ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-12

เงื่อนไขที่ทำให้การสมรสตกเป็นโมฆะ/โมฆียะ และผลกระทบต่อทรัพย์สิน

ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานของมนุษย์ เป็นสังคมขนาดเล็กและสำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นจุดกำเนิดของความรักและความสัมพันธ์ที่สวยงาม การตัดสินใจยกระดับความสัมพันธ์ให้มั่นคงผ่านการสมรส จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ ซึ่งการสมรสที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดเรื่องสินส่วนตัวและสินสมรส แต่ในบางกรณีการสมรสอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทำให้สถานะสมรสไม่สมบูรณ์และอาจตกเป็นโมฆะ หรือโมฆียะ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตและทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน     

บทความนี้จะให้ความรู้ความเข้าใจและชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างเกี่ยวกับเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การสมรสตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ รวมถึงผลทางกฎหมายต่อการจัดการทรัพย์สิน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องกฎหมายครอบครัว

 

การสมรสคืออะไร

การสมรส คือ นิติกรรมที่บุคคลสองฝ่ายแสดงเจตนาตกลงใช้ชีวิตอยู่กินร่วมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย การสมรสจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแค่การอยู่กินร่วมกันเฉย ๆ โดยไม่จดทะเบียน ไม่ถือเป็นการสมรสตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การแก้ไขถ้อยคำในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568 ได้เปลี่ยนคำจำกัดการสมรสทำได้ระหว่าง “ชายและหญิง” เท่านั้น กลายเป็นการสมรสระหว่าง “บุคคลทั้งสองฝ่าย”แทน ทำให้บุคคลทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้และได้รับสิทธิเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายครอบครัว

แม้ว่าการจดทะเบียนสมรสจะเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ระหว่างบุคคลทั้งสองฝ่าย ซึ่งก่อให้เกิดความสัมพันธ์ส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินขึ้น แต่ความสมบูรณ์นี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อการสมรสนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ หากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตามกฎหมายอาจถูกศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะ หรืออาจถูกศาลเพิกถอนด้วยเหตุโมฆียะได้

เงื่อนไขที่ทำให้การสมรสเป็น "โมฆะ"

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (2).png

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดเงื่อนไขที่ศาลสามารถพิพากษาให้การสมรสตกเป็นโมฆะได้ 4 ประการ คือ

(1) การสมรสกับบุคคลวิกลจริต มาตรา 1449

(2) การสมรสกับญาติสืบสายโลหิต มาตรา 1450

(3) การสมรสซ้อน มาตรา 1452

(4) การสมรสโดยปราศจากความยินยอมของบุคคลทั้งสองฝ่าย มาตรา 1458

(1) การสมรสกับบุคลวิกลจริตหรือบุคคลไร้ความสามารถ มาตรา 1449

บุคคลวิกลจริต มิได้หมายเฉพาะถึงบุคคลผู้มีจิตผิดปกติเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลที่ไม่มีสติในทุกสิ่งทุกอย่าง มีกิริยาอาการผิดปกติเพราะสติวิปลาส ขาดความรำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรับผิดชอบ โดยมีอาการอยู่เป็นประจำไม่รู้สำนึกในการกระทำของตน ขาดสติในการพิจารณาไต่ตรอง ไม่มีความสามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ส่วนบุคคลไร้ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริตตามคำสั่งของศาล ซึ่งกฎหมายคุ้มครองบุคคลวิกลจริตและไร้ความสามารถเท่าเทียมกัน

แม้ขณะจดทะเบียนสมรสบุคคลวิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถจะมีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ แต่การจดทะเบียนย่อมไม่สมบูรณ์ เพราะเจตนาที่แสดงออกก็ไม่มีผลในทางกฎหมายครอบครัว ซึ่งมุ่งถึงสถานะของบุคคลและเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน การสมรสจึงตกเป็นโมฆะ โดยบุคคลประเภทนี้ย่อมไม่สามารถพิจารณากลั่นกรองได้อย่างรอบคอบ ไม่รู้สำนึกเข้าใจถึงผลที่จะตามมาภายหลังการจดทะเบียนสมรส กฎหมายจึงต้องให้การคุ้มครองไว้เป็นพิเศษ

(2) การสมรสกับญาติสืบสายโลหิต มาตรา 1450

การสมรสกับญาติที่กฎหมายหมายห้าม หมายถึง การสมรสของบุคคลซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป เช่น สมรสกับ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายของตนเอง หรือสมรสกับญาติสืบสายโลหิตลงมา เช่น สมรสกับ ลูก หลานของตนเอง หรือการสมรสระหว่างพี่น้องร่วมบิดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาเดียวกัน 

เหตุผลที่กฎหมายห้ามเพราะเป็นเรื่องขัดต่อสามัญสำนึกและศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งในสังคมมนุษย์เกือบจะเป็นกฎสากลในทุกวัฒนธรรมที่ห้ามประเวณีระหว่างญาติสนิท และเป็นเรื่องพันธุศาสตร์ทางการแพทย์ เพราะบุตรที่เกิดจากการสมรสของบุคคลซึ่งเป็นญาติสนิทกันสืบสายโลหิตเดียวกัน อาจรับเอาลักษณะด้อยหรือผลเสื่อมต่าง ๆ ได้ อาจมีผลทำให้เด็กที่คลอดออกมามีสภาพไม่ปกติ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2488 กฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 36 ให้ลงโทษทางอาญาแก่พี่น้องที่ทำชู้กัน จึงต้องแปลโดยเคร่งครัดว่า หมายถึงพี่น้องร่วมบิดาและมารดา ฉะนั้น พี่น้องที่ร่วมบิดาหรือร่วมมารดาอย่างเดียวจึงทำการสมรสกันได้ ในเมื่อทำการสมรสกันก่อนใช้ประมวลแพ่งบรรพ 5

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1320/2506 พี่น้องร่วมบิดามารดาได้เสียเป็นผัวเมียกัน เมื่อ พ.ศ.2477 นั้น ตามกฎหมายลักษณะผัวเมียจะต้องถูกลงโทษลอยแพ ฉะนั้น พี่น้องดังกล่าวจึงมิใช่ผัวเมียที่ชอบด้วยกฎหมายแม้ต่อมา พ.ศ. 2483 จะมีบุตรด้วยกันก็เป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา เว้นแต่บิดาจะจดทะเบียนหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

(3) การสมรสซ้อน มาตรา 1452

ได้แก่ การจดทะเบียนสมรสซ้อน เหตุผลที่กฎหมายห้ามเนื่องจาก ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะการแย่งคู่สมรสของบุคคลอื่นเป็นเรื่องการทำลายความสุขครอบครัว นอกจากนี้การจดทะเบียนสมรสซ้อนมีผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง เป็นการสร้างความสับสนวุ่นวาย กระทบซึ่งสิทธิของคู่สมรสที่จดทะเบียนอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และกระทบถึงภาระหน้าที่ ทรัพย์สินของครอบครัวที่จะต้องนำไปจุนเจือให้บุคคลที่มาทำการสมรสซ้อน

แม้การสมรสซ้อนไม่เป็นความผิดทางอาญาในตัวเอง แต่ผู้จดทะเบียนสมรสซ้อนอาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานอันอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายได้และอาจมีความผิดเกี่ยวกับเอกสารได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2544 ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2531 จำเลยไม่มีคู่สมรสเพราะจำเลยจดทะเบียนหย่ากับ ค. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 การที่จำเลยไม่มีคู่สมรสอยู่ในขณะที่จดทะเบียนสมรส แม้จำเลยจะแจ้งว่าจำเลยเคยสมรส แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็มีผลอย่างเดียวกันว่าจำเลยไม่มีคู่สมรสในขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ส. นั่นเอง การที่นายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้จำเลยกับ ส. โดยเชื่อว่าจำเลยไม่เคยสมรสมาก่อน จึงไม่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267

(4)การสมรสโดยปราศจากความยินยอมของบุคคลทั้งสองฝ่าย มาตรา 1458

การสมรสเป็นเรื่องเฉพาะตัวต้องอาศัยความยินยอมสมัครใจอย่างแท้จริง การสมรสหลอก ๆ โดยไม่มีเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภรรยา หรือมีเจตนาเป็นอื่นถือเป็นการสมรสโดยปราศจากความยินยอมทั้งสิ้น 

โดยมาตรา 1458 ได้กำหนดให้การแสดงเจตนาให้ความยินยอมจะต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและต้องมีการบันทึกความยินยอมด้วยตนเอง จะมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทนไม่ได้ การให้ความยินยอมจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือกริยาวาจาก็ได้ แต่ต้องทำต่อหน้านายทะเบียนและต้องมีการจดบันทึกความยินยอมไว้  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5351/2545 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอ้างได้ว่าจดทะเบียนสมรสกันหลอก ๆ เพื่อหวังประโยชน์ในทางการค้า มิได้มีเจตนาจะอยู่กินเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริง ทั้งสองไม่เคยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่อย่างใด เหตุที่จดทะเบียนสมรสกันเนื่องจากเชื่อตามหมอดูทำนายเท่านั้น แต่ผู้ร้องทั้งสองมิได้นำพยานอื่นเข้าสืบประกอบว่าตนมิได้อยู่กินฉันสามีภริยากันจริงและมิได้ส่งสำเนาทะเบียนบ้านว่ามิได้อยู่บ้านหลังเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ร้องทั้งสองยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 3 ปีเศษ จึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนเป็นโมฆะ พฤติการณ์ที่นำสืบเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองยินยอมเป็นสามีภริยากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 แล้วไม่มีเหตุที่จะมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสของผู้ร้องทั้งสองตกเป็นโมฆะได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2536 จำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับนาย บ. ส่วนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างของบุคคลทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันไปขอจดทะเบียนสมรสโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานว่ามีเจตนาจะสมรสกันและต่างไม่เคยมีคู่สมรสมาก่อนจึงผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอันเป็นเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 นายอำเภอซึ่งเป็นนายทะเบียนครอบครัวเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะได้

ผลทางกฎหมายต่อทรัพย์สิน กรณีโมฆะ

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (3).png

การสมรสซึ่งศาลพิพากษาให้เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างบุคคลคู่สมรส 
ตามมาตรา 1498 เนื่องจากไม่ถือว่าการสมรสของบุคคลทั้งสองนั้นเคยเกิดขึ้น ในกรณีที่มีการทำสัญญาก่อนสมรสหรือสัญญาระหว่างสมรสเรื่องทรัพย์สิน เมื่อศาลพิพากษาให้การสมรสตกเป็นโมฆะแล้ว สัญญาก่อนสมรสหรือระหว่างสมรส ย่อมหมดสภาพบังคับโดยปริยายไม่ต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาดังกล่าวอีก เพราะถือว่าฐานะของคู่สมรสนั้นไม่เคยมีอยู่เลย จึงไม่มีทรัพย์สินที่จะให้สัญญาใช้บังคับได้

ดังนั้น ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาก่อนสมรสย่อมเป็นสินส่วนตัวของบุคคลนั้น ส่วนทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาหลังวันจดทะเบียนสมรสรวมทั้งดอกผลของสินส่วนตัว กฎหมายกำหนดให้เป็นสินสมรส แต่หลังจากที่ศาลพิพากษาให้การสมรสตกเป็นโมฆะแล้ว ถือว่าไม่มีสินส่วนตัวหรือสินสมรสอีกต่อไป สินทรัพย์รวมทั้งดอกผลที่ฝ่ายใดได้มาย่อมตกเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งกันคนละครึ่งตามหลักกรรมสิทธิ์รวม เว้นแต่ ศาลจะสั่งให้แบ่งเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 1498 วรรคสอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินตามกฎหมายไม่ได้เสียเปล่าไปทั้งหมด เพียงแต่ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้ถูกจัดระเบียบภายใต้หลักการเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว  จึงไม่ต้องแบ่งสินสมรสหรือรับผิดในหนี้ร่วมของคู่สมรส 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2565  เมื่อศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์หรือเสียเปล่ามาตั้งแต่วันที่ทำการสมรส ถือว่าไม่มีการสมรสเกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน เมื่อไม่มีการสมรส ย่อมไม่มีเหตุที่จะต้องจดทะเบียนหย่า และคู่สมรสย่อมไม่มีความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างกันอันเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 1498 กล่าวคือ การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ไม่ต้องมีการแบ่งทรัพย์สินกันอย่างสามีภริยา ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง ดังนั้นข้อตกลงใด ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสามีภริยาที่การสมรสเป็นโมฆะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสมรสที่เป็นโมฆะ จึงไม่อาจมีได้โดยสมบูรณ์ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2496/2544 การที่ชายหญิงที่การสมรสเป็นโมฆะเพราะเหตุสมรสซ้อน ได้ตกลงจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 ซึ่งปกติต้องจัดแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1498 วรรคสอง แต่สัญญาดังกล่าว เป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามมาตรา 850

บทความที่คุณอาจสนใจ


เงื่อนไขที่ทำให้การสมรสเป็น “โมฆียะ”

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (4).png

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดเงื่อนไข 5 ประการที่ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยกขึ้นเป็นเหตุขอให้ศาลสามารถเพิกถอนการสมรสด้วยเหตุโมฆียะได้ โดยไม่อาจนำเหตุอื่นมาอ้างได้ ดังนี้ 

(1) การสมรสของบุคคลทั้งสองฝ่ายซึ่งมีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ มาตรา 1448

(2) การสมรสโดยสำคัญผิด มาตรา 1505

(3) การสมรสโดยถูกกลฉ้อฉล มาตรา 1506

(4) การสมรสโดยถูกข่มขู่ มาตรา 1507

(5) การสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมของบิดามารดา  ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือ ผู้ปกครองมาตรา 1509

(1)การสมรสของบุคคลทั้งสองฝ่ายซึ่งมีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ มาตรา 1448

กฎหมายคุ้มครองบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ซึ่งยังคงเป็นผู้เยาว์ อาจขาดวุฒิภาวะและความรอบคอบในการตัดสินใจสำคัญ การสมรสนอกจากก่อให้เกิดภาระหน้าที่ทางกฎหมายแล้ว ยังก่อให้เกิดภาระหน้าที่ทางสังคมการเลี้ยงดูคนในครอบครัวและภาระทางเศรษฐกิจ ควรอยู่ในวัยที่มีความสามารถมากพอที่จะประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงความพร้อมของการเจริญเติบโตด้านร่างกาย เช่น ร่างกายของเพศหญิงควรเจริญเติบโตให้พร้อมมากพอต่อการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรอย่างปลอดภัย หากมีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์แล้วหญิงมีครรภ์และทั้งคู่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง กรณีนี้เป็นดุลพินิจของศาลแม้บิดามารดาไม่ให้ความยินยอมแต่ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสได้ ส่วนกรณีไม่มีผู้มีส่วนได้เสียคนใดร้องขอให้ศาลเพิกถอนการสมรส จนบุคคลซึ่งเป็นผู้เยาว์ ซึ่งทำการสมรสมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ การสมรสนั้นจะมีผลสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาจดทะเบียนสมรส 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2544 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหาย ขณะผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยผู้เสียหายยินยอม ย่อมเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก แต่ในวรรคท้ายบัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ มีความหมายว่าในกรณีที่ชายและเด็กหญิงมีอายุไม่ครบ 17 ปี บริบูรณ์ยังไม่อาจที่จะสมรสกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1448 หากจะสมรสกันอันจะทำให้ชายไม่ต้องรับโทษ ต้องมีคำสั่งของศาลอนุญาตให้ทำการสมรส เมื่อศาลอนุญาตให้ทำการสมรสแล้ว ทำให้ชายผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ขณะที่จำเลยและผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสกัน ทั้งจำเลยและผู้เสียหายมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว จำเลยและผู้เสียหายย่อมจดทะเบียนสมรสกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1448 โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อจำเลยและผู้เสียหายจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายอิสลามแล้ว ถือว่าจำเลยและผู้เสียหายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษอีกต่อไปตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคท้าย

(2) การสมรสโดยสำคัญผิดในตัวคู่สมรส มาตรา 1505

เป็นกรณีที่เข้าใจผิดคิดว่าได้สมรสกับบุคคลที่ตนต้องการจะสมรสด้วย แต่ในความจริงปรากฎว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่งมิใช่คนที่ตนตั้งใจจะสมรสด้วย ไม่ต้องพิจารณาว่าสำคัญผิดถึงขนาดหรือไม่ แต่การสำคัญผิดในคุณสมบัติของคู่สมรสอีกฝ่าย เช่น สำคัญผิดในฐานะทางการเงิน อาชีพ หรือสัญชาติ เป็นต้น เหล่านี้ไม่มีผลกระทบใด ๆ ถึงความสมบูรณ์แห่งการสมรส

การใช้สิทธิในการเพิกถอนการสมรสนี้ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันสมรส และเฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวเท่านั้นที่จะขอเพิกถอนได้ บุคคลอื่นแม้จะมีส่วนได้เสียก็ไม่มีสิทธิขอทำการเพิกถอน   

(3) การสมรสโดยถูกกลฉ้อฉล มาตรา 1506

เป็นกรณีที่มีการใช้อุบายหลอกลวงซึ่งอาจหลอกลวงโดยคู่สมรสอีกฝ่ายหรือจากบุคคลที่สาม ทำให้อีกฝ่ายทำการสมรสด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หากไม่มีการหลอกลวงอีกฝ่ายก็คงไม่ตัดสินใจสมรสด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งกรณีของการฉ้อฉลโดยบุคคลที่สามต้องมีการสมคบกับคู่สมรสอีกฝ่าย จึงจะทำให้การสมรสตกเป็นโมฆียะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2530 โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 หมั้นและทำการสมรสกันในวันนั้นเองหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาก็มอบตัวจำเลยที่ 1 ให้ไปอยู่กินกับโจทก์ที่ 1 ทันที โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1ได้พากันไปไหว้ พระในที่ต่าง ๆ จนถึงตอนเย็นได้รับประทานอาหารด้วยกันแล้วจึงส่งตัวเข้าหอ โดยจำเลยที่ 1 มิได้อิดเอื้อน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์ที่ 1 ร่วมประเวณีด้วยเพราะเหน็ดเหนื่อยไม่มีอารมณ์ที่จะร่วมเพศ ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งมีอายุเพียง 19 ปี ไม่เคยสมรสมาก่อน อาจจะยังกลัวต่อการร่วมประเวณีจึงได้ขอผัดผ่อนไปก็ได้ โจทก์ที่ 1 จึงควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้ผัดผ่อนตามที่ร้องขอ ไม่ควรวู่วามเอาแต่ใจตัวจะต้องร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ในคืนนั้นให้ได้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมประเวณีดังกล่าวจึงยังไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 และจะถือว่าจำเลยทั้งสองทำกลฉ้อฉลไม่ได้ การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะ โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนและเรียกแหวนหมั้นกับเงินสินสอดคืนจากจำเลยทั้งสองได้

(4) การสมรสโดยถูกข่มขู่ มาตรา 1507

การข่มขู่ต้องถึงขนาดโดยนำหลักทั่วไปเกี่ยวกับการข่มขู่ในเรื่องนิติกรรมมาใช้พิจารณาการข่มขู่ที่จะทำให้การสมรสตกเป็นโมฆียะนั้นต้อง เป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวซึ่งถ้ามิได้มีการ ขู่เช่นนั้นการสมรสคงมิได้กระทำขึ้น 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6868/2542 โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 หมั้นและทำการสมรสกันในวันนั้นเองหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาก็มอบตัวจำเลยที่ 1 ให้ไปอยู่กินกับโจทก์ที่ 1 ทันที โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้พากันไปไหว้ พระในที่ต่าง ๆ จนถึงตอนเย็นได้รับประทานอาหารด้วยกันแล้วจึงส่งตัวเข้าหอ โดยจำเลยที่ 1 มิได้อิดเอื้อน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์ที่ 1 ร่วมประเวณีด้วยเพราะเหน็ดเหนื่อยไม่มีอารมณ์ที่จะร่วมเพศ ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่มมีอายุเพียง 19 ปี ไม่เคยสมรสมาก่อน อาจจะยังกลัวต่อการร่วมประเวณีจึงได้ขอผัดผ่อนไปก็ได้ โจทก์ที่ 1 จึงควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้ผัดผ่อนตามที่ร้องขอ ไม่ควรวู่วาม เอาแต่ใจตนเองจะต้องร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ในคืนนั้นให้ได้การที่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมให้โจทก์ร่วมประเวณีดังกล่าวจึงยังไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 และจะถือว่าจำเลยทั้งสองทำกลฉ้อฉลไม่ได้ การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะ โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนและเรียกแหวนหมั้นกับเงินสินสอดคืนจากจำเลยทั้งสองได้

(5) การสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมของบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือ ผู้ปกครอง 
มาตรา 1509 

เนื่องจากผู้เยาว์อาจยังไม่มีวุฒิภาวะหรือความรอบคอบอย่างเพียงพอในการสมรสนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
จึงสมควรที่ต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยกันกลั่นกรองเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนมีการก่อร่างสร้างครอบครัว ซึ่งการสมรสของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตใช้หลักเกณฑ์เดียวกับกรณีผู้เยาว์จะทำการหมั้น คือ กฎหมายจำกัดเฉพาะบุคคลที่อาจให้ความยินยอมได้ตามกฎหมายเท่านั้น ที่จะขอศาลเพิกถอนการสมรสได้และต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบถึงการสมรส 

ในกรณีที่หญิงผู้เยาว์มีครรภ์ บิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่มีสิทธิเพิกถอนการสมรส การสมรสนั้นย่อมสมบูรณ์ อยู่กรณีที่บุคคลทั้งสองซึ่งเป็นคู่สมรสมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จะขอเพิกถอนการสมรส 

 

ผลทางกฎหมายต่อทรัพย์สิน กรณีโมฆียะ 

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ให้ผูกพันและบังคับคดีได้ (5).png

การสมรสที่ตกเป็นโมฆียะอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อตัวคู่สมรสเป็นการเฉพาะตัวมากกว่าและคู่สมรสอาจเต็มใจรับสภาพการสมรสนั้น กฎหมายจึงวางเพียงมาตรการจำกัดไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสคู่สมรสหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสขอให้แก้ไขได้ ดังนั้น หากผู้ที่อาจเสียหายไม่ต้องการให้มีการสมรสอีกต่อไปสามารถขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนได้ โดยการสมรสที่เป็นโมฆียะจะมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่สมรสจนกว่าจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน 

ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน ของบุคคลคู่สมรสเหมือนคู่สมรสตามกฎหมายทุกประการ คือ มีระบบทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมีสิทธิส่วนตัว สินสมรส หนี้ส่วนตัว  หนี้ร่วม  รวมถึงอำนาจจัดการทรัพย์สินตามที่กฎหมายกำหนดไว้จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอน ซึ่งหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการสมรส ต้องแบ่งสินสมรส และหนี้ร่วมให้คู่สมรสได้ส่วนเท่ากัน โดยคำพิพากษาส่วนที่บังคับทรัพย์สินดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องขอให้เพิกถอน กรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายหรือจงใจทำลายทรัพย์สินตามที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงอยู่เพื่อจัดแบ่งในส่วนที่เท่ากันหรือจะต้องมีการชดใช้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง 

โดยการสมรสที่เป็นโมฆียะหากเกิดจากการกระทำหรือการรู้เห็นเป็นใจของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเกิดความรับผิดใช้ค่าทดแทน คือ ค่าเสียหายจากการอยู่ร่วมกับอีกฝ่าย และความรับผิดในค่าเลี้ยงชีพ คือ ค่าเลี้ยงดูที่เคยได้และขาดหายไปทำให้ตนขัดสน

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />