
ให้เพราะรัก หรือให้เพราะโดนหลอก? วิเคราะห์เส้นแบ่งความยินยอมกับเจตนาทุจริตในทางกฎหมาย
ย้อนกลับไปในสมัยที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟนหรือการโอนจ่ายที่ไร้ขอบเขต ยุคนั้นเรามักไม่เคยได้ยินเรื่องราวของการหลอกลวงเอาทรัพย์เหมือนในสมัยปัจจุบันใช่ไหมคะ คิดว่าทุกคนคงคุ้นแค่การกระทำความผิดที่ไม่ซับซ้อนและตรงไปตรงมา หรืออย่างมากที่สุดคือการแชร์ลูกโซ่ หลอกให้ลงทุน หรือการหลอกขายของปลอม เป็นต้น แต่ตัดภาพกลับมาในปี 2025 เป็นปีแห่งเทคโนโลยีกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งก็ก้าวหน้าไปพร้อมกับวิธีการที่ใช้หลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นในบทความนี้ จะมาแชร์ทริคแยกความแตกต่างระหว่างยินยอมที่จะให้ เพราะรักเขา กับให้ไป เพราะโดนหลอก พร้อมแนบประเด็นกฎหมายที่เราเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแน่นอน
อย่างไรจึงจะเรียกว่า “ให้เพราะรัก ยินยอมที่จะให้”

คำว่า ให้เพราะรักหรือยินยอมที่จะให้ เป็นความหมายเดียวกันกับ “การให้โดยเสน่หา” ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 521 อย่างชัดเจน โดยเป็นสัญญาระหว่าง ผู้ให้ ที่โอนทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นสร้อย แหวน เงิน ทอง บ้าน รถ หรือสิ่งอื่นใด ให้โดยเสน่หาแก่ ผู้รับ และเขานั้นยอมรับในสิ่งที่ผู้ให้มอบมา ซึ่งการให้โดยเสน่หา ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักวิชาการ ได้ให้แนวคิดในหลักการ 4 หลักด้วยกัน
หลักการการให้โดยเสน่หา
1. หลักอิสระทางแพ่งและเสรีภาพในการทำสัญญา
ซึ่งเป็นหลักการที่ให้อำนาจแก่บุคคลในการตัดสินใจเกี่ยวกับขอบเขตทางกฎหมายด้วยตนเองทั้งในเรื่องส่วนตัวและทรัพย์สิน สามารถจัดการทรัพย์สินได้ตามความต้องการของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลใด
2. หลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดว่าการจัดการทรัพย์สินจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมที่ประชาชนถือปฏิบัติ
3. หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา
ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดว่าคู่สัญญาที่เข้าทำสัญญาด้วยความสมัครใจจะต้องปฏิบัติตามสัญญานั้นอย่างเคร่งครัด และ
4. หลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
ซึ่งเป็นหลักการที่ให้อำนาจแก่บุคคลที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง การใช้สอย และการจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่บุคคลอื่น
ที่กล่าวมาใน 4 หลักการนี้ สรุปความได้ว่า การให้นั้นเป็นเรื่องของอิสระและความสมัครใจ โดยต้องไม่เกิดจากการแทรกแซงของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากการให้นั้น ผู้ให้ไม่สามารถจัดการทรัพย์สินได้ตามที่ต้องการหรือไม่มีความสมัครใจที่จะให้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 521 นั้น เพราะการให้ต้องมาจากความยินยอม ความอยากให้จากใจจริงของผู้ให้และผู้รับต้องยินยอมที่จะรับ ไม่ใช่ถูกบังคับขืนใจให้รับทรัพย์สินนั้น
องค์ประกอบของการให้ตามมาตรา 521 นั้น ไม่ได้มีการยินยอมให้และยินยอมรับเพียงเท่านั้น มันต้องเป็นไปตามมาตรา 523 ด้วย เพราะความสมบูรณ์ของการให้ คือการที่ผู้ให้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้รับ หากไม่มีการส่งมอบ มีแค่เจตนาจะให้ การให้นั้นก็ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมายอีกด้วย แล้วยังมีในกรณีหากเป็นที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องทำตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เช่น การทำหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ในการส่งมอบที่ดินนั้น ถ้าทำสัญญากันเอง สัญญานั้นก็ไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน แม้จะมีการส่งมอบแล้วก็ตาม
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ให้ต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ด้วย และต้องมีความสามารถในการใช้สิทธิตามกฎหมาย กล่าวคือ ผู้ให้ต้องไม่ใช่ผู้เยาว์ ผู้ไร้ความสามารถ และคนเสมือนไร้ความสามารถนั่นเอง เพราะมันจะมีกรณีที่คนเหล่านี้ไม่มีความสามารถที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายได้ เช่น เด็กอายุ 10 ปี มอบสร้อยเพชร มูลค่า 10 ล้านบาทที่ท่านย่ามอบให้แก่ตน ให้กับเพื่อนข้างบ้าน แบบนี้แม้จะมีเจตนาตรงกันที่จะให้และรับ ก็ไม่มีผลทางกฎหมายนะ เพราะการที่ผู้เยาว์หรือเด็กจะทำนิติกรรมใด ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อน ยังไม่มีความสามารถที่จะตัดสินใจได้เอง
แล้วการหลอกให้โอนเงินเพราะเสน่หานี่มันเป็นอย่างไร?

ปัจจุบันนี้การหลอกเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้ลงทุนหุ้น ที่เป็นข่าวดังอย่าง Forex-3D หรือการหลอกว่าเป็นคนในครอบครัวโดนจับตัวไปเรียกค่าไถ่ หรือแก๊งค์คอลเซนเตอร์ที่หลอกให้โหลดแอพหรือแอดไลน์เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตัวปลอม และการหลอกที่ฮิตที่สุดในช่วงนี้เลยคือ การหลอกให้รัก นั่นเอง
ถ้าเราดูข่าวจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เป็นประเด็นทางกฎหมายเลยว่า การให้นั้นเป็นการให้โดยเสน่หากับการฉ้อโกง หลอกเอาเงิน จนทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจนนักสำหรับเรื่องนี้ แต่เราก็สามารถนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 342 (1) มาใช้ตีความได้
ตามมาตรา 341 จะเป็นการกำหนดความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
- ผู้ใด หมายถึง บุคคลใด (Who)
- โดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้และไม่ถูกกฎหมายจากคนอื่น
- ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง หมายถึง การแสดงข้อความที่ไม่เป็นความจริง หรือการปกปิดไม่ยอมบอกความจริง
- โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ หมายถึง จากการกระทำข้อ 3. คือเพื่อให้ได้ซึ่งเงินทอง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกหรือบุคคลที่สาม หรือเพื่อให้บุคคลเช่นว่านั้นทำ เพิกถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ
- ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนมาตรา 342 (1) นั้น เชื่อมโยงมาจากมาตรา 341 คือหากการกระทำการฉ้อโกงนั้นได้ปลอมแปลงหรือแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ก็จะโดนโทษหนักกว่ามาตรา 341 เสียอีก
พิจารณาอย่างไรว่าให้เพราะเสน่หาหรือให้เพราะโดนหลอก
ประเด็นที่ถกเถียงกันหนักหน่วงมากว่า ให้เพราะเสน่หาหรือโดนหลอกให้มอบซึ่งทรัพย์สินนั้น มันก็มีเส้นบางที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงพอสมควร ที่เรามักจะเห็นข่าวเชิงว่าคุยกันผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ ภาพโปรไฟล์สวยมาก หนุ่มหลงไหล สาวพูดขอเงินก็ให้ อยากได้รถก็ซื้อ อยากได้บ้านก็โอน พ่อแม่ป่วยไม่มีเงินรักษาก็อุปการะ ทุ่มเททุกอย่าง จนมาพบว่า “อ้าว ตัวปลอมนี่” จากตัวอย่างนี้ คิดว่าเป็นการให้โดยเสน่หาหรือโดนหลอก??
ก่อนจะไปอ่านที่ทางเราวิเคราะห์นั้น มาทำความเข้าใจคำว่า “โดยทุจริต” อีกสักนิดดีกว่า
โดยทุจริตคืออะไร

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) โดยทุจริต หมายความว่า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
อธิบายได้ว่า การกระทำการใดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นก็ไม่มีสิทธิได้มันมา เช่น นายดำแอบโอนเงินของบริษัทที่นายดำทำงานอยู่ไป หรือนายแดงปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่นางสมศรีให้กลัวต่อกฎหมายและโอนเงินให้ตน จำนวน 1 แสนบาท เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างที่กล่าวไปนี้ นายดำและนายแดง ต่างมีเจตนาและกระทำการสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ได้เงินของบุคคลอื่นมา เรียกว่าเป็นเจตนาที่ทุจริตนั่นเอง (หรือที่นักกฎหมายชอบเรียกว่า เจตนาพิเศษ)
คราวนี้คงตอบคำถามกันได้แล้วว่าเป็นการให้โดยเสน่หาหรือโดนหลอก ก่อนจะตอบเรามาแยกข้อเท็จจริงกัน
- หญิงกับชายคุยกัน ตกลงคบหาเป็นแฟนกัน บอกรักกันทุกวัน
- ภายในระยะเวลา 1 เดือน หญิงคนดังกล่าวก็ขอเงินฝ่ายชาย จำนวน 10,000 บาท อ้างว่าไม่มีเงินกินข้าว ฝ่ายชายก็เห็นว่าทั้งคู่ชอบพอกัน รักกันแล้วนี่ ให้เงินแค่นี้ไม่มีปัญหาหรอก ก็โอนให้ฝ่ายหญิงไป
- ฝ่ายชายอ้อนวอนให้มาเจอกัน พอไปเจอกันกลับได้รู้ว่าคนละคนกับในรูปโปรไฟล์!!!
พอถึงข้อเท็จจริงตรงนี้แล้ว ไม่ปกติแล้วค่ะ เพราะการกระทำของฝ่ายหญิงเข้าข่ายฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่น หลอกเอาทรัพย์ของฝ่ายชาย มีเจตนาทุจริตตั้งแต่เริ่มเลย ฉะนั้นแล้วฝ่ายหญิงอาศัยความรัก ความใจอ่อน หรือความเสน่หาอื่นใดที่ฝ่ายชายต้องการจากตนนั้นเป็นเครื่องมือหลอกเอาทรัพย์สินจากฝ่ายชาย จึงไม่ใช่เรื่องของการให้โดยเสน่หาเลย
หากข้อเท็จจริงพลิกล็อกว่า ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงคบกันจริง มีการเจอหน้าทำความรู้จัก และให้สร้อยกันในวันครบรอบที่คบหากัน หรือการซื้อของให้กันดั่งคู่รักธรรมดา แบบนี้การให้ถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หา
ดังนั้น จุดตัดอีกหนึ่งจุดของเส้นกั้นระหว่างการหลอกเอาทรัพย์และการให้โดยเสน่หา คือ รูปแบบและระดับความสัมพันธ์กับการกระทำของอีกฝ่าย นั่นแหละ
บทความที่คุณอาจสนใจ
- สายเปย์ ให้ไปแล้ว เอาคืนได้หรือไม่ ฟังจากทนายตัวจริง
- ฟ้องเพิกถอนการให้ก่อนตาย เพราะลูกหลานเอาเปรียบ มีหลักเกณฑ์ศาลและหลักฐานอย่างไร
- ภาษีมรดก ภาษีการให้: เกณฑ์ไหนต้องยื่น วิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย
ตัวอย่างคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567
เป็นเรื่องราวระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งมีสถานะเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์ โจทก์ได้รักและไว้ใจจะให้จำเลยดูแลยามแก่ชรา และกลัวมีปัญหากับเครือญาติของโจทก์ จึงทำการโอนที่ดินให้แก่จำเลย โดยเป็นการให้โดยเสน่หา ตามมาตรา 521 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในคำพิพากษาศาลฎีกานี้ได้มีการพิพากษาเพิกถอนการให้ เพราะประพฤติเนรคุณต่อผู้ให้ด้วยตามมาตรา 531 (2)
ดังคำพิพากษานี้ก็แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเรื่องความสัมพันธ์ของผู้ให้และผู้รับ รวมถึงเจตนาการให้ได้อย่างชัดเจน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470 - 2471/2565
เป็นอีกเรื่องราวที่คล้ายกับข่าวที่ผ่านมา คือการแสดงตนเป็นคนอื่นไปหลอกลวงให้โจทก์โอนค่าธรรมเนียม ค่าส่งของขวัญ ค่าผ่านด่าน เพราะโดนฝ่ายจำเลยหลอกว่าจะส่งแหวนเพชรไปให้แก่โจทก์ แต่ต้องจ่ายค่าส่งปลายทาง และค่าอื่นที่จำเลยจะอ้างหลอกเอาทรัพย์สินกับโจทก์ได้ ซึ่งในกรณีนี้อาจจะคล้ายกับการหลอกให้รักหรือไม่ก็ได้ แต่เป็นเรื่องการฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่นแน่นอน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1)
ดังนั้นในกรณีคำพิพากษาดังกล่าว เป็นเรื่องของการแสดงตนเป็นคนอื่นแล้วหลอกลวงผู้เสียหายให้มอบทรัพย์สิน เช่น เงิน ไปให้อีกฝ่าย โดยอาจอาศัยความรักที่อีกฝ่ายมีต่อตนหรือความโลภที่อยากได้แหวนเพชรที่มีมูลค่าสูง
สรุป
การให้โดยเสน่หากับการหลอกให้ให้ มีเส้นบางกั้นอยู่และเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันทางกฎหมาย แต่การให้โดยเสน่หานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 จะสังเกตได้ว่า การให้นั้นต้องเกิดจากความสมัครใจและเต็มใจจะให้และรับ ไม่ได้เกิดจากการแทรกแซงหรือมีเจตนาอื่นใดแอบแฝงเหมือนกรณีการหลอกให้ให้ ซึ่งเป็นการฉ้อโกงตามมาตรา 341 และหากแสดงตนเป็นคนอื่น ก็จะเป็นกรณีมาตรา 342 (1) ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกรณีฉ้อโกงจะมีจุดที่ เอ๊ะ ได้ว่า มีเจตนาแอบแฝงที่เรียกว่าเจตนาทุจริต เช่น ปลอมเป็นนักฟุตบอลชื่อดังมาคุยกับสาววัย 50 ปี อ้อนให้โอนเงินไปให้เพราะไม่มีค่าเครื่องบินไปเตะฟุตบอล เป็นต้น เพราะฉะนั้นความยินยอมที่จะให้กับเจตนาทุจริตจึงมีจุดแบ่งเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ รวมถึงการกระทำที่มีร่วมกันด้วย ไม่ใช่แค่ ให้คือให้ อีกต่อไป
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
Q : กรณีนี้เป็นให้โดยเสน่หาหรือไม่
Q : เลิกกับแฟนแล้วแฟนทวงของที่เขาซื้อให้ระหว่างคบกัน แต่เราคืนของสิ่งนั้นไม่ได้ จะโดนแจ้งความมั้ยคะ
แหล่งอ้างอิง
ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา. “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2567, 2470-2471/2565”. สืบค้นเมื่อ 1/11/2568
สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม. “ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับอัปเดทล่าสุด) มาตรา 1(1), 341, 342(1)”. สืบค้นเมื่อ 1/11/2658
สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม. “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับอัพเดทล่าสุด) มาตรา 521, 523, 531”. สืบค้นเมื่อ 1/11/2658
หอสมุดรัฐสภา. ศรันยา สีมา. “การให้โดยเสน่หา”. จาก https://library.parliament.go.th/th/radioscript/rr2567-dec4 . สืบค้นเมื่อ 3/11/2568
สถานีตำรวจภูธรคลองห้า. “หลอกก่อนเอาทรัพย์ เตรียมรับโทษฉ้อโกง ความผิดฐานฉ้อโกง”. จาก https://khlongha.pathumthani.police.go.th/หลอกก่อนเอาทรัพย์-เตรีย/ . สืบค้นเมื่อ 3/11/2568
GCC 1111. “สำนักงานกิจการยุติธรรม เตือนระวังรูปแบบการหลอก Romance Scam หลอกให้รัก”. สืบค้นเมื่อ 4/11/2568
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


