
ถูกเลิกจ้าง–ไม่ได้ค่าชดเชย ฟ้องคดีแรงงานอย่างไรให้ได้สิทธิครบ (ฉบับอัปเดต 2568)
การถูกเลิกจ้างเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีลูกจ้างคนไหนอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความตระหนก แต่คือการ ตั้งสติ และตรวจสอบสิทธิของตนเองตามกฎหมายแรงงาน เพราะในหลายครั้ง นายจ้างอาจฉวยโอกาสจากความไม่รู้กฎหมายของลูกจ้าง ทำให้ท่านเสียสิทธิประโยชน์ที่เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะได้รับเพื่อนำไปดำรงชีพในระหว่างหางานใหม่
1. ถูกเลิกจ้างต้องทำอย่างไร

เช็กลิสต์สิ่งแรกที่ต้องทำทันที เมื่อท่านได้รับแจ้งข่าวร้ายว่า พ้นสภาพพนักงาน หรือ เชิญออก อย่าเพิ่งรีบเซ็นเอกสารใดๆ โดยที่ยังไม่อ่านให้ละเอียด เพราะเอกสารเหล่านั้นอาจซ่อนถ้อยคำสละสิทธิเรียกร้องต่างๆ ไว้ สิ่งที่ท่านต้องทำมีดังนี้
1) ขอหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร
กฎหมายระบุว่านายจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกกล่าว หากนายจ้างไม่ระบุเหตุผลไว้ นายจ้างจะไม่สามารถยกเหตุผลความผิดของท่านขึ้นมาอ้างในศาลภายหลังได้ นี่คือจุดตายที่สำคัญมากในทางคดี
2) ตรวจสอบวันที่มีผลเลิกจ้างและวันจ่ายเงิน
ต้องชัดเจนว่าจ้างออกถึงวันไหน และจะได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายรวมถึงเงินชดเชยเมื่อไหร่
3) เก็บรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบ
สัญญาจ้างงาน สลิปเงินเดือน (ย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อใช้คำนวณรายได้เฉลี่ย) กฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หลักฐานการสื่อสาร เช่น แชตไลน์ (Line), อีเมล (Email) ที่มีการสนทนาเรื่องการเลิกจ้างหรือคำสั่งงานต่างๆ พยานบุคคล (ถ้ามี)
2. เช็คสิทธิทันที
เงิน 5 ก้อนที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ เมื่อถูกเลิกจ้างโดยที่ท่านไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ท่านมีสิทธิได้รับเงินดังต่อไปนี้
- ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเดือนตั้งแต่วันแรกของงวดจนถึงวันสุดท้ายที่ทำงาน รวมถึงค่าล่วงเวลา (OT) ที่ยังไม่ได้รับ
- ค่าชดเชย (Severance Pay) ตามมาตรา 118
- สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) กรณีให้ออกทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้า
- เงินชดเชยวันหยุดพักผ่อนประจำปี (วันลาพักร้อน) ที่สะสมไว้และยังไม่ได้ใช้
- ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กรณีที่เหตุผลการเลิกจ้างฟังไม่ขึ้น
3. วิธีคิดเงินชดเชยเลิกจ้าง (Severance Pay)
ตามมาตรา 118 นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเพื่อตอบแทนความชอบที่ลูกจ้างทำงานมานาน และเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ตกงานโดยไม่คาดฝัน อัตราค่าชดเชยจะขึ้นอยู่กับ อายุงาน ของท่าน ดังนี้
- ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
- ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
ค่าจ้างอัตราสุดท้าย หมายรวมถึงเงินเดือนและเงินอื่นๆ ที่นายจ้างจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาปกติด้วย เช่น ค่าตำแหน่ง, ค่าพาหนะ (แบบเหมาจ่าย), หรือค่าวิชาชีพ หากท่านมีรายได้เหล่านี้ ต้องนำมารวมเป็นฐานคำนวณ จะทำให้ยอดเงินชดเชยสูงขึ้น
บทความที่คุณอาจสนใจ
- ลาออก vs ถูกไล่ออก vs ถูกเลิกจ้างช่วงทดลองงาน มีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย ต่างกันหรือไม่
- ถูกเลิกจ้างเพราะ “ลดคนปรับโครงสร้าง” ต่างจากวินัยอย่างไร
- วันหยุดพักผ่อนประจำปี กฎหมายแรงงาน 2025 ลูกจ้างได้สิทธิกี่วัน? นายจ้างต้องปฏิบัติยังไง?
4. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) คืออะไร
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 17 การเลิกจ้างสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญาเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป
ตัวอย่างการคำนวณ สมมติบริษัทตัดงวดจ่ายเงินทุกวันที่ 30 ของเดือน ถ้านายจ้างบอกเลิกจ้างวันที่ 28 สิงหาคม (ก่อนวันจ่ายเงิน) จะให้มีผลเลิกจ้างได้เร็วที่สุดคือวันที่ 30 กันยายน (วันจ่ายเงินคราวถัดไป) ท่านยังต้องได้รับเงินเดือนเต็มเดือนกันยายน แต่ถ้านายจ้างบอกว่า เก็บของออกไปได้เลยวันนี้ (28 ส.ค.) นายจ้างต้องจ่ายเงินเดือนของเดือนสิงหาคม และต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เท่ากับค่าจ้างของเดือนกันยายนทั้งเดือนให้ท่านด้วย หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ค่าตกใจ นั่นเอง กรณีแจ้งไม่ครบกำหนด นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาดให้ครบตามจำนวนวันที่ควรจะบอกกล่าว
5. ข้อยกเว้น กรณีไหนบ้างที่นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (มาตรา 119)
กฎหมายให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย หากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและไม่ต้องจ่ายค่าตกใจ ตามมาตรา 119 ดังนี้
- ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เช่น ยักยอกเงินบริษัท ขโมยของบริษัท
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เช่น แกล้งทำลายเครื่องจักร หรือจงใจปล่อยข้อมูลความลับให้คู่แข่ง
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง คำว่า ร้ายแรง เป็นดุลพินิจศาล แต่ต้องเสียหายมากจริงๆ เช่น สูบบุหรี่ในคลังน้ำมันจนเกิดไฟไหม้ (แค่ทำแก้วแตกโดยประมาท ไม่ถือว่าร้ายแรง)
- ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (เว้นแต่กรณีร้ายแรงไม่ต้องเตือน) และหนังสือเตือนมีอายุไม่เกิน 1 ปี
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร (ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่)
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดที่กระทำโดยประมาท นายจ้างต้องระบุเหตุผลตามมาตรา 119 เหล่านี้ไว้ในหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น หากตอนไล่ออกไม่ได้ระบุเหตุผล หรือระบุว่าเลิกจ้างทั่วไป แล้วมาอ้างในศาลทีหลังว่าลูกจ้างทุจริต นายจ้างจะแพ้คดีและต้องจ่ายค่าชดเชยทันที
6. ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (Unfair Dismissal)
นอกเหนือจากเงินชดเชยตามอายุงานแล้ว หากสาเหตุที่ไล่ออกนั้น ฟังไม่ขึ้น หรือเป็นการกลั่นแกล้ง เช่น ไล่ออกเพราะไม่ชอบหน้า ไล่ออกเพราะตั้งครรภ์ หรือไล่ออกโดยอ้างว่าขาดทุนแต่ความจริงบริษัทกำไรมหาศาล กรณีนี้เรียกว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (Unfair Dismissal) ท่านมีสิทธิฟ้องศาลแรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหายส่วนนี้เพิ่มได้ (ตามมาตรา 49 พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ) ซึ่งศาลจะกำหนดให้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุงาน อายุตัว ความเดือดร้อน และมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง
7. ช่องทางเรียกร้องสิทธิ ร้องเรียนที่ไหนได้บ้าง

หากนายจ้างเบี้ยวไม่จ่ายเงิน ท่านมี 2 ทางเลือกหลักในการต่อสู้
ทางเลือกที่ 1 ร้องพนักงานตรวจแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน)
เหมาะสำหรับ คดีที่ข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อน เช่น นายจ้างค้างจ่ายเงินเดือน หรือไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายเป๊ะๆ ขั้นตอน ไปเขียนคำร้อง (คร.7) ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ที่ท่านทำงาน เจ้าหน้าที่จะเรียกนายจ้างมาสอบสวนและมีคำสั่งภายใน 60 วัน ข้อดี ฟรี รวดเร็ว และเจ้าหน้าที่จัดการให้
ทางเลือกที่ 2 ฟ้องศาลแรงงาน
เหมาะสำหรับ คดีที่มีข้อโต้แย้งซับซ้อน หรือต้องการเรียก ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม (ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจสั่งจ่ายส่วนนี้)
ขั้นตอน
- ไปที่ศาลแรงงาน (หรือศาลจังหวัดแผนกคดีแรงงาน) ในเขตพื้นที่
- พบนิติกร ของศาล ท่านสามารถเล่าเรื่องให้เขียนคำฟ้องให้ได้ โดยไม่ต้องจ้างทนายความ (ยื่นฟ้องด้วยวาจาได้)
- คำขอท้ายฟ้อง ขอให้รับกลับเข้าทำงาน หรือ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย (ค่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม) + ค่าชดเชย + สินจ้างแทนการบอกกล่าว + ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าธรรมเนียม
การฟ้องคดีแรงงาน ไม่มีค่าธรรมเนียมศาล กระบวนการ ศาลจะนัดไกล่เกลี่ย ก่อน หากตกลงกันได้ก็จบ รับเงิน หากตกลงไม่ได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีสืบพยานต่อไป
8. สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน
อย่าลืมไปขึ้นทะเบียน นอกจากเงินจากนายจ้างแล้ว ท่านยังมีเงินอีกก้อนที่รออยู่จากกองทุนประกันสังคม เงื่อนไข ท่านต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน สิทธิประโยชน์
กรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (คิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน ต่อปี ตัวอย่าง เงินเดือน 20,000 บาท (คิดฐาน 15,000) จะได้เดือนละ 7,500 บาท นาน 6 เดือน รวม 45,000 บาท
กรณีลาออกเอง ได้รับเงินทดแทน 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ต่อปี (ได้เดือนละ 4,500 บาท นาน 3 เดือน) สิ่งที่ต้องทำ ต้องรีบไปขึ้นทะเบียนว่างงานที่เว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน หรือไปที่สำนักงานจัดหางานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน หากไปช้า ท่านจะเสียสิทธิในวันที่เกินกำหนดไป
⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว



