ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง.png
เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-19

ลาออก vs ถูกไล่ออก vs ถูกเลิกจ้างช่วงทดลองงาน มีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย ต่างกันหรือไม่

รู้หรือไม่? กฎหมายไทยคุ้มครองมนุษย์เงินเดือนมากกว่าที่เราคิด! ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างคนหนึ่งต้องได้รับ ไม่ว่าจะเป็นวันลาป่วย วันหยุดพักร้อน ค่าโอที หรือเงินชดเชยเมื่อตกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกจ้างทุกคนควรรู้เอาไว้เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองด้วย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่นที่ให้ความคุ้มครองกับลูกจ้างอีกเยอะเลย แต่ในบทความนี้เราจะมาเน้นไปที่กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นตัวหลักกันก่อน

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นิยามคำว่า “นายจ้างกับลูกจ้าง” และ “สัญญาจ้างแรงงาน” เอาไว้ ทางเราจะอธิบายเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายสุด คือ นายจ้างเป็นผู้ที่จ้างลูกจ้างให้ทำงาน แล้วให้เงินค่าจ้าง ส่วนลูกจ้างเป็นผู้ที่ตกลงทำงานให้นายจ้างและรับค่าจ้างมา ส่วนสัญญาจ้างแรงงานก็ไม่จำเป็นว่าต้องทำสัญญาเป็นหนังสือเสมอไป เพียงกล่าวด้วยวาจาที่ชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายว่าลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้ค่าจ้างตลอดการทำงาน ก็เป็นสัญญาจ้างแรงงานโดยสมบูรณ์แล้ว

สิทธิขั้นพื้นฐานที่นายจ้างต้องให้แก่ลูกจ้างนั้น คนเป็นนายจ้างก็ควรศึกษากฎหมายเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะกรณีนายจ้างจำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง หรือลูกจ้างเองก็ควรรู้ว่ากรณีตนเองถูกเลิกจ้างนั้นจะต้องได้รับสิทธิอะไรบ้างจากนายจ้าง และค่าชดเชยต้องได้เท่าไหร่ตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้นายจ้างต้องพลั้งทำผิดกฎหมายแรงงานจนโดนลูกจ้างฟ้องกรมแรงงานและเพื่อไม่ให้ลูกจ้างต้องโดนเอาเปรียบจากนายจ้างในกรณีดังกล่าว ในบทความนี้จะช่วยแถลงไขความจริงให้กระจ่างเองว่ากรณีลูกจ้างลาออก ถูกไล่ออก หรือถูกเลิกจ้างช่วงทดลองงานนั้น สิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับมีอะไรบ้าง แตกต่างกันหรือไม่ในแต่ละกรณี และนายจ้างต้องให้ค่าชดเชยแก่ลูกจ้างอย่างไร

 

เหตุการณ์ที่ 1: เมื่อลูกจ้างลาออก

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (2).png

การลาออกของลูกจ้างนั้นเข้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง ที่กำหนดไว้ว่า สัญญาจ้างแรงงานที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้ หรืออธิบายโดยง่ายก็คือการจ้างระยะยาว ไม่ได้มีการกำหนดว่าจะหมดสัญญาจ้างเมื่อไหร่ แล้วลูกจ้างทำหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างนั้นล่วงหน้าก่อนจะถึงหรือวันที่ซึ่งเป็นวันกำหนดรับค่าจ้างในงวดนั้น 

โดยการบอกเลิกสัญญาจ้างหรือการลาออกนี้ไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน แค่บอกก่อนอย่างน้อย 1 เดือนหรือ 30 วัน โดยนับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินเดือนในทุกเดือนนั่นแหละ…แต่จะบอกก่อนก็ได้นะ ยังไงผลของการเลิกสัญญาจ้างก็จะไปมีผลในเดือนถัดไป ประมาณว่าเราตะโกนใส่หน้าเจ้านายว่า “หนูขอลาออกค่ะ!!!” แล้วยื่นซองขาวให้ ณ วันที่ได้รับเงินเดือน นายจ้างรับทราบในเจตนานั้น เราก็ทำงานต่อที่เดิมอีกแค่เดือนเดียวหลังจากวันที่บอกแก่นายจ้างจนถึงวันที่ได้รับค่าจ้างอีกครั้ง แล้วรอรับเงินเดือนก้อนสุดท้ายและกลับบ้าน 

แต่การลาออก อยู่ ๆ เราจะไปบอกนายจ้างว่าขอลาออกนับตั้งแต่วันนี้ก็คงไม่ได้ เพราะมันอาจทำให้นายจ้างของเราเสียหายอย่างใหญ่หลวง ถ้าให้นึกภาพออก ก็เหมือนอยู่ ๆ บริษัทเสียแรงงานที่สำคัญไปหนึ่งคน กว่าจะหาคนแทนได้นั้นไม่ใช่ง่าย เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เขามีสิทธิจะฟ้องเราได้เลยอย่างไม่ต้องสงสัย…เว้นเสียแต่ว่านายจ้างจะยินดีให้ลาออกไปจากบริษัท

ส่วนสิทธิการได้รับค่าชดเชยของลูกจ้างอย่างเราจะไม่ได้รับเหมือนกรณีอื่นหรอก เพราะเราลาออกเอง และนายจ้างก็ไม่มีสิทธิรั้งเราไม่ให้ออกไม่ได้ด้วย ยกตัวอย่างกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2561 ดังว่า “สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด” นายจ้างจะอ้างว่าเรายื่นหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ครบ 30 วัน ไม่ให้ออก หรือพอถึงวันที่เรากำหนดไว้ว่าให้การลาออกของเรามีผล เราหยุดทำงานไปหลังจากวันนั้น แล้วหาว่าเราไม่มาทำงาน ผิดกฎร้ายแรง ละทิ้งหน้าที่ก็ไม่ได้นะจ๊ะ เพราะถือว่าเรากำหนดแล้วว่าวันไหนจะออก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ดังนั้นบอกล่วงหน้าก็เกินพอแล้วค่ะสาว อยากให้อยู่ต่อก็ขึ้นเงินเดือนค่ะ!!!

ส่วนสิทธิอื่นที่ควรได้รับหลังจากการลาออก นอกจากการขึ้นทะเบียนเป็นคนว่างงานกรณียังหางานไม่ได้และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดกับกรมการจัดหางานของกระทรวงแรงงานแล้ว หากบริษัทที่เราทำงานเป็นนิติบุคคลประเภทพวกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลังจากออกจากงานแล้วเราก็มีสิทธิจะได้รับเงินสมทบพร้อมกับผลประโยชน์เงินสมทบได้เช่นกัน ซึ่งอ้างอิงจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ 

อีกทั้งถ้าเรานั้นเป็นนักสะสมวันหยุดพักร้อนตัวยง ไม่พักผ่อนประจำปีเหมือนคนอื่น ทำแต่งาน รักในงานมาก ผลแห่งความขยันจะแสดงผลให้เห็นก็คราวนี้ ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติเดียวกันนี้ กำหนดไว้ว่า กรณีเราลาออก นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักร้อนตามสัดส่วนที่ลูกจ้างคนดีอย่างเราควรได้รับตามมาตรา 30

มาตรา 30 เป็นมาตราที่กำหนดเรื่องจำนวนวันลาพักร้อน หากลูกจ้างทำงานติดต่อกันได้ 1 ปี นายจ้างต้องให้วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานในปีหนึ่ง โดยวันพักผ่อนนั้นนายจ้างจะกำหนดเองล่วงหน้า หรือนายจ้างกับลูกจ้างร่วมกันตกลงก็ได้ และปีถัดไปนายจ้างใจดีให้วันลาพักร้อนเกิน 6 วันทำงานก็ย่อมได้ ส่วนลูกจ้างที่ยังทำงานไม่ครบ 1 ปี นายจ้างอาจกำหนดวันพักผ่อนโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้ เหมือนทำงานกี่เดือนแล้ว ก็บวกลบคูณหาร คิดตามส่วนเอาว่าจะให้พักร้อนกี่วัน 


เหตุการณ์ที่ 2: เมื่อลูกจ้างถูกไล่ออก

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (3).png

กรณีที่ลูกจ้างโดนเชิญให้ออกจากงานแบบยัดซองขาวให้ อาจจะต้องแยกเป็น 2 กรณี

  • กรณีลูกจ้างกระทำความผิด

เป็นกรณีที่นายจ้างสามารถไล่ออกได้เมื่อลูกจ้างทำผิดกฎระเบียบหรือทำผิดกฎหมาย เช่น ลูกจ้างทำร้ายร่างกายนายจ้าง หรือลูกจ้างละทิ้งงานเกิน 3 วันทำงาน เป็นต้น 

  • กรณีลูกจ้างไม่ได้ทำความผิด 

เป็นกรณีที่ลูกจ้างทำงานปกติดีทุกอย่าง แต่นายจ้างมีความจำเป็นต้องให้ออก เช่น การปิดกิจการ หรือการลดจำนวนพนักงาน เป็นต้น

 

กรณีลูกจ้างกระทำความผิด

หากเป็นกรณีแรก นายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเลยตามมาตรา 119 เพราะเป็นสิ่งลูกจ้างได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 6 อย่าง ได้แก่…

  1. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดทางอาญาแก่นายจ้าง เช่น ฉ้อโกงเงินบริษัท 
  2. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เช่น จงใจเอาแมลงสาบใส่ในอาหารแล้วไปเสิร์ฟให้ลูกค้า ร้านอาหารนายจ้างได้รับความเสียหาย
  3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เช่น ลูกจ้างประมาททำสินค้าของบริษัทเสียหาย จนสูญเสียรายได้มหาศาล
  4. ฝ่าฝืนข้อบังคับที่เกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม อีกทั้งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วแต่ก็ยังทำอยู่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำต้องตักเตือนเลยก็ยังได้ ส่วนหนังสือเตือนมีผลบังคับไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ลูกจ้างได้ฝ่าฝืน
  5. โดดงานหรือละทิ้งงานเกิน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันควร แม้จะมีวันหยุดคั่นกลางก็ตาม
  6. ถูกศาลพิพากษาให้มีโทษจำคุก โดยคำพิพากษานั้นถึงที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องประมาทหรือความผิดลหุโทษ ต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายนะ 

แต่ไม่ว่าจะยังไง นายจ้างต้องระบุสาเหตุการเลิกจ้างเหล่านี้ลงในการบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วย โดยการไล่ออกนี้ นายจ้างไม่ต้องทำตามมาตรา 17 ที่ว่าต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่เกิน 1 เดือนหรือ 30 วันเลย เป็นไปตามมาตรา 17 วรรคสี่ ที่กำหนดว่า กรณีมาตรา 119 ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า นอกจากจะไม่ได้ค่าชดเชยแล้ว ค่าจ้างที่ควรได้รับเนื่องจากไม่ใช้วันลาพักร้อนนั้น ก็จะคิดตามสัดส่วนของปีที่สะสมไปตามมาตรา 67 วรรคสอง

 

กรณีลูกจ้างไม่ได้ทำความผิด

ส่วนกรณีสอง เป็นเรื่องความจำเป็นของนายจ้าง ไม่ว่าจะภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจนต้องปิดกิจการลง หรือการลดจำนวนพนักงานนั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 118 ซึ่งแบ่งจ่ายตามอายุการทำงานแบบขั้นบันได ดังนี้

  1. ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้าง 30 วัน
  2. ทำงาน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 90 วัน
  3. ทำงาน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 180 วัน
  4. ทำงาน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 240 วัน
  5. ทำงาน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 300 วัน
  6. ทำงาน 20 ปีขึ้นไป  ได้ค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 400 วัน

แล้วลูกจ้างยังได้รับค่าจ้างตามส่วนสำหรับวันหยุดพักร้อนตามมาตรา 67 วรรคหนึ่งอีกด้วยนะ ยิ่งถ้านายจ้างบอกกระทันหันว่าเลิกจ้างทันที นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยที่ทำให้ลูกจ้างเสียขวัญ หรือที่เรียกกันติดปาก คือ ค่าตกใจ นั่นเอง

ทั้งนี้ยังมีกรณีที่นายจ้างจำเป็นต้องย้ายสถานประกอบการหรือนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนลูกจ้างอย่างเรา หลักการทั่วไปที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายค่าชดเชยนั้นไม่ต่างจากหลักการทั่วไปเลย เพียงต่างกันเรื่องรายละเอียดของจำนวนวันที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงวิธีการบอกกล่าว และจำนวนในการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นตามมาตรา 120 กรณีย้ายสถานประกอบการ สุดท้ายมาตรา 121 และมาตรา 122 กรณีนำเทคโนโลยีเข้ามาแทน

บทความที่คุณอาจสนใจ


เหตุการณ์ที่ 3: เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างช่วงทดลองงาน

ด่าแบบไหนเรียก “หมิ่นประมาท” รู้ไว้ก่อนโดนฟ้อง (4).png

กรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างช่วงทดลองงาน ก็มีมาตรา 17 วรรคสอง ช่วงท้ายได้กำชับไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ให้ถือว่า

 สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย” ดังนั้นการบอกเลิกสัญญาจ้างโดยนายจ้าง ต้องปฏิบัติตนเหมือนกรณีลูกจ้างถูกไล่ออกเลย ถ้าบอกกระทันหันแบบไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็ต้องจ่ายค่าที่ทำให้ลูกจ้างตกใจมาด้วย และหากลูกจ้างทำงานในช่วงทดลองงานนี้เกิน 120 วัน ก็ต้องได้รับค่าชดเชยตามที่มาตรา 118 กำหนดไว้ด้วย

โดยจะยกตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550 มาให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนที่กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานได้เห็นว่า ตามมาตรา 17 วรรคสอง ไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานตามสัญญาจ้างทดลองงานที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นการที่นายจ้างไม่บอกก่อนว่าให้ออก นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าตกใจให้ลูกจ้างอย่างเรา และในกรณีตามคำพิพากษานี้ มาตรา 118 ก็ไม่ได้กำหนดเช่นกันว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงานหรือตามสัญญาจ้างทดลองงาน ศาลจึงวางแนวว่าต้องนับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจนถึงวันเลิกจ้างเป็นระยะเวลาทำงานเพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชย ก็คือไม่ว่าจะอยู่ในช่วงทดลองงาน แต่ในเมื่อเข้ามาเป็นลูกจ้างและเข้ามาทำงาน ก็ต้องนับระยะเวลาตั้งแต่วันนั้น ซึ่งในกรณีนี้ลูกจ้างทำงานเกิน 120 วันแล้ว นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่า 30 วัน

 

สรุป

การออกจากงานหรือบริษัทที่เราทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ลูกจ้างอย่างเราลาออกเสียเอง หรือเลวร้ายที่สุดคือการโดนไล่ออกในกรณีที่นายจ้างจำเป็นต้องเลิกจ้าง เพราะต้องปิดกิจการหรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานอย่างเรา หรือเป็นเพราะลูกจ้างทำผิดอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้นายจ้างต้องไล่ลูกจ้างออกก็ตาม หากไม่ใช่กรณีที่ทำผิดหนักหนาตามมาตรา 119 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น ลูกจ้างยังคงต้องมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าชดเชยที่ไม่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานล่วงหน้า มาตรา 17 วรรคสาม และค่าจ้างที่ควรได้รับเนื่องจากเขาให้วันลาพักร้อนประจำปี แต่ไม่ใช้ ตามมาตรา 67 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 30 ในกฎหมายเดียวกัน แต่ถ้ากรณีมาตรา 119 มันคงร้ายแรงเกินกว่าที่กฎหมายจะยอมให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยในการทำงานและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้าง นายจ้างจะถูกเอาเปรียบเกินไป กฎหมายเลยกำหนดว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวนั้นเลย ตามมาตรา 17 วรรคท้าย แต่ค่าจ้างวันลาพักร้อนนี้ ลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับ แต่เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง คือจ่ายตามปีที่สะสม ไม่ได้จ่ายตามสัดส่วนแบบคนอื่นเขา 

กฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่สำคัญมาก ลูกจ้างควรศึกษาให้เข้าใจเพราะประโยชน์และสิทธิที่ตัวเองควรจะได้รับมันจะเป็นไปตามกฎหมายกำหนด อีกทั้งป้องกันตัวไม่ให้โดนเอาเปรียบได้โดยง่าย ส่วนนายจ้างก็ใช่ว่าจะไม่ต้องรู้เรื่องพวกนี้ เพราะมันยิ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเองในวันที่เกิดปัญหาหรือต้องกระทำการใดขึ้นมา หากทำไม่ถูกต้องเราก็เสี่ยงที่จะโดนกฎหมายทำโทษได้เหมือนกัน

⭐️ ปรึกษาทนายเบื้องต้นฟรี ง่ายๆผ่านทาง Free Q&A โดยไม่จำเป็นต้องระบุตัวตน

 


แหล่งอ้างอิง

ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา. “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2561, และ 5131/2550”. สืบค้นเมื่อ 28/11/2568

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน. “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”. สืบค้นเมื่อ 24/11/2568

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
cta
ปรึกษาทนาย 24 ชั่วโมง
“ ได้รับคำตอบทันที ! “
bind:isSubmitting />