เผยแพร่เมื่อ: 2026-01-04

เลิกจ้างเพราะ “ลดคนปรับโครงสร้าง” ต่างจากวินัยอย่างไร

การจ้างแรงงาน

การที่ลูกจ้างตกลงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่นายจ้าง และนายจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนจากการทำงาน โดยลูกจ้างต้องทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและสั่งการของนายจ้าง ส่วนการทำสัญญาเป็นอาจทำเป็นหนังสือหรือทำด้วยวาจาก็ได้


การเลิกจ้าง

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป มาตรา 118


ข้อแตกต่างเลิกจ้างเพราะลดคนปรับโครงสร้างกับเลิกจ้างเพราะกระทำผิดวินัย

1. สาเหตุของการการเลิกจ้าง

1.1 การเลิกจ้างเพราะลดคนปรับโครงสร้าง สาเหตุมาจากนายจ้าง

การปรับโครงสร้างองค์กร (Organizational Restructuring) คือ กระบวนการที่บริษัทของนายจ้างเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานภายในองค์กรไม่ว่าจะเป็นการปรับตำแหน่งงาน การรวมหรือการแยกแผนก การเปลี่ยนสายการบังคับบัญชา ทั้งนี้ จากการปรับโครงสร้างองค์กรอาจเกิดการลดจำนวนลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เป้าหมายทางธุรกิจและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น จากการปรับโครงสร้างองค์กร นายจ้างสามารถนำมาเป็นเหตุในการเลิกจ้างได้ ถึงแม้ว่าสาเหตุนี้จะนำมาเลิกจ้างได้ แต่ก็มีกฎหมายในการคุ้มครองลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากการปรับโครงองค์กร ซึ่งได้กำหนดหน้าที่ของนายจ้างและสิทธิของลูกจ้างกรณีการเลิกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

1.2 การเลิกจ้างเพราะทำผิดวินัย สาเหตุมาจากลูกจ้าง

การเลิกจ้างเพราะลูกจ้างทำผิดวินัย คือ การที่นายจ้างต้องการเลิกจ้างโดยเกิดจากการกระทำความผิดของลูกจ้างเอง หรือฝ่าฝืนวินัยของบริษัทที่ระบุไว้ในข้อบังคับการทำงาน เช่น ลูกจ้างกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ลูกจ้างกระทำความผิดกฎหมายอาญา ดังนั้น นายจ้างจึงสามารถนำสาเหตุนี้มาเลิกจ้างได้ถูกต้องตามกฎหมาย


2. สิทธิในการได้รับค่าชดเชย

“ค่าชดเชย” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ส่วนถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดร้ายแรงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย

2.1 การเลิกจ้างเพราะลดคนปรับโครงสร้างองค์กรลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย

การปรับโครงสร้างองค์กรของนายจ้าง ไม่ได้เกิดจากกรณีที่ลูกจ้างกระทำความผิด ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ตามมาตรา 118 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

2.2 การเลิกจ้างเพราะลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ตามมาตรา 119 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างกระทำความผิด ดังนี้

  • ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
  • ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการของจำเลย การที่โจทก์นำข้อมูลเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกิจการและการบริหารจัดการองค์กรของจำเลยเพื่อรับรองมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินของจำเลยส่งเข้าจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวของโจทก์ ทำให้ง่ายต่อการส่งข้อมูลดังกล่าวต่อไป หรือนำข้อมูลออกไปโดยจำเลยไม่อาจติดตามได้ การกระทำของโจทก์ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริตและเป็นการนำความลับของจำเลยไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และถือเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 33.4 และ 33.5 เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) (4) ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49


3. สิทธิในการได้รับเงินคำแทนการบอกล่วงหน้า

3.1 การเลิกจ้างเพราะลดคนปรับโครงสร้างองค์กรนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ในกรณีที่นายจ้างต้องการเลิกจ้างเพราะการปรับโครงสร้างองค์กร นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ถ้านายจ้างไม่ได้บอกบอกกล่าวลูกจ้างล่วงหน้าว่าต้องการจะเลิกจ้างและเลิกจ้างทันทีโดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่าย “เงินคำแทนการบอกล่วงหน้า” ซึ่งนิยมเรียกว่า “ค่าตกใจ” ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้าง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน เช่น หากลูกจ้างได้ค่าจ้างทุก 30 วัน นายจ้างจะต้องแจ้งเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 30 วัน ถ้าไม่ได้บอกเลิกสัญญาตามที่กำหนด ต้องจ่ายเงินแทนคำบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน ตามมาตรา 17/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13244/2558

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต้องการให้มีการบอกเลิกสัญญาจ้างกันล่วงหน้าอย่างน้อย 1 รอบของการกำหนดจ่ายค่าจ้าง เมื่อนายจ้างลูกจ้างตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้านานกว่ากำหนดดังกล่าวก็ย่อมทำได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงว่าหากมีการเลิกจ้างจำเลยที่ 8 ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน 3 เดือน แต่จำเลยที่ 8 บอกเลิกจ้างในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างเพียง 2 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 2 เดือน 28 วัน แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายการผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นเงินที่เรียกจากมูลกฎหมายที่แตกต่างกันมาในคราวเดียวกันได้ก็ตามแต่เมื่อคดีนี้ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 8 ถึงที่ 11 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นมูลเหตุเดียวกันกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แล้วจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่ซ้ำซ้อนโดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันย่อมเป็นการไม่ชอบ การคำนวณจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอาศัยค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็คำนึงถึงค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับประกอบการพิจารณาด้วย ราคาค่าบัตรโดยสารเครื่องบินโจทก์ก็นำสืบว่ามีราคาเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง เพื่อป้องกันการได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว

3.2 ลูกจ้างกระทำความผิดวินัยร้ายแรงนายจ้างเลิกจ้างได้ทันที

ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรงของลูกจ้าง ตามมาตรา 119 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือลูกจ้างลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและนายจ้างมีหนังสือเตือน นายจ้างสามารถเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้ทันที โดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าตกใจให้แก่ลูกจ่าง

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ในกรณีที่ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง หรือ ลูกจ้างละทิ้งการงาน หรือลูกจ้างกระทำความผิดอย่างร้ายแรง นายจ้างสามารถจะเลิกจ้างโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้


สรุป

สรุป การเลิกจ้างเพราะ “ลดคนปรับโครงสร้าง” และการเลิกจ้างเพราะ “ผิดวินัย” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งในด้านสาเหตุและสิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับ โดยการปรับโครงสร้างเป็นเหตุที่มาจากฝ่ายนายจ้าง เช่น การลดคน ปรับตำแหน่ง หรือจัดรูปแบบองค์กรใหม่ ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและนายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ในขณะที่การเลิกจ้างเพราะทำผิดวินัยร้ายแรงเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างเอง เช่น ทุจริต ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือทำให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ สาเหตุของการเลิกจ้างมีผลต่อสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างโดยตรง จึงควรพิจารณาตามข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดเพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
sanook ข่าวสด มติชน spring
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “