เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-04

ค่าอุปการะบิดามารดา (หน้าที่บุตร): ฟ้องยังไง–พิสูจน์ฐานะการเงินอีกฝ่ายอย่างไร

ตามสังคมไทยตั้งแต่โบราณ บิดา มารดา มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรตั้งแต่เล็กจนโต แล้วบุตรก็มีหน้าที่ตอบแทนเลี้ยงดูบิดามารดาเมื่อบิดามารดาแก่ตัวลง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยในปัจจุบัน ก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้ใน มาตรา 1563 ซึ่งบัญญัติว่า “บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา” และมาตรา 1564 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า “บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” การฟ้องเรียกค่าอุปการะจึงเป็นสิทธิทางกฎหมายที่บิดามารดาสามารถใช้เมื่อบุตรละเลยหน้าที่ประการนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่บิดามารดาเข้าสู่วัยชรา สุขภาพเสื่อมถอย หรือมีเหตุอื่นใดที่ทำให้ขาดรายได้


เริ่มฟ้องยังไง ?

คดีลักษณะที่เป็นเรื่องการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดู ไม่ว่าจะคู่สมรสฟ้องกัน เรียกให้ตัวเอง เรียกให้ลูก หรือลูกฟ้องพ่อแม่ผ่านผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือพ่อแม่ฟ้องลูกให้จ่าย ซึ่งก็คือคดีครอบครัว โดยคดีนี้จะอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553มาตรา 10 (3) โดยการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูจากบุตร จะฟ้องได้ต่อเมื่อบุตรพ้นความเป็นผู้เยาว์ (พ้นจากหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องเลี้ยงดูเขา ตามปพพ.มาตรา 1564)

ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะไปฟ้อง ต้องเป็นศาลที่ตัวบุตรมีภูมิลำเนาอยู่ คดีจึงจะอยู่ในเขตอำนาจให้ศาลพิจารณาคดีให้ได้

โดยบิดามารดาที่ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากบุตร ต้องเป็นบิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรเท่านั้น ไม่เช่นนั้นศาลจะไม่ตัดสินให้บุตรต้องจ่าย


พิสูจน์ฐานะการเงินอีกฝ่ายยังไง ?

การพิสูจน์ฐานะการเงินของบุตร ต้องพิจารณาให้เข้าหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส หรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี”

หมายความว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่ศาลจะสั่งให้บุตรจ่าย ศาลจะพิจารณาว่าบิดามารดาควรได้รับการเลี้ยงดูขนาดไหน แต่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเพียงพอ ซึ่งศาลจะพิจารณาจากความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับซึ่งก็คือบิดามารดา และพฤติการณ์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝั่งบิดามารดาที่เป็นผู้ร้อง ที่ต้องพิสูจน์นำให้ศาลดูถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ศาลเชื่อ โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้

1.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะของบุตร ว่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากหลายอย่าง ไม่ว่าจะระดับเงินเดือนของเขาผ่านสลิปเงินเดือน ทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ โดยจะเห็นว่าข้อมูลหลายเรื่องเป็นส่วนที่อยู่กัยอีกฝั่ง เราอาจไม่มีเช่น สลิฟเงินเดือน กรณีแบบนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เราไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับฐานะการเงินของบุตรทั้งหมดก็ได้ ใช้แค่บางอย่างที่หาได้ อย่างหน้าตาทรัพย์สิน บ้าน ซึ่งบ่งบอกราคาได้ แล้วภาระการพิสูจน์จะตกไปอยู่กับฝ่ายบุตร ที่ต้องพิสูจน์หักล้างว่าฐานะไม่ดีพอจะจ่ายเอง

2.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะของบิดามารดา ว่าควรจะให้บุตรช่วยเลี้ยงดูแค่ไหน เพียงใด

3.ข้อเท็จจริงว่าทางบิดามารดาเคยเลี้ยงดูบุตรมาหรือไม่ เพราะหน้าที่เลี้ยงดูบิดามารดานี้เป็นลักษณะการทดแทนบุญคุณ ถ้าไม่มีบุญคุณก็ไม่ต้องมีการทดแทน

4.ข้อเท็จจริงว่าทางบุตรเคยเลี้ยงดูบิดามารดามาแค่ไหน อย่างไรบ้างแล้ว

5.ภาระหน้าที่ต่าง ๆ ในชีวิตของบุตร ซึ่งจะพิจารณาประกอบกับรายได้ของเขา เช่น หน้าที่เลี้ยงดูคู่สมรส หน้าที่เลี้ยงดูบุตรของเขา ภาระหนี้สิน

6.ถ้าพิสูจน์ว่าเกิดพฤติการณ์เนรคุณ ก็อาจเรียกได้มากขึ้น เช่น เคยให้มรดกไปแล้ว แต่บุตรกลับเลี้ยงดูตามที่ตกลงไว้


คำพิพากษาฎีกา 1665/2567

กรณีที่ผู้หญิงชราคนนึงไปจดทะเบียนรับบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ญาติมาเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมได้แอบใช้บัตรเอทีเอ็มของโจทก์มารดาบุญธรรม ลักเงินโอนจากบัญชีไปจดเหลือ 68 บาท และโจทก์มารดาบุญธรรมได้แจ้งความร้องทุกข์จนมีการดำเนินคดีศาลมีคำพิพากษาแล้ว อีกทั้ง ต่อมาโจทก์ได้ขอที่ดินคืนที่เคยยกให้แก่จำเลย ปรากฏว่า จำเลยด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำประมาณว่า “ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม”

กับการที่โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ก็เปรียบเสมือนเป็นมารดาของจำเลยคนหนึ่ง จำเลยย่อมต้องให้ความเคารพและยกย่องเชิดชูโจทก์ คำว่า “ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม” เป็นการกล่าวหาโจทก์ว่า ไม่รู้จักชอบชั่วดี ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ทำให้ถูกคนอื่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียง ส่วนคำว่า “หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม” แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีความละอายแก่ใจที่มาอาศัยอยู่กับจำเลยและครอบครัว อันเป็นถ้อยคำที่ไร้ความเคารพนับถือ เป็นการลบหลู่เหยียดหยาม อกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือว่าเป็นการประพฤติเนรคุณแล้ว โจทก์ย่อมฟ้องขอเพิกถอนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531(2)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม และต่อมาได้ย้ายไปอยู่กับจำเลยที่บ้านของนายสมบูรณ์และนางทองปักษ์ ซึ่งเป็นพ่อตาแม่ยายของจำเลย วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 โจทก์ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินมีทั้งที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2560 โจทก์จดทะบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 91569 39430 และ 24033 แก่จำเลยโดยเสน่หา โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อตาแม่ยายของจำเลยเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ย้ายกลับไปอยู่บ้านโจทก์ และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 โจทก์จดทะเบียนเลิกรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) ได้หรือไม่

...หลังจากโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแก่จำเลยโดยเสน่หาแล้ว จำเลยไม่เลี้ยงดูโจทก์เหมือนเช่นก่อน จำเลยให้โจทก์นอนและรับประทานอาหารใต้บันไดบ้านคนเดียว ขังโจทก์ไว้ในบ้านและไม่ให้ญาติมาเยี่ยมโจทก์ จำเลยหลอกยืมเงินแล้วไม่คืนให้และลักเอาเงินฝากในบัญชีธนาคารของโจทก์เหลือเงินในบัญชีเพียง 68.03 บาท โจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในข้อหาลักทรัพย์ โจทก์สิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อเดือนมกราคม 2563 โจทก์ทวงเงินและขอเงินจากจำเลยเป็นค่ารักษาพยาบาลกับค่าอาหารเพื่อไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล จำเลยด่าว่าโจทก์ ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม และไล่โจทก์ออกจากบ้าน.....

....ช่วงที่โจทก์พักอาศัยอยู่กับจำเลย ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาสุจริตที่รับเลี้ยงดูแลโจทก์ดังที่จำเลยนำสืบ แต่การกระทำของจำเลยแฝงไว้ด้วยเล่ห์เพทุบายในการหลอกล่อเอาทรัพย์สินของโจทก์ไปโดยทุจริต จนเงินฝากในบัญชีธนาคารของโจทก์เหลือเพียง 68.03 บาท และโจทก์ยกที่ดินทั้งสามแปลงพิพาทให้เป็นของจำเลยแล้วจนโจทก์แทบไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยด่าทอโจทก์ด้วยถ้อยคำตามที่โจทก์กล่าวอ้างจริง และไล่โจทก์ออกจากบ้าน เมื่อพิเคราะห์ถ้อยคำที่จำเลยด่าทอโจทก์ที่ว่า “ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม” กับการที่โจทก์จดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ก็เปรียบเสมือนเป็นมารดาของจำเลยคนหนึ่ง จำเลยย่อมต้องให้ความเคารพและยกย่องเชิดชูโจทก์ คำว่า “ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม”เป็นการกล่าวหาโจทก์ว่า ไม่รู้จักชอบชั่วดี ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ทำให้ถูกคนอื่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียง ส่วนคำว่า “หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม” แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีความละอายแก่ใจที่มาอาศัยอยู่กับจำเลยและครอบครัว อันเป็นถ้อยคำที่ไร้ความเคารพนับถือ เป็นการลบหลู่เหยียดหยาม อกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง จึงเป็นเหตุให้โจทก์เรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2)

เรื่องของฎีกานี้คือ โจทก์ซึ่งเป็นหญิงชรา จดทะเบียนรับจำเลยมาเป็นบุตรบุญธรรมแล้วจำเลยก็ได้กระทำการต่าง ๆ เช่น การนำบัตรเอทีเอ็มของโจทก์มาโอนเงินออกจนเกือบหมด การพูดจารุนแรงใส่โจทก์ อย่าง “ไม่มีศีลธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่รักลูก เงินแค่นี้ก็ทวง จะไปตายที่ไหนก็ไป หน้าด้านหน้ามึนอยู่ทำไม” ซึ่งศาลก็ได้ตีความทุก ๆ คำ และตีความว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ซึ่งเป็นมารดาบุญธรรม ถือเป็นการเนรคุณ

ฎีกานี้ เป็นตัวอย่างของการตีความคำว่าเนรคุณซึ่งความหมายกว้างมาก ๆ รวมการด่าทอบิดามารดา แอบขโมยเงินของบิดามารดาไปด้วย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในพฤติการณ์ที่บิดามารดาสามารถนำไปประกอบการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้

และเมื่อมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะของบุตรเปลี่ยนไปในทางที่เขารวยขึ้น ทางบิดามารดาสามารถขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเกี่ยวกับจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 ซึ่งบัญญํติว่า “เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้
ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะเหตุแต่เพียงอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ในขณะนั้น หากพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป และพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของผู้เรียกร้องอยู่ในสภาพที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ผู้เรียกร้องอาจร้องขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนั้นใหม่ได้”

หมายความว่า ถ้าศาลกำหนดตอนแรกว่าให้ ศาลสามารถเปลี่ยนแปลงเพิกถอน ลด เพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามวรรคหนึ่ง และถ้าศาลตัดสินว่าไม่ให้ในตอนแรกโดยให้เหตุผลว่าฝ่ายที่จะให้ฐานะไม่ดีพอ แล้วข้อเท็จจริงเปลี่ยนว่าดีขึ้น ก็สามารถขอให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ได้

โดยสิทธิได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ จะไม่สามารถสละ โอนได้ และไม่สามารถถูกบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/41

ดังนั้น ถ้าตัวบิดามารดา ได้เลี้ยงดูบุตรจนเติบโตเลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว แต่ตัวเองลำบากขึ้นเมื่อแก่ตัวลง กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุตรที่ต้องเลี้ยงดูบิดามารดาตอบแทน ถ้าเขาไม่ทำ พวกท่านไม่ควรลังเลที่จะรักษาสิทธิของท่าน เพราะท่านเคยดูแลเขาจนเขาดูแลตัวเองได้มาแล้ว


บทสรุป

การฟ้อง ค่าอุปการะบิดามารดา เป็นคดีครอบครัวในอำนาจ ศาลเยาวชนและครอบครัว และฟ้องได้เมื่อบุตร พ้นผู้เยาว์ โดยผู้ฟ้องต้องเป็น บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ของบุตร ศาลจะพิจารณาตามหลัก ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่เพียงพอ และชั่งน้ำหนักจาก ความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้–ฐานะของผู้รับ–พฤติการณ์แห่งกรณี จึงต้องเตรียม พยานหลักฐานฐานะการเงิน ของบุตรให้ได้มากที่สุด (รายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้) และหากข้อมูลอยู่กับอีกฝ่าย สามารถเริ่มจากหลักฐานเท่าที่หาได้เพื่อให้เกิดประเด็นเรื่อง ภาระการพิสูจน์ ในคดี เมื่อ รายได้หรือฐานะเปลี่ยน ยังขอศาล เพิ่ม/ลด/เพิกถอน จำนวนเงินได้ตามพฤติการณ์ และสิทธิ ค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ สละ โอน หรือถูกบังคับคดีไม่ได้ จึงควรใช้สิทธิให้ถูกขั้นตอนเพื่อคุ้มครองการดำรงชีพของบิดามารดาอย่างเหมาะสม.

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
sanook ข่าวสด มติชน spring
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “