
ขอคุ้มครองชั่วคราว ใช้ในกรณีใดได้บ้าง

ในการฟ้องคดีแพ่งนั้น ผู้ฟ้องคดีหรือโจทก์ต้องการให้ได้รับการชำระหนี้ หรือให้จำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการหรืองดกระทำการ หรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ ซึ่งบางครั้งการดำเนินคดีต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะจบคดีและอาจเกิดความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด เราจึงต้องมีการขอคุ้มครองชั่วคราว
แล้วอย่างนี้จะขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีใดได้บ้าง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาจนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดได้บ้าง ในบทความนี้มีคำตอบค่ะ
กรณีไหนบ้างที่สามารถขอคุ้มครองชั่วคราวได้?
1. กรณีจำเลยขอคุ้มครองชั่วคราว
เป็นกรณีที่มีเหตุ ได้แก่ เหตุตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 253
จำเลยสามารถทำเป็นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่ง ให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
โดยอาศัยเหตุดังต่อไปนี้
- เหตุที่ 1 โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรไทยและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในไทย หรือ
- เหตุที่ 2 เป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
กล่าวคือ เหตุที่ 1 เป็นกรณีหากโจทก์ผู้ฟ้องคดีไม่มีที่อยู่หรือที่ทำงาน และไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย และเหตุที่ 2 เป็นกรณีที่แม้โจทก์จะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยแต่เป็นเชื่อได้ว่าโจทก์จะไม่ชำระค่าธรรมเนียมเมื่อแพ้คดี โดยแม้มีเหตุเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวนั้น จำเลยก็มีสิทธิร้องขอได้ (ฎีกาที่ 3155/2526)
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A ของ Legardy โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
2. กรณีโจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว
เป็นกรณีที่มีวัตถุประสงค์ในการขอ คือ ให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
โดยมีเหตุตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 255 และมีคำขอตามมาตรา 254 ซึ่งเรื่องที่โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวนั้นต้องเป็นการกระทำตามคำฟ้องที่เกี่ยวกับเนื้อหาและคำขอท้ายฟ้องด้วย ได้แก่
2.1 กรณีจำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สิน
มาตรา 254 (1) กรณีจำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ มีเหตุจำเป็นอย่างอื่น
เช่น หากจำเลยโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นระหว่างพิจารณาย่อมทำให้โจทก์เสียหายแม้ชนะคดีก็ไม่อาจโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา
2.2 กรณีตามมาตรา 254 (2) แบ่งออกเป็น 4 กรณี
- กรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง
- กรณีโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไป เนื่องจากการกระทำของจำเลย กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย เช่น การขอให้ห้ามจำเลยกรีดยางพาราในที่พิพาทก่อนศาลมีคำพิพากษา
- กรณีทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น เช่น จำเลยจะโอนที่ดินพิพาททั้งหมดไปให้แก่บุคคลอื่น กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย
- กรณีจำเลยทำให้ทรัพย์สินที่พิพาทบุบสลาย เช่น โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินที่จำเลยทำสัญญาซื้อขายให้โจทก์ ระหว่างพิจารณาปรากฏว่าจำเลยขุดหน้าดินไปขายทำให้สภาพพื้นดินได้รับความเสียหาย กรณีนี้โจทก์ต้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
2.3 กรณีเป็นที่เกรงว่า จำเลยจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย
มาตรา 254 (3) กรณีเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์
กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
กล่าวคือ จะใช้ในกรณีที่เป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีหลักฐานทางทะเบียน
เช่น ที่ดิน รถยนต์ อาวุธปืน หรือกรณีเป็นการขอห้ามชั่วคราวมิให้โอนขายหรือจำหน่ายตามมาตรา 254 (2) โจทก์ก็มีสิทธิที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 (3) นี้ไปด้วยได้
2.4 กรณีจำเลยกระทำการ เพื่อที่จะประวิง ขัดขวาง หรือทำให้โจทก์เสียเปรียบ
มาตรา 254 (4) กรณีจำเลยกระทำการ เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ มี 2 ประการ
- ซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล
- ยักย้ายหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานไปให้พ้นอำนาจศาล หรือจำเลยอาจจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สิน
กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
เป็นเรื่องขอให้คุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว เพื่อให้สิทธิแก่โจทก์เพื่อป้องกันมิให้จำเลยประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดี เช่น จำเลยซ่อนเอกสารที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลย หรือมีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าจำเลยจะหลีกหนีให้พ้นอำนาจศาล
📢 หากคุณกำลังเผชิญปัญหาด้านกฎหมาย หาทนายมืออาชีพ กว่า 700 คนผ่านเว็บไซต์ได้เลย
การขอคุ้มครองชั่วคราว ขอได้ในคดีแบบใดบ้าง?

คดีที่สามารถขอคุ้มครองชั่วคราวได้ คือ คดีแพ่งสามัญทุกประเภท ยกเว้นคดีมโนสาเร่
กล่าวคือ ในคดีแพ่งเราสามารถใช้สิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวได้ทุกคดีหากมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด แต่กรณีที่โจทก์หรือผู้ฟ้องคดีจะขอคุ้มครองนั้น มีคดีที่เป็นข้อยกเว้นอยู่ คือ เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน 300,000 บาท (คดีมโนสาเร่)
เช่น คดีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมไม่เกิน 300,000 บาท หรือ เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่ เกินเดือนละ 30,000 บาท
แต่อย่างไรก็ตาม ในคดีมโนสาเร่ที่เป็นข้อยกเว้น โจทก์ยังสามารถใช้สิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวได้ คือ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน
ข้อยกเว้น การขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีมโนสาเร่: กรณีเป็นการเร่งด่วน มีเหตุฉุกเฉิน ตามมาตรา 266
ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน คือ หากให้รอให้มีการไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อมีคำสั่ง จะไม่ทันที่จะคุ้มครองชั่วคราวแก่โจทก์ อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับผลตามคำพิพากษาเมื่อโจทก์ชนะคดีต่อไป
โจทก์สามารถยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วนได้
โดยยื่นคำขอกรณีฉุกเฉินไปพร้อมกับคำขอคุ้มครองชั่วคราว และในคำร้องขอนั้นต้องบรรยายถึงเหตุฉุกเฉินที่มาขอคุ้มครองชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินด้วย ตามมาตรา 266 เช่น จำเลยกำลังจะขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่น
📖 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- คดีแพ่งร้ายแรงไหม? ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร? หาคำตอบที่นี่
- คดีแพ่งนี้ ยื่นที่ศาลไหน ? (เขตอำนาจศาลในคดีแพ่ง)
- ยื่นฟ้องออนไลน์ คดีแพ่ง คู่มือฉบับสมบูรณ์
ข้อควรรู้ในการขอคุ้มครองชั่วคราว

ในบางกรณีแม้คำขอจะถูกต้องด้วยหลักเกณฑ์ แต่ศาลก็ยังคงมีดุลพินิจที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้
เพราะการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ แล้วกรณีไหนบ้างที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตตามคำขอคุ้มครองชั่วคราว เช่น
- กรณีข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย
ฎีกาที่ 2149/2516 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าเป็นที่ของจำเลย ขอให้ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองที่พิพาทคู่ความยังโต้แย้งฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับมิให้อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างสืบพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้อยู่ จึงยังไม่มีเหตุสมควร และไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยและบริวารขัดขวางการครอบครองของโจทก์อ้างว่าเป็นการกระทำซ้ำในเรื่องที่ถูกฟ้องไว้ก่อนมีคำพิพากษาตามป.วิ.พ. มาตรา 254 มาใช้ ศาลชอบที่จะสั่งยกคำร้องของโจทก์เสียได้โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานของโจทก์ก่อน
- กรณีข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว
ฎีกาที่ 2926/2559 กรณีไม่อาจรับฟังเป็นยุติว่าลูกหนี้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 (เดิม) ที่ผู้คํ้าประกันจะต้องชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคําร้องยังไม่อาจนํา ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) มาใช้กับกรณีตามคําร้องของผู้ร้องได้เพราะไม่ใช่การกระทําซํ้าหรือกระทําต่อไปซึ่งการละเมิด หรือผิดสัญญา หรือการกระทําที่ผู้ร้อง หรือการกระทําอื่นใดที่อาจทําให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายที่ต้องบรรเทาด้วยอาศัยอํานาจศาล
- โจทก์ยื่นคำขอล่าช้าเกินสมควร
ฎีกาที่ 24/2540 โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้ห้ามจำเลยทั้งสามมิให้กระทำการใด ๆในที่ดินพิพาทได้ ตามป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) แต่ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อศาล หลังจากที่จำเลยทั้งสามได้เข้าดำเนินการก่อสร้างในที่ดินพิพาทแล้วเป็นเวลานานถึง 5 เดือนเศษ การยื่นคำขอของโจทก์ จึงล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากจะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ก็ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ จำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน ตามพฤติการณ์เช่นนี้จึงยังไม่สมควรที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) มาใช้แก่จำเลยทั้งสาม
🔎หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของเรา
สรุป
การขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยสามารถใช้สิทธิได้ เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด โดยการทำเป็นคำขอยื่นต่อศาล
หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่าน หากยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมหรือต้องการ ปรึกษาทนายเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีแพ่ง สามารถ ติดต่อทนายผู้เชี่ยวชาญ จากทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


