ลักทรัพย์นายจ้าง_ สิทธินายจ้าง ดำเนินคดีอย่างไร.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-12-15

ลักทรัพย์นายจ้าง โทษเท่าไหร่? สิทธิผู้เสียหาย ดำเนินคดีอย่างไร?

ลักทรัพย์นายจ้าง_ สิทธินายจ้าง ดำเนินคดีอย่างไร.png

โดยทั่วไปการลักทรัพย์นั้น มักเป็นเรื่องทั่วไปที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในสังคม แต่ผมจะขออธิบายให้เข้าใจแบบนี้ว่า การลักทรัพย์ของคนทั่วไปกับการลักทรัพย์ของนายจ้าง ย่อมมีโทษความผิดทางอาญาที่แตกต่างกัน  

กล่าวคือ การลักทรัพย์นายจ้างย่อมต้องรับโทษ "หนักกว่า" การลักทรัพย์บุคคลธรรมดา 

เหตุผลที่กฎหมายลงโทษหนักในความผิดลักทรัพย์นายจ้างหนักกว่าการลักทรัพย์ของคนทั่วไปก็เพราะ กฎหมายมองว่าการลักทรัพย์นายจ้างเป็นการลักทรัพย์ของบุคคลสนิทใกล้ชิดและไว้ใจ หรือเพราะความสัมพันธ์ฉันนายจ้าง-ลูกจ้าง กฎหมายพิจารณาว่าผู้กระทำผิดซึ่งเป็นลูกจ้างได้ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่นายจ้างมีให้ และอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในการกระทำความผิด กฎหมายจึงบัญญัติเป็นฉกรรจ์เพื่อให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้น

จะมีความผิดลักทรัพย์นายจ้างได้อย่างไรนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจกฎหมายซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดเสียก่อน โดยอธิบายให้เข้าใจโดยง่ายได้ดังนี้ 

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A ของ Legardy โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน


ลักทรัพย์ หมายถึง?

ลักทรัพย์นายจ้าง_ สิทธินายจ้าง ดำเนินคดีอย่างไร (2).png

กฎหมายเรื่อง ลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334  บัญญัติไว้ว่า  

ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท

  1. ผู้ใด หมายถึง ผู้กระทำความผิดที่มีการกระทำโดยการเคลื่อนไหวร่างกาย  หรืออาจจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายก็ได้ (กรณีนี้เรียกว่าการงดเว้น)
  2. เอา หมายถึง หยิบให้เคลื่อนที่ไปโดยเด็ดขาดหรือแย่งการครอบครองไป
  3. ทรัพย์  หมายถึง สิ่งของที่มีรูปร่างมีราคาและอาจยึดถือเอาได้ หรือทรัพย์บางอย่างเช่นที่ไม่มีรูปร่าง เช่น กระแสไฟฟ้า ก็รวมอยู่ในความหมายของทรัพย์ด้วย แม้พิจารณาตามกฎหมายแพ่งจะเป็นทรัพย์สินก็ตาม แต่ศาลฎีกาตัดสินว่าการลักกระแสไฟฟ้าถือเป็นการลักทรัพย์  เป็นต้น
  4. ผู้อื่น หมายถึง บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คนลัก
  5. โดยมีเจตนาลักทรัพย์ หมายถึง คนกระทำต้องมีเจตนาในการกระทำด้วย โดยต้องเข้าใจและรู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำอยู่นั้นเป็นการเอาของคนอื่นไม่ใช่ทรัพย์ของตนเอง (ส่วน เจตนาพิเศษโดยทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรชอบเอาไปเพื่อเป็นของตนเอง)

หากมีบุคคลคนอื่นมาลักทรัพย์เรา เราสามารถดำเนินการได้ ดังนี้    

  • นับตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าถูกลักทรัพย์หรือรู้ว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร เราต้องเร่งรีบในการหาหลักฐานเบื้องต้นหรือพยานที่พบเห็น เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลนั้นต่อตำรวจ ที่สถานีตำรวจในท้องที่ ๆ มีการลักทรัพย์นั้น หากเราไม่เร่งรีบดำเนินการย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้เสียหาย เพราะพยานหลักฐานอาจหายไปได้ เช่น ภาพถ่ายกล้องวงจรปิดอาจถูกลบไปได้ หรือ ตัวผู้กระทำความผิดอาจจะหลบหนีไป หากเป็นเช่นนี้ตำรวจก็จะดำเนินการล่าช้าได้ ฉะนั้นเราต้องเร่งดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิในความเสียหายของตนเอง
  • ที่สำคัญต้องร้องทุกข์ (แจ้งความ) ควรแจ้งความทันทีหลังเกิดเหตุเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและรวบรวมพหลักฐาน หรืออย่างน้อยภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่เรารู้ถึงการขโมยนั้นและรู้ตัวผู้กระทำผิด หากไม่ไปดำเนินการแจ้งความภายใน 3 เดือน แม้จะไม่ได้ทำให้คดีขาดอายุความ แต่เราจะเสียสิทธิในการร้องทุกข์เพื่อฟ้องคดีนั้นๆ

📢 หากคุณกำลังต้องการ คำปรึกษาในการฟ้องคดีลักทรัพย์ หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ของเราได้เลย 

 

หากเราเป็นฝ่ายไปลักทรัพย์คนอื่น แล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร   

หากเรารู้ว่าเรากระทำความผิด โดยส่วนตัวผมขอแนะนำให้ดำเนินการแบบนี้ครับ  

1. ติดต่อทางเจ้าของทรัพย์โดยตรง เพื่อนำของไปคืน ขอโทษและจะชดใช้ค่าเสียหายตามจริง 

รีบไปคุยไกล่เกลี่ยก่อนที่เขาจะแจ้งความ เพราะการทำเช่นนี้อาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราไม่ถูกดำเนินคดีได้ เนื่องจากการคุยกันกับทางผู้เสียหายย่อมทำให้ผู้เสียหายไม่ดำเนินคดีกับเราได้  

หากเขาดำเนินคดีกับเราแล้ว แม้เราจะชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วและผู้เสียหายก็ยอมความแล้วไม่ติดใจเอาผิด แต่ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีกับเราเหมือนเดิม  

เหตุผลที่ตำรวจต้องดำเนินคดีกับเราต่อไปเพราะ การลักทรัพย์เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ผู้เสียหายจะยอมความกันไม่ได้

กล่าวคือ เป็นความผิดที่กระทบต่อรัฐต่อความมั่นคงของประเทศ หากตำรวจไม่ดำเนินการก็จะมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กันเต็มบ้านเต็มเมือง จึงยอมความไม่ได้ 

2. การเข้ามอบตัวยอมรับสารภาพ  

การยอมรับสารภาพย่อมเป็นผลดีต่อเรา จะทำให้เราได้รับการลดโทษความผิดที่เบาลงหากคุณตกลงที่จะต่อรองรับสารภาพ อัยการอาจตกลงลดข้อกล่าวหา เช่น ลดโทษจากความผิดอาญาขั้นรุนแรงเป็นความผิดลหุโทษ หรือ ลดโทษ ซึ่งอาจลดเหลือรอลงอาญา ขึ้นอยู่กับความผิดนั้น ๆ 

ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคุณ ไม่เพียงแต่ในคดีปัจจุบันของคุณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหากคุณถูกตั้งข้อหาอาญาในอนาคตด้วย และประหยัดเงิน แม้ว่านี่ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวของคุณในการยอมรับข้อตกลงรับสารภาพ การยอมรับข้อตกลงรับสารภาพจะช่วยลดความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ และทำให้คุณควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี หากเราไม่ได้กระทำความผิดจริง แต่เราไปรับสารภาพ เช่นนี้ย่อมทำให้เราไม่ได้รับความเป็นธรรมและประวัติอาชญากรรมติดตัวไปตลอดชีวิต  รวมถึงเราต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ดังนั้นจึงควรปรึกษาทนายความที่ไว้ใจก่อนตัดสินใจใดๆ

อ่านเพิ่มเติม: 12 ความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เขียนโดยทนายมืออาชีพ


การลักทรัพย์นายจ้าง

ลักทรัพย์นายจ้าง_ สิทธินายจ้าง ดำเนินคดีอย่างไร (3).png

กฎหมายเรื่องการลักทรัพย์นายจ้างนั้น ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 

ผู้ใดลักทรัพย์  (11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

ทั้งนี้หากลูกจ้างได้กระทำในเวลากลางคืน หรือ โดยใช้ยานพาหนะ ฯลฯ ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจตามกฎหมายอาญา จะทำให้ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นอีก เป็นโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ตามมาตรา 335 วรรค 2

หากเราเป็นนายจ้าง เมื่อมีคนมาลักทรัพย์เราก็สามารถดำเนินการ ตามขั้นตอนดังนี้

  1. สืบหาว่าลูกจ้างคนที่มาลักทรัพย์เราเป็นใคร ทำตำแหน่งอะไร มีหน้าที่ทำอะไร มีที่พักอยู่ที่ไหน
  2. เรียกลูกจ้างคนนั้นมาสอบถาม ว่ากระทำผิดจริงไหม กรณีนี้จะทำให้นายจ้างแน่ใจด้วยว่าลูกจ้างคนนั้นได้กระทำความผิดจริง ๆ และจะได้รู้เหตุผลที่เขาได้กระทำลงไป 

ในกรณีที่ไม่รุนแรง ถ้าหากนายจ้างเมตตาหรือเห็นใจลูกจ้างคนนั้นก็อาจจะไม่แจ้งความดำเนินคดีก็ได้ โดยอาจจะตักเตือน หรือเรียกให้ลูกจ้างคนนั้นชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้าง หรือไล่ออก หากดำเนินการแบบนี้ถือว่าเป็นผลดีต่อตัวลูกจ้างและนายจ้าง เพราะว่านายจ้างไม่ต้องเสียเวลาจ้างทนายดำเนินคดี ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาด้วย ส่วนผลดีต่อตัวลูกจ้างคือการไม่ถูกดำเนินคดี ไม่มีประวัติติดตัว เพราะหากนายจ้างดำเนินคดีจะทำให้ลูกจ้างเสียโอกาสในการที่จะเข้าที่ทำงานในที่อื่นด้วย

ถ้าหากกรณีร้ายแรง เช่น ลูกจ้างลักทรัพย์เป็นเงินบริษัทจำนวนมาก หรือทรัพย์อันสำคัญต่อองค์กร หรือลักทรัพย์แล้วหลบหนี แบบนี้ผมแนะนำให้นายจ้างเร่งรีบดำเนินคดีโดยรวบรวมหลักฐานและแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อลูกจ้างคนนั้นภายใน  3 เดือนนับแต่วันที่เกิดเหตุ หรือจ้างทนายความดำเนินการ

อ่านเพิ่มเติม: ลักทรัพย์นายจ้างยอมความได้ไหม? บทความนี้มีคำตอบ

 

นายจ้างมีสิทธิอย่างไรบ้างเมื่อลูกจ้างลักทรัพย์

  • มีสิทธิไล่ออกเพราะลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง   
  • มีสิทธิหักเงินเดือนเพื่อชดใช้ความเสียหายได้ เฉพาะกรณีนี้มีกฎหมายแรงงานอนุญาตให้ทำได้ หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นหนังสือเท่านั้น

กรณีนี้เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างกลายเป็นผู้กระทำผิดซะเอง ควรปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ

  • มีสิทธิที่จะประกาศว่าลูกจ้างคนนี้พ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้ว แต่กรณีต้องแจ้งแค่การพ้นสภาพเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการประจานลูกจ้าง  
  • มีสิทธิที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และกฎหมายได้บัญญัติให้ลูกจ้างต้องรับผิดหนักขั้น

💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A) 


ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกา ลักทรัพย์นายจ้าง 

ฎีกานี้เป็นเรื่องลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ในการทำงาน โดยจงใจไม่คิดค่าสินค้า อันทำให้ตนเองได้ประโยชน์ ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14267/2558  

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดลักทรัพย์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่จำเลย ที่ 1 กล่าวอ้าง ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และให้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้าง แรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นสิทธิในทางแพ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้อาศัยมูลความผิดในทางอาญา 

แม้จำเลย ที่ 1 และที่ 2 จะให้การต่อสู้คดีว่าไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ประพฤติผิดอย่างร้ายแรงด้วยการกระทำความผิดอาญา ฐานลักทรัพย์นายจ้าง และแม้ศาลอาญากรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาแล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวไม่มีส่วน เกี่ยวข้องและยกฟ้องในส่วนของโจทก์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลแรงงานกลางจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอาญากรุงเทพใต้รับฟังและวินิจฉัยมา ที่ศาลแรงงานกลางให้คู่ความนำพยานเข้าสืบถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ แล้วนำมาวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดของโจทก์ในคดีนี้จึงสามารถกระทำได้ 

โจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานประจำในห้องการเงิน แต่เมื่อว. มาซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 และนำสินค้าไปยังเครื่องคิดเงิน โจทก์ได้ไปทำหน้าที่คิดเงินให้แก่ ว. ซึ่งปรากฏรายการสินค้าที่ ว. ได้รับไปโดยโจทก์ไม่ได้คิดเงินจำนวน 7 รายการ คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 1,931 บาท โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในหน้าที่คิด ราคาค่าสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเพื่อนำส่งให้แก่จำเลยที่ 1 มาเป็นเวลานาน ย่อมมีความชำนาญในการทำงานในหน้าที่ ของตนเป็นอย่างดี 

แม้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเหตุที่ไม่คิดเงินจากสินค้าจำนวน 7 รายการ จาก ว. เนื่องจากหลงลืมและเกิดจากความ ผิดพลาดในการทำงาน แต่สินค้าจำนวน 7 รายการ ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีลักษณะชิ้นใหญ่สามารถมองเห็นและตรวจสอบได้ง่าย การที่โจทก์ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคิดเงินค่าสินค้าแต่กลับไม่คิดเงินค่าสินค้าจำนวน 7 รายการ จาก ว. ทำให้จำเลยที่ 1 ผู้เป็น นายจ้างเสียหายไม่ได้รับชำระค่าสินค้าดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่โจทก์อาศัยโอกาสในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนเป็นช่องทางใน การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่นถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่แล้ว

สรุปข้อกฎหมายของคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า:  

คำพิพากษาฎีกานี้เป็นเรื่องที่ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง แม้ว่าลูกจ้างฟ้องนายจ้างเป็นคดีแรงงาน เพื่อที่จะให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม  และศาลก็ได้ตัดสินว่า ลูกจ้างไม่ผิด  แต่ในคดีอาญาก็ต้องมาพิจารณาแยกอีกต่างหากว่าลูกจ้างมีความผิดหรือไม่ และจะเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาตัดสินว่าลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้างนั้น เป็นการที่ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ในการไม่คิดค่าราคาสินค้าจากลูกค้า มาเป็นระยะเวลานาน ถือว่าลูกจ้างจงใจที่จะไม่นำเงินดังกล่าวส่งให้กับนายจ้างจึงเป็นการลักทรัพย์

ยกตัวอย่าง เช่น เราเป็นลูกจ้างของนายจ้างมีหน้าที่ขายของเก็บเงินกับลูกค้าแต่เรากลับไม่เรียกเก็บเงินจากลูกค้าเลย ก็ทำแบบนี้มาเป็นเวลานาน เราจะอ้างว่าหลงลืมไม่ได้  เพราะเราทำหน้าที่นี้เป็นปกติก็จะต้องมีการเรียกเก็บเงิน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักไม่อาจที่จะหลงลืมหรือผิดพลาดได้ข้ออ้างจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นลูกจ้างต้องระวังเรื่องเหล่านี้ด้วย

🔎หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy

💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A) 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2387/2564  

จำเลยเป็นลูกจ้างผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายรถยนต์ให้ลูกค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเงินค่าจองรถ ค่าดาวน์รถกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายรถซึ่งได้รับจากลูกค้าที่ซื้อรถจากผู้เสียหาย เงินจำนวนต่าง ๆ ที่จำเลยรับไว้จากลูกค้า เป็นการรับเงินไว้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกจ้างผู้เสียหาย ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าผู้มาซื้อรถ จำเลยเพียงแต่รับเงินและยึดถือไว้ชั่วคราวก่อนจะนำส่งมอบให้ผู้เสียหายเท่านั้น อำนาจในการครอบครองควบคุมดูแลเงินดังกล่าวจึงเป็นของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยรับเงินจากลูกค้าของผู้เสียหายรวม 7 ครั้งแล้วเอาเงินดังกล่าวไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก

สรุปข้อกฎหมายของคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า:  

คำพิพากษาฎีกานี้กล่าวโดยสรุปได้ว่าเป็นเรื่องของการที่ลูกจ้างมีหน้าที่ขายรถยนต์ให้กับนายจ้างและหากขายรถยนต์นั้นได้จะต้องนำเงินส่งมอบให้แก่นายจ้างทุกครั้ง หากไม่นำส่งเงินให้กับนายจ้างและเอาเงินนั้นไปใช้เป็นการส่วนตัวจะถือว่าเป็นการลักทรัพย์นายจ้างและการกระทำของลูกจ้างนั้นได้กระทำมา ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวมีหลายครั้ง

ส่งท้าย

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่าน หากยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถเข้าไป ตั้งคำถามผ่านช่องทาง Free Q&A ของแพลตฟอร์ม Legardy หรือรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าปรึกษากับทนายความ ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นครับ

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />