ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-18

ภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับ (reverse burden of proof) มีในกฎหมายใดบ้าง

ประเทศไทยของเรานั้นมีระบบวิธีพิจารณาคดี 2 ระบบด้วยกัน ได้แก่ ระบบกล่าวหา และระบบไต่สวน ซึ่งการใช้จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคดี เช่น ระบบกล่าวหา มักใช้ในคดีทางแพ่งและอาญาทั่วไป ส่วนระบบไต่สวนจะใช้ในกรณีที่เป็นคดีทางปกครอง หรือคดีทางการเมือง อย่างการตัดสินการเลือกตั้งและคดีอาญาของนักการเมืองที่เราเคยเห็นตามสื่อในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นาน

หากพูดถึง “ภาระการพิสูจน์” มักต้องมีเสมอในทุกระบบวิธีพิจารณาคดี เพราะการจะดำเนินคดีกับใคร เราต้องมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นทำผิดกฎหมายจริง ไม่สามารถกล่าวหาคนอื่นอย่างลอย ๆ ได้ และคำดังกล่าวนี้ แฟนพันธุ์แท้กฎหมายต้องรู้จักอย่างแน่นอน จากประโยคที่ว่า “ใครกล่าวหา คนนั้นก็นำสืบ” นั่นแหละค่ะ นิยามของภาระการพิสูจน์แบบเข้าใจง่าย แล้ว “ภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับ (Reverse burden of proof)” คืออะไร ต่างจากภาระการพิสูจน์ในหลักทั่วไปอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบในบทความนี้ได้เลย!!

ขั้นที่ 1: ภาระการพิสูจน์คืออะไร??

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (2).png

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา 84/1 ได้กล่าวไว้ว่า “คู่ความฝ่ายใด กล่าวอ้างข้อเท็จจริง ฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น” เพราะจะได้เป็นการสนับสนุนคำคู่ความหรือคำกล่าวอ้างของตนเองนั่นแหละ ฉะนั้นภาระการพิสูจน์ คือการนำพยานหลักฐานมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองได้พูดไป เช่น นายดำอ้างว่า นายแดงขับรถชนตนขณะที่กำลังก้มตัวลอยกระทง จนตนตกน้ำ ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 เดือนเต็ม ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ นายดำต้องนำหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ใบรับรองแพทย์ คนที่เห็นเหตุการณ์ หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่จะทำให้ศาลรู้ว่าตนเองพูดจริงนะ นายแดงทำผิดจริง เป็นต้น

แต่มาตรานี้ก็บอกไว้ตอนวรรคท้ายว่า “กรณีที่บทบัญญัติในกฎหมายมีข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผลคือภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนั้น” โดยข้อสันนิษฐาน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย และข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นที่ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดา

ยกตัวอย่างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายแบบที่เห็นภาพ เช่น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิโดยชอบ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ใช่ผู้มีชื่อในทะเบียน แต่กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ ใช้เฉพาะกรณีพิพาทกันเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดหรือสิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส.3 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคท้าย กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ทั้งนี้เป็นเพียงการโต้แย้งระหว่างสามีและภรรยา ไม่สามารถบังคับใช้กับบุคคลภายนอกได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 กรณีการทำละเมิดเกิดขึ้นโดยยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล โจทก์ผู้ถูกละเมิดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า จำเลยผู้ครอบครองหรือควบคุมยานพาหนะอันเดินด้วยเครื่องจักรกลนั้นเป็นผู้ทำละเมิด ต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหาย

ดังที่ยกตัวอย่างไป หากโต้แย้งสิทธิกันเรื่องเจ้าของที่ดิน หากอีกฝ่ายบอกเป็นเจ้าของ แต่ไม่มีชื่อในทะเบียน ก็ต้องพิสูจน์ว่าทำไมเป็นเจ้าของ มีหลักฐานอะไรมานำสืบ หรือกรณีโต้แย้งกันระหว่างสามีกับภรรยาว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายก็จะตั้งข้อสันนิษฐานไปก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายใดบอกไม่ใช่ ก็ต้องพิสูจน์ให้กระจ่าง

ส่วนข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นที่ปรากฏจากสภาพปกติธรรมดา จะเป็นเรื่องที่มองด้วยตาก็รู้หรือพอเดาได้ว่าเป็นเช่นนั้น เช่น ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านของจำเลยแล้วไฟลุกลามไปที่บ้านของโจทก์จนได้รับความเสียหาย ศาลเลยมองว่า การที่ต้นเพลิงมาจากบ้านของจำเลยแล้วไฟไหม้ลุกลามไปยังบ้านของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบ เพราะถือว่าเป็นข้อสันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์ที่เป็นคุณแก่โจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ (คำพิพากษาศาลฎีกา 1320/2559)


ขั้นที่ 2: ภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับคืออะไร ต่างจากหลักทั่วไปอย่างไร

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (3).png

ภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับ คือ การย้อนกลับของหลักการทั่วไปที่ว่าใครกล่าวหา คนนั้นก็นำสืบ หรือภาระการพิสูจน์ตกกับโจทก์ที่เป็นผู้กล่าวหาจำเลยนั่นเอง ก็เป็นตามวรรคท้ายของมาตรา 84/1 ที่เราได้อธิบายไว้ข้างต้นเลย กฎหมายเขาเปิดช่องเอาไว้ประมาณว่า “ก็ใช่ว่าโจทก์กล่าวหาต้องนำสืบเสียทีเดียว ถ้าเข้าข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณ ภาระการพิสูจนจะย้อนกลับไปหาจำเลยทันที” ซึ่งนอกจากตามมาตราดังกล่าวแล้ว การที่ภาระการพิสูจน์จะตกแก่คู่ความอีกฝ่ายก็สามารถมาจากประเด็นข้อพิพาทที่จะสู้ได้เช่นกัน เช่น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญาเงินกู้ แล้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญา แต่จำเลยอ้างว่า ชำระหนี้ไปหมดแล้ว ดังกรณีนี้ภาระการพิสูจนก็จะตกแก่จำเลย เพราะจำเลยให้การปฏิเสธโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่ จำเลยจึงต้องพิสูจน์ต่อศาลว่าชำระหนี้ไปหมดแล้วจริงดังที่กล่าวมา

บทความที่คุณอาจสนใจ


ขั้นสุดท้าย: ภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับมีในกฎหมายใดบ้าง

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (4).png

นอกจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แล้ว ยังมีกฎหมายฉบับอื่นที่บัญญัติไว้ชัดเจนในการใช้หลักภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับ ได้แก่…

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50 กำหนดไว้ว่า หากอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่อัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต้องยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งและแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริงและทรัพย์นั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หรือได้รับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน หรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือกุศลสาธารณะ (เช่น ได้รับมาจากกิจกรรมสงเคราะห์คนยากไร้ เป็นต้น)

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 117 กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งข้อหาร่ำรวยผิดปกติก็มีหน้าที่พิสูจน์หรือแสดงที่มาของรายได้หรือทรัพย์สินของตนเอง รวมถึงมาตรา 119 วรรคสอง เมื่ออัยการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ถูกกล่าวหาก็มีหน้าที่พิสูจนว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29 กำหนดไว้ว่า กรณีประเด็นที่ต้องโต้แย้งกันเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ การผลิต การประกอบ การออกแบบ หรือส่วนผสมสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการใดที่ศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายซึ่งเป็นผู้ประกอบการต้องรู้เห็นในส่วนดังกล่าว ภาระการพิสูจน์จะตกแก่คู่ความฝ่ายนั้น


ตัวอย่างคำพิพากษา

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (5).png

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2567: มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์นำสืบว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งโจทก์มีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้การกู้ยืมและยังเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินเช่นกัน แม้การกู้ยืมเงินนี้จะเข้าลักษณะเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองที่ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง จึงไม่เป็นการตัดสิทธิคู่ความที่จะนำพยานบุคคลมาสืบว่าพยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย แต่ด้วยความที่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยที่กล่าวอ้างถึงความไม่บริบูรณ์ของการกู้ยืมเงิน จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง

สรุปแบบสั้นกระชับคือ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นตัวอย่างของภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 84/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อาศัยบทสันนิษฐานของกฎหมายในการผลักภาระการพิสูจน์ให้อีกฝ่าย 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 129/2566: โจทก์ฟ้องว่าหลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์นำรถยนต์พิพาทออกใช้งาน แต่รถดังกล่าวเกิดความชำรุดบกพร่องโดยสาเหตุเกิดจากกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกให้การต่อสู้ว่ารถยนต์คันนั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและมีความชำรุดดังที่โจทก์กล่าวอ้าง คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 กับพวก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ดังนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีภาระการพิสูจน์

จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้ เป็นภาระการพิสูจน์แบบย้อนกลับในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ผู้เสียหายหรือผู้บริโภคเป็นผู้กล่าวหาผู้ประกอบการ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงกระบวนการผลิตหรือส่วนผสมของสินค้า หรืออื่นใดที่รู้เฉพาะผู้ประกอบการ เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ต้องนำสืบในประเด็นนี้

 

บทส่งท้าย…

“ใครกล่าวหา คนนั้นนำสืบ” เป็นหลักการทั่วไปของกฎหมายที่ใช้ได้ทั้งคดีแพ่งและอาญา แต่ในบางคดีนั้นอย่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีบทสันนิษฐานของกฎหมายไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 วรรคท้ายได้วางหลักไว้ว่าให้เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ในการสันนิษฐานนั้นที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรเยอะ จำเลยต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ อีกทั้งยังมีบทกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าประเด็นข้อพิพาทที่เป็นความรู้เฉพาะในผู้ประกอบการซึ่งเป็นคู่ความอีกฝ่าย ผู้ประกอบการนั้นก็ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง หรือแม้กระทั่งการที่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ก็เกิดการผลักภาระการพิสูจน์แล้ว เช่น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ แล้วไม่ชำระหนี้ แต่จำเลยกล่าวว่าชำระหนี้หมดแล้ว ดังนั้นจำเลยต้องพิสูจน์ว่าชำระหนี้หมดแล้วจริงหรือไม่ 

ดังนั้น กฎหมายก็ใช่ว่าใครกล่าวหาจะต้องมีภาระที่ต้องนำสืบเสมอไปนะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นอย่างเดียวความยุติธรรมก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยในสังคมเรา…

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน


แหล่งอ้างอิง

ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา. “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2559, 129/2566, และ 2451/2567”. สืบค้นเมื่อ 16/11/2568

สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม. “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับอัพเดทล่าสุด) มาตรา 84/1”. สืบค้นเมื่อ 16/11/2568

สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม. “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับอัพเดทล่าสุด) มาตรา 437, 1373 และ 1474 วรรคท้าย”. สืบค้นเมื่อ 18/11/2568

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 50”. สืบค้นเมื่อ 19/11/2568

ราชกิจจานุเบกษา. “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 117 และมาตรา 119 วรรคสอง”. สืบค้นเมื่อ 19/11/2568

ราชกิจจานุเบกษา. “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29”. สืบค้นเมื่อ 19/11/2568

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />