
เจ้าหนี้หลายคน ลูกหนี้หลายคน: หนี้ร่วม-หนี้ไม่แบ่งแยก

โดยทั่วไปคำว่า “เจ้าหนี้หลายคน–ลูกหนี้หลายคน” หากอธิบายให้เข้าใจง่าย หมายถึงกรณีที่มีเจ้าหนี้มากกว่าหนึ่งคน (เรียกว่า “เจ้าหนี้ร่วม”) และมีลูกหนี้มากกว่าหนึ่งคน (เรียกว่า “ลูกหนี้ร่วม”) กล่าวคือ เป็นการตกลงหรือผูกพันกันในฐานะเจ้าหนี้ร่วมกัน หรือเป็นลูกหนี้ร่วมกัน
ส่วน “หนี้ร่วม” ต่อไปผมจะอธิบายให้เห็นภาพว่า จะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง
หนี้ร่วม สามารถเกิดขึ้นได้ดังนี้
1. ลูกหนี้ร่วมที่เกิดโดยสัญญา
หมายถึง กรณีที่บุคคลหลายคนได้มีข้อตกลงในสัญญา ยินยอมรับผิดชำระหนี้ในลักษณะอย่างลูกหนี้ร่วม (ลูกหนี้แต่ละคนมีหน้าที่ต้องชำระหนี้)
เช่น สัญญาซื้อขาย จ้างทำของ ค้ำประกัน โดยตกลงให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้นการที่เราจะทำสัญญาอะไรก็ตามที่มีหลายคนร่วมกันทำ จะต้องพึงระวังและอ่านข้อความเนื้อหาในสัญญาก่อน และต้องดูนิสัยใจคอคนที่จะร่วมทำสัญญากับเราด้วยว่าเป็นคนอย่างไร มีปัญหาด้านการเงินหรือไม่
ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1884/2566
จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ ในวันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยอมเข้าผูกพันตนเพื่อชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยจำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติการชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 แตกต่างจากความรับผิดของผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 ที่บัญญัติให้ต้องชำระหนี้ต่อเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ว่า ประสงค์จะผูกพันตามเนื้อความในหนังสือรับชำระหนี้แทนลูกหนี้มากกว่าในฐานะผู้ค้ำประกัน การทำหนังสือรับชำระหนี้แทนทำขึ้นด้วยใจสมัคร ตรงตามเจตนา ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงการทำสัญญาค้ำประกัน จึงใช้บังคับได้
คำพิพากษาฎีกานี้สรุปได้ว่า: ลูกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 เข้าร่วมยอมเซ็นสัญญายอมรับหนี้ เมื่อเซ็นไปแล้วถือเป็นผู้ค้ำประกัน ต้องร่วมรับผิดในการชำระหนี้ด้วย
🔎 หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy
2. ลูกหนี้ร่วมที่เกิดโดยผลของกฎหมายทั่วไป
หมายถึง กรณีที่กฎหมายทั่วไปกำหนดให้ต้องร่วมกันรับผิด เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425
บัญญัติว่า นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
ตัวอย่างเช่น นายจ้างใช้ให้ลูกจ้างของนายเอเป็นคนขับรถ มีหน้าที่ขับรถส่งของเป็นประจำ หากลูกจ้างคนดังกล่าวขับรถไปชนผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย นายเอในฐานะนายจ้างก็ต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะลูกหนี้ร่วม โดย “รับผิดในหนี้” หมายถึงต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหาย
3. ลูกหนี้ร่วมที่เกิดโดยผลของกฎหมายพิเศษ
หมายถึง กรณีที่กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนเลยว่าให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เช่น
- มาตรา 301 (ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน)
- มาตรา 682 (เป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง)
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
เมื่อเป็นลูกหนี้ร่วมแล้ว จะต้องรับผิดร่วมกันอย่างไรบ้าง?

เมื่อเป็น “ลูกหนี้ร่วม” แล้ว ลักษณะความรับผิดคือ ลูกหนี้ต้องร่วมกันรับผิดในหนี้รายนั้น โดยหากลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไป ย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย
เพราะการชำระหนี้ดังกล่าวมีผลให้หนี้ระงับ หรืออย่างน้อยทำให้หนี้ลดลง จึงกระทบต่อสถานะหนี้ของลูกหนี้ร่วมทุกคนไปในตัว ตามมาตรา 391
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน หากเป็นเหตุเฉพาะตัวจากการผิดนัดของลูกหนี้คนใด ลูกหนี้คนนั้นย่อมต้องรับผิดเฉพาะตน โดยไม่กระทบต่อลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ
ส่วนลักษณะของการเป็น ลูกหนี้ร่วม มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ
- ต้องมีบุคคลหลายคนเป็นลูกหนี้ และหนี้นั้นต้องมีหลายคนผูกพันอยู่ หากมีลูกหนี้เพียงคนเดียว หรือมีฐานะเป็นคนเดียวกัน ก็ไม่เกิดปัญหาลูกหนี้ร่วม ทั้งนี้ ลูกหนี้ร่วมอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้
- ต้องเป็นหนี้รายเดียวกัน โดยปกติจะมีมูลหนี้อันเดียว แต่แม้จะมีมูลหนี้คนละอัน หากมีความเกี่ยวเนื่องอาศัยกันอยู่ก็อาจเป็นลูกหนี้ร่วมได้ ขณะที่กรณีบุคคลหลายคนเป็นหนี้ต่างมูลกันโดยแท้ ลูกหนี้แต่ละคนต้องรับผิดแยกกันตามมูลหนี้ของตน แม้หนี้จะมีลักษณะหรือจำนวนเท่ากันก็ตาม
- ลูกหนี้แต่ละคนต้องมีหน้าที่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเชิงได้เพียงครั้งเดียว กล่าวคือ แม้มีลูกหนี้หลายคน เจ้าหนี้มีสิทธิเลือกบังคับให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระทั้งหมด หรือจะเรียกจากลูกหนี้ทุกคนตามส่วนที่ต้องการว่าจะให้ใครชำระเท่าใดก็ได้
📖 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง:
- ลูกหนี้มือใหม่ต้องรู้ก่อนกู้ เช็กหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างไร
- เรื่องการกู้ยืมเงินจำเป็นต้องมีหลักฐานหรือไม่??
- สัญญาเงินกู้จำเป็นต้องทำเมื่อใด
เมื่อเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ร่วมกันแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นได้หลายประการ ซึ่งสรุปแยกได้ดังนี้
เมื่อเป็นลูกหนี้ร่วมแล้ว ลูกหนี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ที่ก่อขึ้น เช่น นายเอและนายบีตกลงร่วมกันกู้ยืมเงินจากนายซีจำนวน 100,000 บาท กรณีเช่นนี้ นายเอและนายบีย่อมต้องร่วมกันชำระหนี้ให้นายซีตามจำนวนที่กู้ยืม
และไม่ว่าระหว่างนายเอหรือนายบี ใครจะเป็นผู้ชำระหนี้ให้นายซีก็ตาม ย่อมถือว่าเป็นการชำระหนี้ที่ทำให้หนี้ระงับในส่วนที่ชำระนั้นทั้งต่อเจ้าหนี้และเป็นผลถึงลูกหนี้ร่วมอีกฝ่ายด้วย สมมติว่านายเอชำระหนี้ให้นายซีครบ 100,000 บาท นายบีก็ถือว่าได้รับประโยชน์จากการชำระหนี้นั้นไปด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเกิดคำถามว่า นายเอเสียเปรียบนายบีหรือไม่ คำตอบคือ เมื่อนายเอชำระหนี้ไปแล้ว นายเอย่อมมีสิทธิเรียกให้นายบีชำระเงินคืนให้นายเอได้ตามส่วนที่นายบีต้องรับผิด ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่า “การใช้สิทธิเรียกร้อง”
หรือยกตัวอย่างเช่น ก. และ ข. ร่วมกันกู้ยืมเงินจาก ค. จำนวน 20,000 บาท หากต่อมา ก. ถึงแก่ความตาย ค. ก็ยังมีสิทธิเรียกให้ ข. ชำระหนี้ทั้งหมด 20,000 บาท ได้ เพราะระหว่างลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นสามารถแทนซึ่งกันและกันได้ในความสัมพันธ์กับเจ้าหนี้
ที่สำคัญ ลูกหนี้ร่วมโดยหลักย่อมมีความรับผิด “เท่ากัน”
กล่าวคือ เมื่อบุคคลใดเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้รายเดียวกันแล้ว ย่อมมีหน้าที่ร่วมกันชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ลูกหนี้ร่วมทุกคนหลุดพ้นจากภาระหนี้ไป ทั้งนี้ การเป็นลูกหนี้ร่วมอาจเกิดได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเกิดจากการแสดงเจตนาของคู่สัญญา หรือเกิดจากกฎหมายบัญญัติให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เช่น ก. ข. และ ค. ร่วมกันกู้เงิน ง. จำนวน 3,000 บาท หากไม่ได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น ก. ข. และ ค. ต้องรับผิดคนละ 1,000 บาท แต่หากตกลงว่าให้ ก. รับผิด 2,000 บาท ส่วน ข. และ ค. รับผิดคนละ 500 บาท ก็ให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้
📖 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- การระงับหนี้ ! 5 เหตุที่ทำให้หนี้ระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้สิ้นสุดลง
- จ่ายหนี้ไม่ไหว ทำอย่างไรได้บ้าง?
- เจ้าหนี้ต้องอ่าน! หนังสือทวงถามหนี้ ช่วยทวงหนี้ไม่ให้ผิดกฎหมาย
ลูกหนี้ร่วมมีสิทธิอย่างไรบ้าง?

สิทธิของลูกหนี้ร่วมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 292 คือ เมื่อ “ลูกหนี้ร่วม” คนใดคนหนึ่งได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย โดยหลักเดียวกันนี้ให้ใช้กับกรณีที่มีการกระทำแทนการชำระหนี้ การวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ และการหักกลบลบหนี้ด้วย
อย่างไรก็ดี ตาม มาตรา 292 วรรคสอง หากลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งมี “สิทธิเรียกร้อง” อย่างใด ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ จะนำสิทธินั้นไปใช้หักกลบลบหนี้แทนตนไม่ได้
นอกจากนี้ ในความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าหนี้” กับ “ลูกหนี้ร่วม” กฎหมายยังกำหนดว่า การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง ย่อมเป็นคุณประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย ตาม มาตรา 294
ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับ “เจ้าหนี้ร่วม” กฎหมายบัญญัติไว้ว่า เมื่อเจ้าหนี้ร่วมคนหนึ่งผิดนัด ย่อมเป็นโทษแก่เจ้าหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย และถ้าสิทธิเรียกร้องกับหนี้สินเกิด “เกลื่อนกลืนกัน” ในตัวเจ้าหนี้ร่วมคนหนึ่ง สิทธิของเจ้าหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ที่มีต่อลูกหนี้ก็ย่อมระงับสิ้นไป อีกทั้งหากเจ้าหนี้ได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่ง ก็ย่อมมีผลเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ตามส่วนด้วย
ดังนั้น โดยสรุปจะเห็นได้ว่า หากเจ้าหนี้กระทำการใดที่เป็น “คุณประโยชน์” ต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง โดยหลักย่อมส่งผลเป็นคุณประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ด้วย แต่หากเป็นเหตุที่ต้องรับผิดเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมคนใด ลูกหนี้คนนั้นย่อมต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว โดยลูกหนี้ร่วมคนอื่นไม่จำต้องร่วมรับผิดด้วย
ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมต่อเจ้าหนี้ร่วม
ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมในส่วนที่เป็น “เหตุเฉพาะตัว” กฎหมายวางหลักไว้ว่า หากลูกหนี้ร่วมคนใดต้องรับผลในด้านโทษหรือผลทางกฎหมายบางอย่าง ผลนั้นย่อมเกิดขึ้น เฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น โดยไม่ลามไปถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ทั้งนี้ หลักดังกล่าวสอดคล้องกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 ซึ่งอธิบายว่า “ข้อความจริงอื่นใด” ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง ย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแต่เฉพาะคนนั้น เว้นแต่จะขัดกับสภาพแห่งหนี้
ในมาตรานี้ยังยกตัวอย่างลักษณะ “เหตุส่วนตัว” ไว้อย่างชัดเจน เช่น การให้คำบอกกล่าว การผิดนัด (รวมถึงกรณีผิดนัดจนทำให้การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย) การหยิบยกอ้างความผิด การชำระหนี้อันเป็นพ้นวิสัยทางฝ่ายลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง การกำหนดอายุความหรือการที่อายุความสะดุดหยุดลง รวมถึงกรณีสิทธิเรียกร้องเกลื่อนกลืนกันไปกับหนี้สิน เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุที่กระทบ เฉพาะลูกหนี้ร่วมผู้ก่อเหตุ ไม่ทำให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นต้องร่วมรับผลนั้นไปด้วย
📢 หากคุณกำลังต้องการปรึกษาปัญหาเรื่องหนี้ร่วม หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย
สรุป
การจะเป็น “ลูกหนี้ร่วม” หรือ “เจ้าหนี้ร่วม” ย่อมต้องมีองค์ประกอบตามกฎหมายรองรับให้ความเป็นหนี้ร่วมเกิดขึ้น และเมื่อเป็นลูกหนี้ร่วมกันแล้ว ลูกหนี้ร่วมทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ลูกหนี้ร่วมทุกคนหลุดพ้นจากภาระหนี้ไป
ผู้เขียนเห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดให้สิทธิประโยชน์บางประการของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งส่งผลเป็นประโยชน์ถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วย สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ลูกหนี้ร่วมรับผิดชอบร่วมกันอย่างเป็นธรรม ไม่ให้ใครเอาตัวรอดจากการชำระหนี้เพียงลำพัง อย่างไรก็ดี หากเป็นสิทธิหรือเหตุที่ “ไม่เป็นคุณประโยชน์” หรือเป็นเหตุเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมคนใด คนที่ก่อเหตุนั้นย่อมต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่กระทบต่อสิทธิของลูกหนี้ร่วมคนอื่น
💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A)
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


