คำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2542

ค้นหาธรรมดา

ค้นหาคำพิพากษาฎีกาอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการค้นหา: ใช้ตัวกรองเพื่อค้นหาให้แม่นยำขึ้น

พบ 1358 รายการ (136 หน้า)

ฎีกาที่ 1772/2542

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1772/2542

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 196 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 142 พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 18, 21, 29, 30, 34, 35

สัญญาซื้อขายข้าวระหว่างโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 กับจำเลยทำขึ้นตามข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปตามที่ระบุในสัญญาของ กาฟต้า โดยสัญญาดังกล่าวระบุว่า ข้อพิพาทใด ๆที่เกิดขึ้นจากหรือตามสัญญานี้จะต้องพิจารณาตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการตาม กฎอนุญาโตตุลาการข้อที่ 125 ของกาฟต้าที่ใช้บังคับในวันทำสัญญานี้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้และถือว่าคู่สัญญาต่างทราบกันดีอยู่แล้ว กฎอนุญาโตตุลาการและแบบฟอร์มสัญญาดังกล่าวจึงผูกพันใช้บังคับได้ กฎอนุญาโตตุลาการข้อที่ 125 เปิดโอกาสให้คู่กรณีเพียงแต่ใช้สิทธิอุทธรณ์คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และส่งเอกสารเพิ่มเติมได้เท่านั้น ส่วนกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็เป็นผู้ที่ได้รับเลือกไว้แล้วตามข้อ 9 ของข้อบังคับว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการฉบับที่ 125 หาได้ให้ คู่กรณีแต่งตั้งกรรมการในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ไม่ เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ และคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปตามกฎอนุญาโตตุลาการข้อที่ 125 ของกาฟต้าตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาซื้อขายแล้ว แม้วิธีพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามกฎดังกล่าว จะแตกต่างไปจากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 อยู่บ้าง จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว จะอ้างว่าขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ เพราะมิได้ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในชั้นพิจารณาอุทธรณ์หาได้ไม่ ทั้ง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ก็เป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับ ชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ก ลงวันที่10 มิถุนายน 2501(ค.ศ. 1958) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอันจะได้ รับรองและบังคับในราชอาณาจักรไทยตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลจะทำคำสั่งปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ก็ต่อเมื่อปรากฏว่ามีเหตุตามมาตรา 34 และ มาตรา 35 เมื่อโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ฟ้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์กฯ ซึ่งศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับ ตามคำชี้ขาดเสียได้ต่อเมื่อจำเลยซึ่งจะถูกบังคับสามารถ พิสูจน์ได้ว่ามีกรณีตามที่ระบุไว้ในอนุมาตรา(1) ถึง (6) ของมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการฯ กรณีใด กรณีหนึ่งหรือมีกรณีตามที่ระบุไว้ในมาตรา 35 เท่านั้น แต่ก็ ไม่ปรากฏกรณีดังกล่าว ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและ คำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นคำชี้ขาดของ อนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วย การยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์กฯ อันจะได้รับการรับรองและบังคับในราชอาณาจักรไทยตามพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และผูกพันจำเลย โจทก์ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้ บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ก กรณีจึงอยู่ใต้บังคับแห่ง มาตรา 34(6) ของพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการฯ ให้ศาลปฏิเสธคำชี้ขาดที่ยังไม่มีผลผูกพัน เป็นยุติ ฉะนั้น แม้อนุญาโตตุลาการของกาฟต้า จะมีคำชี้ขาดในวันที่ 25 มีนาคม 2535 ก็ตาม แต่เมื่อกรณียังสามารถอุทธรณ์ คำชี้ขาดไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกาฟต้าได้คำชี้ขาดดังกล่าวจึงยังไม่มีผลผูกพันเป็นยุติ จึงต้องถือตามคำชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีผลผูกพันเป็นยุติดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และจำเลยนำข้อพิพาท เสนออนุญาโตตุลาการชี้ขาด เมื่ออนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว โจทก์ที่ 1 และจำเลยได้อุทธรณ์คำชี้ขาดต่อคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ตามกฎอนุญาโตตุลาการข้อที่ 125 ส่วนโจทก์ที่ 2 ยื่นเอกสารผลการพิจารณา คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัย ให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 1 และ โจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่15 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งโจทก์ทั้งสอง และจำเลยได้รับทราบตามพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 21 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 อันมีผลเป็นการยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคำร้องขอของโจทก์จึงยื่นภายในระยะเวลาที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 30 กำหนดไว้แล้ว เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันฟ้องไว้โดย โจทก์ที่ 1 ขอคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ25.1บาทและ1ปอนด์สเตอร์ลิง ต่อ 38 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ขอคิดอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 25.50 บาท และ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง ต่อ 38 บาท ดังนั้น หากอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ ศาลพิพากษาหรือ ในวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันพิพากษาสูงกว่าอัตรา ที่โจทก์ขอ ก็คงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนได้ไม่เกินไปกว่าอัตรา ที่โจทก์ขอไว้

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 269/2542

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2542

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 78 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 213

จำเลยที่ 1 ได้ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนซึ่งคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวศาลได้ใช้ ประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลยที่ 1 ด้วย จึงถือว่าคำให้การ ของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่ การพิจารณา การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 จึงไม่เหมาะสมศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข และเมื่อการลดโทษให้จำเลยที่ 1 เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมี อำนาจพิพากษาให้ลดโทษไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาลงอีกด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 1510/2542

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2542

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 150, 173, 711 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 55, 177, 183, 225, 249

จำเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่จำเลยมิได้บรรยายว่าสภาพแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ข้อใดที่เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้งอย่างไรคำให้การของจำเลยจึงแสดงเหตุโดยไม่ชัดแจ้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองทั้งศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ดังนี้ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นโดยชอบจึงต้องห้าม มิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ การที่จำเลยผู้จำนองทำหนังสือมอบอำนาจโดยจำเลยยอมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711 ย่อมมีผลเพียง ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวนั้นไม่สมบูรณ์ โดยโจทก์จะบังคับหรือ ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้เท่านั้น แต่หามีผล ทำให้นิติกรรมการจดทะเบียนจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลย ในส่วนอื่นที่กระทำโดยชอบต้องเสียไปไม่ สัญญาจำนองระหว่าง โจทก์กับจำเลยจึงยังมีผลใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยยังมิได้ ชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลย

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
ฎีกาที่ 799/2542

# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2542

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 3, 32 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 66, 102, 106 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 67 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษ

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในความครอบครองและโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 97(พ.ศ. 2539) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539)ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มีผลเป็นเพียงให้เมทแอมเฟตามีนถูกเพิกถอนจากการเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 มาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1เท่านั้น โดยไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติยกเลิกความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ฉะนั้นจำเลยจึงยังมีความผิดและต้องรับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอยู่ส่วนจะต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ย่อมเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำผิด ซึ่งต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยคือตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67ทั้งนี้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 116 ต้องเป็นกรณีมีการลงโทษตามมาตรา 89 มาตรา 90มาตรา 98 มาตรา 99 มาตรา 100 หรือมาตรา 101 เมื่อคดีนี้มิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่ริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

คลิกเพื่ออ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม
หน้า จาก 136
แสดงรายการ 1 - 10 จากทั้งหมด 1358 รายการ