโดยย่อ
ละเมิดโดยละเลยคือทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ แต่ละเมิดโดยเจตนา คือทำไปโดยตั้งใจ ต้องการให้เกิดผล หรือเห็นได้ว่าสิ่งที่จะทำมันจะเกิดผลยังไง
2.ระดับความรุนแรง
ในมุมมองของศาลและกฎหมาย ถ้าผลของการกระทำเหมือนกัน การกระทำโดยละเลย ผลจะเบากว่าเจตนา เช่น ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นตาย ถ้าทำไปโดยเจตนา โทษต่ำสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ก่อนรวมเหตุลดโทษต่าง ๆ ถ้ามีก็คือ จำคุก 15 ปี แต่ถ้าทำให้ผู้อื่นตายโดยประมาท โทษสูงสุดก่อนรวมเหตุเพิ่มโทษ มีโทษแค่เพียงจำคุก 10 ปี
3.ภาระการพิสูจน์ของผู้ฟ้อง
ถ้าฟ้องว่าเขาประมาท ก็ต้องพิสูจน์ว่าการกระทำของเขา มีลักษณะแบบใดที่เหมือนการประมาท มีความไม่ระมัดระวังอย่างไร แล้วต้องมีการอธิบายด้วย ว่าในสภาวะแบบเดียวกัน ถ้าเป็นคนทั่วไป เขาสามารถระมัดระวังได้ แต่ผู้กระทำไม่ระวัง พิสูจน์ด้วยว่า การกระทำของเขามันไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรบ้าง ความเสียหายที่ได้รับมันเกี่ยวกับที่เขากระทำอย่างไร
ส่วนถ้าฟ้องว่าเขาทำไปโดยเจตนา ก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าเขาทำอะไร มีอะไรเป็นหลักฐานว่าเขากระทำ พิสูจน์ว่าเขาทำไปโดยรู้สำนึก รู้ว่าทำอะไร ทำกับอะไร การกระทำของเขามันไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรบ้าง ความเสียหายที่ได้รับมันเกี่ยวกับที่เขากระทำอย่างไร
ข้อควรรู้สำหรับผู้เสียหาย
- เก็บรวมหลักฐาน เช่น แชต ข้อความข่มขู่ คลิปเสียง พยาน
- ถ่ายภาพความเสียหาย
- อาจฟ้องแพ่งร่วมกับแจ้งความอาญาได้
- ใช้ภาพวงจรปิดหรือพยานร่วม
- ฟ้องเรียกค่าเสียหายตามจริง เช่น ค่าซ่อมรถ ค่ารักษา ค่าขาดรายได้ พร้อมสิ่งที่ยืนยันความเสียหายของเราให้ศาลเชื่อเรา
สรุป
การละเมิดแบ่งเป็นสองแบบหลักคือ ละเมิดโดยละเลย และละเมิดโดยเจตนา จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ความตั้งใจ” ของผู้กระทำ หากผู้กระทำเพียงขาดความระมัดระวัง แม้ไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แต่อาจไม่มากถ้าเทียบกัยการละเมิดโดยเจตนาซึ่งมีความร้ายแรงกว่า เพราะเป็นการดึงเจตนาร้ายเข้ามาเกี่ยวข้อง มักถูกกำหนดค่าชดใช้สูงกว่า และหลายกรณีเป็นความผิดอาญาไปพร้อมกัน ความเข้าใจความต่างทั้งสองแบบนี้ช่วยให้วิเคราะห์สถานการณ์ได้ง่ายขึ้น และช่วยในการจัดการคดีหรือปัญหากฎหมายที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับหลักกฎหมายไทยที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างสมดุลทั้งสองฝ่าย
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
Q : โดนเดินชนด้วยเจตนาตั้งใจ และทำให้เกิดบันดาโทสะ
Q : เรื่องบุกรุกยามวิกาล โดยไม่ได้ตั้งใจ โดนลากไปในพื้นที่ส่วนหอ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


