ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-11

คู่ชีวิตไม่ได้จดทะเบียนอยากทำ “ข้อตกลงทรัพย์สิน” ทำได้แค่ไหน

สำหรับในวัฒนธรรมในสังคมไทย คู่รักที่เป็นคู่ชีวิตกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องแต่งงาน หรือแต่งงานตามประเพณี ซึ่งไม่ใช่การจดทะเบียนสมรส รูปแบบของทรัพย์สินที่ทั้งคู่ได้มา จึงไม่ได้แบ่งเป็นสินส่วนตัวสินสมรสตามแบบของคู่สมรสที่ได้จดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่จะเป็นรูปแบบต่างหากอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถตกลงกันเองได้ว่าจะให้เป็นแบบไหนแต่ก็จะไม่สามารถเป็นแบบคู่สมรสได้เลยทีเดียว

ถ้าจดทะเบียนสมรส สิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรสเป็นอย่างไร ?

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (2).png

สำหรับคู่สมรส เมื่อจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็จะเกิดสิทธิหน้าที่ผูกพันกัน และเรื่องทางทรัพย์สินก็ผูกพันกันหลายข้อ ดังนี้

1.เกิดสินส่วนตัวและสินสมรสขึ้น โดยสินส่วนตัวคือ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่แล้วก่อนจะสมรส เครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา ของหมั้น และทรัพย์สินที่ได้มาทดแทนสินส่วนตัวต่าง ๆ ที่กล่าวมา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471

ส่วนสินสมรสคือทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส ดอกผลของสินส่วนตัว และเมื่อมีการถกเถียงกันว่าสิ่งใดเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวก่อน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ทรัพย์สินเกือบทุกอย่างที่คู่สมรสได้รับมาจะถือว่าเป็นสินสมรสหมดเลย ซึ่งผลของความเป็นสินสมรสคือ คู่สมรสสามารถจัดการและใช้งานสินสมรสร่วมกันได้ แม้อาจจะไม่ใช่ส่วนที่ตนเป็นคนหามา

2.สามารถเป็นทายาทรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 

3.มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังจากทำการหย่าได้ หากการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1523 และมาตรา 1524 และสามารถเรียกค่าทดแทนหากจนลงเพราะการหย่าที่ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1526


ถ้าหากไม่จดทะเบียนสมรส สิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่ชีวิตเป็นอย่างไร ?

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (3).png

สำหรับคู่ชีวิต ซึ่งหมายถึงผู้ที่อยู่กันด้วยกันฉันท์คู่สมรส แต่แค่ไม่ได้ไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหลักแล้วทรัพย์สินที่มีหลังจากอยู่ด้วยกันก็จะเป็นของใครของมัน ไม่ได้รวมกันเป็นทรัพย์สินกองเดียวหลังสมรสแบบสินสมรส หรือก็คือจะมีแต่สินส่วนตัว แต่ก็จะมีทรัพย์สินบางส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ ตามหลักเกณฑ์ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต ซึ่งบทความนี้จะยกตัวอย่างมา คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2512 

การที่ชายหญิงแต่งงานกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส แม้ทางกฎหมายจะไม่ถือว่าเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็หากระทบกระเทือนถึงสิทธิในทรัพย์สินที่ชายหญิงจะพึงมีตามกฎหมายทั่วไปไม่

ในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้ร้องกับจำเลยปฏิบัติต่อกัน เช่น ผู้ร้องไปทำมาค้าขายโดยตนเอง ส่วนจำเลยเลี้ยงบุตรเป็นแม่บ้าน และผู้ร้องออกเงินซื้อที่ดินปลูกตึกและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดิน แล้วผู้ร้อง จำเลยกับบุตรก็เข้าอยู่ด้วยกันตลอดมา ก็เป็นการแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันทำมาหากินแสวงหาทรัพย์สินมาเป็นสมบัติของผู้ร้องและจำเลยร่วมกัน ทั้งมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของในทรัพย์พิพาทโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าบรรดาทรัพย์ที่ผู้ร้องหรือจำเลยหามาได้ระหว่างนั้น แม้จะเป็นด้วยแรงหรือเงินของฝ่ายใดก็ไม่สำคัญ ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทั้งสองฝ่ายมีเจตนาที่จะเป็นเจ้าของร่วมกัน และเมื่อผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกัน ทรัพย์ทั้งหมดโดยเฉพาะทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ประเภทสินเดิมของผู้ร้องและจำเลยเท่า ๆ กัน

เรื่องของฎีกานี้คือ มีเรื่องที่คู่สมรสคู่หนึ่งได้ทำการสมรสกันภายหลังได้อยู่ร่วมกันอย่างสามีภริยา จะต้องทำการแบ่งทรัพย์สินกัน ซึ่งทรัพย์สินที่มีเรื่องพิพาทกันคือบ้านและที่ดิน ที่จำเลยหรือฝ่ายชายได้ซื้อมาก่อนที่จะสมรส โดยในกรณีนี้ ศาลฎีกาได้พิจารณาว่า ฝ่ายชายเป็นผู้ทำมาค้าขายและหาเงิน ส่วนฝ่ายหญิงทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตรอยู่บ้าน เมื่อฝ่ายชายได้ซื้อบ้านและที่ดินพิพาท ก็ได้ให้ฝ่ายหญิงมาอยู่ด้วย ศาลได้ตัดสินว่า การที่ทำแบบนั้น ศาลตีความว่าทรัพย์สินที่หามาได้ในระหว่างนั้น เมื่อฝ่ายชายให้ฝ่ายหญิงไปอยู่ด้วย ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาร่วมกัน เป็นกรรมสิทธิรวม แม้ว่าจะหามาจากเงินที่ฝ่ายชายหามาฝ่ายเดียว เพราะศาลถือว่าการที่ฝ่ายหญิงเป็นแม่บ้าน เลี้ยงดูบุตรและดูแลบ้าน ก็ถือเป็นการสนับสนุนฝ่ายชาย และเป็นการช่วยกันทำมาหาเลี้ยงแล้ว 

ดังนั้น ทรัพย์สินของที่คู่ชีวิต ที่ได้มาหลังจากได้อยู่ร่วมกันอย่างคู่สมรสแล้ว ทรัพย์สินที่มาจากการทำมาหาได้ จะถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งถือเป็นกรรมสิทธิของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน คนละครึ่ง มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวม และอื่น ๆ อีก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ส่วนในเรื่องการหย่า ซึ่งก็คือการจบการสมรสทางหนึ่ง ย่อมไม่อาจมีได้ เพราะไม่มีการสมรส

และในเรื่องมรดก เมื่อไม่มีการสมรส ตัวคู่ชีวิตซึ่งไม่ใช่ญาติใกล้ชิด ย่อมไม่ใช่ทายาทโดยธรรมที่จะรับมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 ตัวคู่ชีวิตจึงไม่อาจรับมรดกของคู่ชีวิตได้เลยแบบอัตโนมัติเหมือนการเป็นคู่สมรส

บทความที่คุณอาจสนใจ

ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินด้วยกันโดย “ไม่ได้จดทะเบียนสมรส” เมื่อจำเป็นต้องแยกทาง จะแบ่งทรัพย์สินนั้นอย่างไร?

มรดกสมรสเท่าเทียม พินัยกรรม และทายาทโดยธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน (อัพเดท 2568)


ข้อตกลงทรัพย์สิน ทำได้แค่ไหน สำหรับคู่ชีวิตที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (4).png

สำหรับข้อตกลงเรื่องทรัพย์สิน ระหว่างคู่ชีวิต นอกจากเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะของคู่สมรสอย่างการหย่า หรือการเป็นทายาทโดยธรรมโดยตรงแล้ว สามารถทำได้หลายเรื่องเลยครับ ซึ่งทำขึ้นเพื่อให้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมีแบบแผนและชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะตั้งแต่คบกันแต่ยังไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน หรือหลังมาอยู่ด้วยกันแล้ว

1.ข้อตกลงในการแบ่งทรัพย์สิน ว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่ด้วยกัน จะให้เป็นของใครแบบใด เช่นใครหามาได้เป็นของคนนั้นไปเลย หรือให้เป็นกรรมสิทธิ์รวมหมดเลย หรือส่วนไหนเป็นกรรมสิทธิ์รวมก็ได้ อย่างเงินเดือนเป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่พวกมรดกเป็นของกรรมสิทธิ์ของใครของมัน

2.ข้อตกลงว่าทรัพย์สินที่ได้มาตอนคบกัน แต่ยังไม่อยู่ร่วมกัน ว่าจะให้รวมกันมั้ย หรือให้แยกว่าใครหาได้ให้เป็นของคนนั้นไป 

3.ข้อตกลงว่าจะทำบัญชีเงินฝากร่วมกัน ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายช่วยกันเก็บเงินเข้าบัญชี แล้วก็ตกลงกันได้ว่ามีกรณีแบบไหนบ้างที่จะเบิกเงินออกมาใช้ หรือกรณีไหนจะให้เลิกการเก็บเงิน กรณีไหนจะเลิกบัญชี แล้วจะแบ่งเงินยังไง เช่น เมื่อแยกทางกันให้เลิกบัญชี แล้วแบ่งเงินกันโดยพิจารณาว่าเลิกกันเพราะมีใครผิดหรือไม่ ถ้ามีคนนอกใจ อีกฝ่ายก็รับเงินไปทั้งหมด

4. ข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านเมื่ออยู่ร่วมกัน ก็สามารถทำได้ โดยกำหนดได้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนให้ใครจ่าย เช่นค่าไฟใครจ่าย ค่าน้ำใครจ่าย 

5.ข้อตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายของบุตรหากมี ก็สามารถทำได้ ว่าจะให้ใครจ่ายค่าอะไร เท่าไร เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว แค่กำหนดให้ชัดเจน เช่น ค่าเทอม ใครจะเป็นคนจ่าย ค่าเครื่องแต่งกาย ใครจะเป็นคนจ่าย ใครเรียนพิเศษต่าง ๆ ใครจะเป็นคนจ่าย 

6.ข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้สินทั้งก่อนมาอยู่ร่วมกัน และหลังมาอยู่ร่วมกัน ว่าหนี้แบบไหนบ้าง ที่จะช่วยกันจ่าย หนี้แบบไหนที่ใครก่อหนี้คนนั้นเป็นคนจ่าย เช่น หนี้เกี่ยวกับบ้าน หนี้ค่าเทอมบุตร ก็สามารถตกลงไว้ก่อนว่าจะเป็นหนี้ร่วมกันก็ได้ แม้ว่าคนลงชื่อตอนก่อหนี้เป็นชื่อคน ๆ เดียวก็ตาม

7.ข้อตกลงหากมีการแยกทางกัน ซึ่งไม่ใช่การหย่าเพราะมีได้แค่สำหรับคู่สมรส ก็สามารถมีได้ ว่าหากแยกทางแล้วจะแบ่งทรัพย์สินกันยังไง มีการคืนเงินระหว่างกันยังไง จัดการหนี้ร่วมกันหลังแยกทางกันยังไง จะมีโทษสำหรับการแยกทางที่เกิดจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ แบบที่คล้ายกับการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 เช่นมีการนอกใจกัน

8.มีการทำพินัยกรรมให้กัน เพื่อให้รับมรดกของกันและกันได้แบบคู่สมรส สามารถทำได้ครับ แต่มีข้อควรระวัง ไม่ควรทำเป็นข้อตกลงถึงขั้นเป็นหลักฐานมีเป็นหนังสือ ว่าจะมีให้มีการทำพินัยกรรมให้กันและกัน เพราะพินัยกรรมอาจเป็นโมฆะได้หากมีการพิจารณาจากศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1706 ซึ่งห้ามการตั้งผู้รับพินัยกรรมไว้โดยมีเงื่อนไขว่า ให้ผู้รับพินัยกรรมจะให้ผู้พินัยกรรมมอบทรัพย์สินของเขาเองโดยพินัยกรรมให้แก่ผู้ทำพินัยกรรม

การจะทำพินัยกรรมให้กัน อย่างมากควรจะแค่คุยกันว่าจะทำให้กัน อย่าให้ถึงขั้นมีในข้อตกลง เพราะอาจทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ 

9.ข้อตกลงว่าจะทำสัญญากำหนดผู้รับประโยชน์ต่าง ๆ ให้กันและกัน ก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น ทำประกันชีวิตโดยกำหนดอีกฝ่ายให้เป็นผู้รับประโยชน์  หากตัวเองตาย หรือจะกำหนดให้บุตรก็ได้ แล้วแต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างเพราะการตกลงกันเรื่องทรัพย์สิน เป็นเรื่องอิสระทางแพ่ง กฎหมายให้อิสระเราในการตกลงกันว่าจะตกลงกันยังไงก็ได้ ด้วยความที่คู่ชีวิตไม่ได้มีพันธะผูกมัดแบบคู่สมรส ขอแค่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมายใด ๆ ซึ่งข้อตกลงนั้นจะเป็นโมฆะ ก็สามารถตกลงกันได้หมด 

ในท้ายนี้ การตกลงกันระหว่างผู้ที่จะอยู่ด้วยกัน เป็นสิ่งควรทำขึ้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่กันได้อย่างสบายใจและชัดเจน เมื่อเกิดปัญหาในเรื่องที่ตกลงจะได้ทางออกที่ชัดเจน ซึ่งก็ลดความบาดหมางได้ เพราะการตกลงกันไว้ก่อน ลดการทะเลาะกันได้ โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดความบาดหมางได้ง่าย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสมควรทำครับ

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

Q : ฟ้องแบ่งทรัพย์สิน สามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส

Q : สามีภรรยาไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีสิทธิ์ในมรดกหรือไม่

Q : ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฟ้องชู้ได้ไหม

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />