โดนตั้งข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” ยอมความได้ไหม หรือควรสู้คดี2.png
เผยแพร่เมื่อ: 2025-12-15

โดนตั้งข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” ยอมความได้ไหม? หรือควรสู้คดี?

โดนตั้งข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” ยอมความได้ไหม หรือควรสู้คดี2.png

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นตามกฎหมายอาญาแบ่งได้ 4 ประเภท ได้แก่  

1.ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ 

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391

ความผิดฐานนี้เป็นความผิดที่เป็นการใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ซึ่งความผิดฐานทำร้ายร่างกายโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

กรณีนี้แม้ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายทำให้บาดเจ็บเล็กน้อยก็ตามเช่นมีคนใช้ไม้ขนาดเล็กๆตีไปที่ขาของเราทำให้ขาของเราได้รับบาดเจ็บช้ำ  จนต้องทายา  แบบนี้ถือว่าเป็นการทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งผู้กระทำต้องได้รับโทษ และที่สำคัญบทบัญญัตินี้ แม้จะเป็นกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในความผิดลหุโทษก็ตาม แต่ก็เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 3486/2558 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบ มาตรา 80 และ มาตรา 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้อง ข้อ (ค) ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ท่อนไม้และขวดขว้างใส่ผู้เสียหายทั้งสองโดยมีเจตนาทำร้าย จำเลยทั้งสองกับพวกลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองวิ่งหลบหนีได้ทัน ทำให้ท่อนไม้และขวดไม่ถูกร่างกายของผู้เสียหายทั้งสอง 

โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นข้อเท็จจริงว่าหากจำเลยทั้งสองขว้างปาท่อนไม้และขวดถูกผู้เสียหายทั้งสอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสองได้อย่างแน่นอน อันเป็นองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวมาด้วย ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นขนาดของขวดและไม้มาพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ซึ่งหากขวดหรือท่อนไม้ขนาดไม่ใหญ่มากนักขว้างถูกผู้เสียหายทั้งสอง ไม่แน่นอนว่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจได้หรือไม่ 

ฟ้องโจทก์ข้อ (ค) ดังกล่าวนี้ จึงต้องแปลว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองอาจไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายทั้งสอง ตาม ป.อ. มาตรา 391 ประกอบมาตรา 80 และ 83 เท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองในข้อนี้เป็นการพยายามกระทำความผิด จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 105

สรุปข้อกฎหมายของคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า:  

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นหากจะประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษหนัก จะต้องข้อเท็จจริงให้ชัดเจนด้วยว่าจำเลยมีการกระทำต่อโจทก์จริงๆ ใช้วัตถุสิ่งใดในการทำร้ายร่างกาย และขนาดของวัตถุที่ใช้ในการทำร้ายร่างกายนั้นมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่  

เพื่อที่จะทำให้ศาลเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเช่นนั้นจะเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ดังนั้นหากโจทก์ไม่ได้บรรยายมาให้ศาลเห็นเช่นว่านั้นศาลจะลงโทษเพียงแค่เป็นการทำร้ายร่างกายเล็กน้อยตามมาตรา 391 เช่นนี้จะเห็นได้ว่าข้อต่อสู้ของคดีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นย่อมเปิดช่องว่างให้ทางจำเลยต่อสู้ได้โดยอาศัยข้อกฎหมายตามแนวคำพิพากษาฎีกานี้

🔎หาคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ผ่านทางระบบ ค้นหาฎีกา ของ Legardy

อ่านเพิ่มเติม: โทษของการทำร้ายร่างกายและขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อถูกทำร้ายร่างกาย


2. ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรานี้เป็นการทำร้ายร่างกายผู้อื่น โดยทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ   

กรณีนี้เป็นการทำร้ายร่างกายโดยธรรมดาทั่วไปเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินยอมความไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าเช่นมีคนมาทำร้ายร่างกายเราแล้วเค้ายอมชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 10,000 บาทเราไม่ติดใจดำเนินคดีแต่ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่มาทำร้ายร่างกายเราต่อไป 

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A ของ Legardy โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

3. ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

มาตรานี้เป็นบทลงโทษที่ทำให้ผู้กระทำต้องได้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งต้องได้รับโทษหนักกว่าการทำร้ายร่างกายโดยทั่วไปและจะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 40,000 บาทถึง 200,000 บาท 

4. ความผิดฐานไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้ที่ถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย 

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เช่นนี้ผู้กระทำต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ซึ่งเป็นโทษที่หนักที่สุด 

📖 อ่านเพิ่มเติม: 


จะเห็นได้ว่าความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้น ไม่สามารถที่จะยอมความได้ทุกกรณี

📢 หากคุณกำลังมองหา คำปรึกษาแนวทางการสู้คดีทำร้ายร่างกาย หรือต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายอื่นๆ ติดต่อทนาย กว่า 700 คนทั่วประเทศผ่านเว็บไซต์ได้เลย 

แม้ผู้เสียหายจะตกลงกันเรื่องค่าเสียหายในทางแพ่งได้แล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแล้วก็ตาม แต่พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินคดีในทางอาญาต่อไป เช่น ต้องจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาสอบสวนและตั้งข้อหาเพื่อที่จะดำเนินการในชั้นศาลในการให้ศาลลงโทษแก่ผู้กระทำผิด

ดังนั้น เมื่อความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินแล้ว กล่าวคือ แม้จะมีการยอมความกันระหว่างคู่กรณีแต่ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีทางอาญากับเราเหมือนเดิม ดังนั้นการต่อสู้คดีฐานทำร้ายร่างกายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะมีประเด็นทางด้านข้อต่อสู้เยอะพอสมควร 

ประเด็นข้อต่อสู้ในคดีทำร้ายร่างกาย

โดนตั้งข้อหา “ทำร้ายร่างกาย”_ ยอมความได้ไหม_ หรือควรสู้คดี (2).png

1. การอ้างเหตุป้องกัน แต่การป้องกันนั้นจะต้องสมควรแก่เหตุ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

  • เช่น มีคนวิ่งจะเอาไม้ขนาดใหญ่จะมาตีที่หัวเราแต่เราเห็นทันเลยเอาไม้ขนาดเล็กตีไปที่ขาของคนนั้น อย่างนี้เราอ้างเหตุกระทำการโดยการป้องกัน เพราะสมควรแก่เหตุจะทำให้เราไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษ 
  • อีกกรณีก็คือเช่นมีคนเข้ามาบุกรุกบ้านของเราในเวลากลางคืนมาเคาะประตูหน้าบ้าน ซึ่งเราได้ไล่ให้เขาไปแต่เขาก็ไม่ไปเราจึงใช้เท้าถีบเพื่อขับไล่แบบนี้ถือเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

📖 อ่านเพิ่มเติม: ป้องกันตัวอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ?

 

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 919/2552

จำเลยที่ 2 เข้าไปกอดรัด ป. หลังจากที่ถูก ป. ใช้ขวดตีที่บริเวณศีรษะ แต่ ป. ยังไม่หยุดทำร้ายโดยใช้ปากกัดที่บริเวณแขนของจำเลยที่ 2 และยังใช้มือบีบคอจำเลยที่ 2 ด้วย ย่อมเป็นการกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง 

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิเข้าช่วยเหลือป้องกันจำเลยที่ 2 ให้พ้นจากภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้นได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ค้อนตีศีรษะ ป. 3 ถึง 4 ครั้ง เป็นเพียงแผลแตกแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตีเต็มกำลังให้ถึงตาย แต่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อให้ ป. หยุดทำร้ายและปล่อยตัวจำเลยที่ 2 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันจำเลยที่ 2 พอสมควรแก่เหตุ

สรุปข้อกฎหมายของคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า: 

คำพิพากษาฎีกานี้แสดงให้เห็นถึง หลักการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลผู้ตกอยู่ในภาวะอันตรายอันใกล้จะถึง และการป้องกันตัวเองนั้นเป็นการป้องกันพอดีสมควรแก่เหตุ โดยประกอบกับพฤติการณ์ของการกระทำกับผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการกระทำเพื่อป้องกันตัวเอง เพื่อให้พ้นจากภัยอันตรายเท่านั้น  

ยกตัวอย่าง เช่น เราถูกคนกำลังใช้มีดไล่แทงเราจึงวิ่งหนีแล้วไปหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วปาไปใส่ทางคนที่ไล่แทงเราอยู่อาจจะโยนไปแล้วโดนหัวแตกเลือดไหล แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุแล้ว หากการป้องกันเป็นการพอสมควรแก่เหตุแล้วเราก็ไม่ต้องรับโทษ  

อย่างไรถือว่าเป็นการสมควรแก่เหตุเราต้องถือหลักแห่งความเป็นจริงจากพฤติการณ์การกระทำในขณะนั้นที่กำลังเกิดกับตัวตัวเรา เช่น เขาใช้ไม้จะมาตีแต่เราเอาปืนยิงเขาตายแบบนี้ถือว่าเป็นการป้องกันตัวครับ แต่เกินสมควรแก่เหตุไม่สมเหตุสมผลแบบนี้เราก็ต้องได้รับโทษ

2. การอ้างเหตุเป็นการสมัครใจวิวาท   

เช่น มีคนจะเข้ามารุมทำร้ายเรา แต่เราก็ตอบโต้กลับ โดยทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา แบบนี้จะอ้างเหตุป้องกันไม่ได้แต่จะถือว่าสมัครใจวิวาท 

เมื่อเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทแล้ว จะทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ก็จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับเราได้เพราะถือว่าเค้าก็มีส่วนในการกระทำความผิดเหมือนกัน

และ "การวิวาท" หมายถึง การสมัครใจเข้าต่อสู้ทำร้ายกัน หลักมีว่า ถ้ามีการสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน ฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำแก่อีกฝ่ายหนึ่ง จะกระทำการโต้ตอบกลับไปโดย "อ้างป้องกัน" มิได้ เพราะตนมีส่วนผิดในการที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กันเสียแล้ว

📖 อ่านเพิ่มเติม: 

3. การอ้างเหตุบันดาลโทสะ 

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

ในประการนี้หากจะต่อสู้คดีเราต้องบอกว่าเราได้ทำร้ายร่างกายเขาไปโดยที่เราถูกข่มเหงรังแกอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจากบุคคลที่เราทำร้ายร่างกายเป็นเหตุทำให้เราโมโห เกิดโทสะจึงได้ทำร้ายร่างกายบุคคลนั้น กรณีนี้ถ้าหากเราอ้างเหตุบันดาลโทสะไปแล้วก็อาจจะได้รับโทษน้อยลงตามสมควร

อ่านเพิ่มเติม: แบบไหนถึงเรียกบันดาลโทสะ?

 

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936/2562 

แม้ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทำร้ายจำเลยฝ่ายเดียว ด้วยการชกต่อยและบีบคอจำเลย อันถือว่า ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายได้เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลังจากเด็ก ชาย ช. วิ่งออกจากบ้านเข้ามาดึงแยกจำเลยออกจากผู้ตายแล้ว จำเลยก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ส่วนผู้ ตายวิ่งไปที่รถจักรยานยนต์ ถือได้ว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ดังกล่าวที่มีต่อจำเลยได้หมดไปแล้ว จำเลยจะใช้อ้างเพื่อกระทำการป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไปด้วย 

แม้ขณะที่จำเลยวิ่งกลับเข้าไปภายในบ้านจะได้ยินผู้ตายตะโกนพูดว่า มึงตายแน่ และเมื่อกลับออกมาก็เห็นผู้ตายยืนเปิดเบาะล้วงเข้าไปหยิบของในกล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ก็ตาม แต่จำเลยกลับออกมาพร้อมถืออาวุธปืนมาด้วยแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด ทันที โดยไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้กระทำการใดเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุความสำคัญผิดในข้อเท็จ จริงโดยเข้าใจว่ากล่องใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่และผู้ตายล้วงลงไปเพื่อนำอาวุธปืนออกมายิงจำเลยได้ แต่การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่ถูก ผู้ตายชกต่อยและบีบคอฝ่ายเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมย่อม ก่อให้เกิดโทสะแก่จำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิด โดยบันดาลโทสะ ตาม ป.อ. มาตรา 72

สรุปข้อกฎหมายของคำพิพากษาฎีกานี้ได้ว่า: 

การอ้างเหตุบันดาลโทสะตามคำพิพากษาฎีกานี้กล่าวโดยสรุปว่า การที่จะอ้างเหตุบันดาลโทสะในนั้นจะต้องเป็นการกระทำในเหตุการณ์ต่อเนื่องกันเช่น เราได้ใช้ปืนยิงคนอื่นตายหลังจากที่เขาได้ด่าทอเราอย่างร้ายแรงและข่มเหงรังแกเราเช่นตบหน้าหลายหลายทีซ้ำ ๆ และใช้เท้าเหยียบหัวถุยน้ำลายใส่เราและยังด่าพ่อแม่เราแบบนี้ถือว่าการกระทำที่ข่มเหงรังแกเราอย่างไม่เป็นธรรม หากเราได้ยิงปืนใส่เขาตายแบบนี้ เราสามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะได้กล่าวคือก็อ้างว่าเรากระทำไปด้วยความโทสะโมโห แบบนี้กฎหมายย่อมคุ้มครองและอ้างได้

แต่ถ้าการที่เราถูกคนอื่นข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรมนั้นได้ขาดช่วงขาดตอนไปนานแล้ว แบบนี้ถือว่าเราไม่มีความโทสะโมโหอยู่ในขณะที่กระทำกฎหมายจึงไม่คุ้มครองซึ่งจะอ้างกระทำไปเพราะบันดาลโทสะไม่ได้หากเราใช้ปืนยิงเขาตายเราก็ต้องได้รับโทษฐานฆ่าคนอื่นตาย จะอ้างเหตุบันดาลโทสะเพื่อลดโทษไม่ได้

ส่งท้าย

หากโดนตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ควรเรียบเรียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่มีเข้าปรึกษาทนายความที่ไว้ใจ หรือ ขอคำปรึกษาเบื้องต้นจากทนายความโดยไม่ระบุตัวตน ผ่านทางเว็บไซต์ Legardy เพื่อหาแนวทางการดำเนินการในขั้นตอนถัดไป ประเด็นที่อาจต่อสู้ได้ เช่น ทำไปเพราะป้องกันตัว บันดาลโทสะ หรือเป็นการสมัครใจวิวาท เพื่อรักษาสิทธิของเราเองเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายครับ

 

💬 อ่านคำปรึกษากฎหมายและคำตอบจากทนาย (Q&A)

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
sanook ข่าวสด มติชน spring
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “