ล้มเลิกก่อนสำเร็จ (Abandonment) ยกเว้นโทษได้เมื่อใด.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-12-18

ล้มเลิกก่อนสำเร็จ (Abandonment) ยกเว้นโทษได้เมื่อใด 

ล้มเลิกก่อนสำเร็จ (Abandonment) ยกเว้นโทษได้เมื่อใด.png

หลายครั้งคนเราอาจพลั้งเผลอหรือแม้แต่ตั้งใจจะกระทำความผิด แต่แล้วเกิดกลับใจ อยากหยุดและแก้ไขสิ่งที่กำลังทำอยู่ กฎหมายเองก็สนับสนุนแนวคิดเช่นนี้ จึงมีหลักให้ “ยกเว้นโทษ” สำหรับความผิดอาญา กรณีที่ล้มเลิกก่อนสำเร็จหรือยับยั้งการกระทำของตนเอง 

อย่างไรก็ดี การยกเว้นโทษไม่ได้เกิดขึ้นในทุกกรณี ต้องเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

กฎหมายจะลงโทษเราตอนไหน?

ตามประมวลกฎหมายอาญา เราจะต้องรับโทษเมื่อ “การกระทำที่ทำไป” เข้าข่ายเป็นความผิดตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ กฎหมายจะกำหนดไว้ว่า การกระทำแบบใด และต้องมีเจตนาแบบใดจึงจะเป็นความผิด  โดยผู้กระทำต้องกระทำไปโดยรู้สำนึกของตนเอง รู้ว่ากำลังทำอะไร หรือแม้ไม่รู้ แต่ตนเองเป็นเหตุให้ไม่รู้ เช่น ดื่มสุราจนเมา 

นอกจากนี้ การกระทำนั้นต้องครบองค์ประกอบของความผิดทั้ง “ภายนอก” และ “ภายใน” เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ หากมีการเอาทรัพย์ที่จะขโมยมาอยู่ในความครอบครองแล้ว ก็ถือว่าองค์ประกอบภายนอกครบ และต้องมีองค์ประกอบภายใน เช่น เจตนาตั้งใจทำ หรือประมาทแล้วทำ เมื่อครบทุกองค์ประกอบจึงถือว่าเป็นความผิด และต้องรับโทษตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีเหตุยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ

⭐️ กำลังเผชิญกับปัญหา? ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน


ล้มเลิกก่อนสำเร็จ ยกเว้นโทษได้เมื่อใด?

กรณีที่ 1 สำหรับการกระทำของตนเอง

ล้มเลิกก่อนสำเร็จ (Abandonment) ยกเว้นโทษได้เมื่อใด (2).png

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 กำหนดหลักเกณฑ์ในการยกเว้นโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิดแล้ว แต่ยังอยู่เพียง “ขั้นพยายาม” และได้ ยับยั้งการกระทำของตนเอง หรือ ทำให้การกระทำนั้นไม่บรรลุผลโดยสมัครใจ อย่างไรก็ดี หาก “ส่วนที่ได้กระทำไปแล้ว” เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ก็ยังต้องรับโทษสำหรับความผิดในส่วนนั้นอยู่

สำหรับความผิดขั้นพยายาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 บัญญัติว่า
“ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด”

กล่าวคือ ต้องเป็นการ “ลงมือ” ไปถึงขั้นที่สะท้อนเจตนา เพราะการพยายามจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจไม่ได้ (หากเป็นเพียงความประมาท ในทางอาญามักมีได้เพียงความผิดสำเร็จตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่เป็นความผิดเลย)

ตัวอย่างเช่น หากจะใช้ปืนฆ่าคน ถือปืนเล็งจุดตาย และเริ่มอยู่ในสภาวะพร้อมจะลั่นไก แต่การกระทำไม่ถูกทำต่อจนสำเร็จ เช่น ง้างยิงแล้วแต่ไม่ยิง หรือทำไปจนสุดทางแล้วแต่ไม่สำเร็จ เช่น ยิงแล้วแต่ไม่ตายหรือไม่โดน ลักษณะนี้ย่อมถือว่าเข้าข่าย “พยายาม” และอาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

แต่หากผู้กระทำ ยับยั้งการกระทำของตนเอง เช่น เอาปืนจ่อแล้วแต่ตัดสินใจวางปืน หรือ ทำให้การกระทำนั้นไม่บรรลุผลโดยสมัครใจ เช่น อยู่ในสภาพที่มีอิสระว่าจะยิงหรือไม่ยิง แต่เลือกยิงไปทางอื่นที่ไม่ใช่การมุ่งหมายให้ถึงผลตามที่ตั้งใจไว้ แม้จะเป็นความผิดขั้นพยายาม ก็อาจ ไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82

💬 อ่านคำปรึกษาและคำตอบจากทนาย (Q&A) 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20375/2555

จำเลยที่ 1 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายกอดรัดอยู่กับจำเลยที่ 2 แม้กระสุนปืนจะเฉี่ยวศีรษะของผู้เสียหายไปเป็นเหตุให้มีเพียงบาดแผลฉีกขาดที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บเท่านั้นก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นการยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย และจำเลยได้กระทำไปตลอดครบองค์ประกอบของความผิดฐานพยายามฆ่าแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า เมื่อผู้เสียหายหนีไปอยู่หลังกระต๊อบ จำเลยที่ 2 ไปลากผู้เสียหายออกมาแล้ว จำเลยที่ 1 จะยับยั้งไม่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายต่อไปจนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ได้กระทำไปแล้ว กรณีหาใช่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอด หรือจำเลยที่ 1 กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล อันจะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดนั้น ตาม ป.อ. มาตรา 82

เรื่องของฎีกานี้คือ พวกจำเลยกำลังจะร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่กลับพบว่าเป้าหมายที่กำลังจะปล้นเป็นพวกเดียวกัน จึงยุติการกระทำลง ศาลจึงวินิจฉัยว่า กรณีนี้ถือเป็นการ “ยับยั้งด้วยตนเอง” มิใช่การหยุดเพราะมีอุปสรรคอื่นเข้ามาบังคับให้ต้องหยุดยั้ง

ดังนั้น การยับยั้งการกระทำของตนเอง แม้เหตุผลจะเป็นเพียงว่า “เลือกเป้าหมายผิด” ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความสำนึกว่าไม่ควรทำความผิดก็ได้ ก็ยังสามารถอ้างได้ หากเหตุผลนั้นทำให้เราไม่ได้กระทำความผิดต่อไป เพราะเป็นการหยุดด้วยความสมัครใจของเราเอง ไม่ใช่หยุดเพราะมีอุปสรรคมาขัดขวางจนทำต่อไม่ได้

🔎 หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2502

การกระทำของจำเลยเป็นการพยายามปล้นทรัพย์ตามกฎหมาย แต่การที่พวกจำเลยมิได้กระทำไปจนบรรลุผลสำเร็จ เพราะเห็นว่าผู้เสียหายเป็นพวกเดียวกัน จึงหยุดการกระทำเสียนั้น เป็นการยับยั้งเสียเอง หาใช่เพราะมีอุปสรรคอื่นขัดขวาง จำเลยจึงยังไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82

เรื่องของฎีกานี้คือ พวกจำเลยกำลังจะร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่กลับพบว่าเป้าหมายที่กำลังจะปล้นเป็นพวกเดียวกัน จึงยุติการปล้นลง ศาลจึงวินิจฉัยว่า กรณีนี้ถือเป็นการ “ยับยั้งด้วยตนเอง” มิใช่การหยุดเพราะมีอุปสรรคอื่นเข้ามาบังคับให้ต้องหยุดยั้ง

ดังนั้น การยับยั้งการกระทำของตนเอง แม้เหตุผลจะเป็นเพียงว่า “เลือกเป้าหมายผิด” ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากความสำนึกว่าไม่ควรทำความผิดก็ได้ ก็ยังสามารถอ้างได้ หากเหตุผลนั้นทำให้เราไม่ได้กระทำความผิดต่อไป เพราะเป็นการหยุดด้วยความสมัครใจของเราเอง ไม่ใช่หยุดเพราะมีอุปสรรคมาขัดขวางจนทำต่อไม่ได้

📖 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง


กรณีที่ 2 สำหรับการกระทำของคนอื่น แต่เราเกี่ยวข้อง

ล้มเลิกก่อนสำเร็จ (Abandonment) ยกเว้นโทษได้เมื่อใด (3).png

ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ใช้ให้กระทำ” “ผู้โฆษณาหรือประกาศให้กระทำ” หรือ “ผู้สนับสนุน” หากภายหลังเราเข้าไปขัดขวางจนทำให้ผู้กระทำ กระทำไปไม่ตลอด หรือ กระทำไปตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล ก็อาจมีผลให้ ลดโทษ หรือ ยกเว้นโทษ ได้ 

ตามหลักในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 88 บัญญัติว่า

“ถ้าความผิดที่ได้ใช้ ที่ได้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำ หรือที่ได้สนับสนุนให้กระทำ ได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่เนื่องจากการเข้าไปขัดขวางของผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือประกาศ หรือผู้สนับสนุน ผู้กระทำได้กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้ใช้หรือผู้โฆษณาหรือประกาศคงรับผิดเพียงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 84 วรรคสอง หรือมาตรา 85 วรรคแรก แล้วแต่กรณี ส่วนผู้สนับสนุนนั้นไม่ต้องรับโทษ”

  • “ผู้ใช้” คือ ผู้ที่ใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นไปกระทำความผิด ตามมาตรา 84 
  • “ผู้โฆษณาหรือประกาศ” คือ ผู้ที่โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้ไปกระทำความผิด ตามมาตรา 85

หากบุคคลเหล่านี้เข้าไปขัดขวางโดยสมัครใจ (ไม่ใช่เพราะอุปสรรคมาบังคับ) จนทำให้ความผิดไม่สำเร็จ 

ซึ่งโดยปกติผู้ใช้และผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษ 2 ใน 3 ฐานพยายามกระทำความผิด แต่กฎหมายลดโทษลงให้ไม่ต้องรับผิดเท่าการพยายาม โดยให้รับผิดเพียง 1 ใน 3 สำหรับผู้ใช้ หรือ กึ่งหนึ่งสำหรับผู้โฆษณาหรือประกาศ ซึ่งเป็นโทษที่ต้องรับผิดตั้งแต่ได้ใช้ หรือได้โฆษณาหรือประกาศไปแล้ว

  • “ผู้สนับสนุน” คือ ผู้ที่กระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะไม่รู้ถึงการช่วยเหลือหรือความสะดวกนั้นก็ตาม 

ซึ่งโดยปกติผู้สนับสนุนรับโทษเพียง 2 ใน 3 ของโทษที่ผู้กระทำความผิดต้องรับ แต่ถ้าผู้สนับสนุนได้เข้าไปขัดขวางหรือทำให้การกระทำความผิดไม่สำเร็จ โดยสมัครใจและไม่ใช่เพราะอุปสรรค กฎหมายจะยกเว้นโทษให้

📖 อ่านบทความเพิ่มเติม: 

ส่งท้าย

ในท้ายที่สุด แม้บางกรณีเราจะพยายามย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำผิดแล้ว แต่กฎหมายอาญาก็อาจไม่ได้ยกเว้นโทษให้เสมอไป อย่างน้อยที่สุด ผู้เสียหายอาจเรียกค่าเสียหายจากเราได้น้อยลง และความรับผิดทางแพ่งของเราก็อาจลดลงตามพฤติการณ์ กฎหมายมักเว้นช่องทางไว้ให้พิจารณาลดโทษได้ในบางกรณี โดยมองจากความสำนึกผิดและการแก้ไขเยียวยาของผู้กระทำ เพราะโดยสาระแล้ว กฎหมายมีไว้เพื่อปรามไม่ให้คนทำผิด และอย่างน้อยก็เพื่อสนับสนุนให้ผู้ที่ทำผิดกลับใจแก้ไขตนเอง

📢 หากคุณ ต้องการปรึกษาทนายความเพื่อขอลดโทษ หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนายผู้เชี่ยวชาญ กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย 

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />