
ทำพินัยกรรมเขียนเองให้ใช้ได้จริง รูปแบบพินัยกรรม และเมื่อไหร่ควรจ้างทนายทำพินัยกรรม

พินัยกรรมคืออะไร?
“พินัยกรรม” (Will/Testament) คือ คำสั่งสุดท้ายของเจ้ามรดก (เจ้าของทรัพย์สิน) ที่กำหนดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของตนเองและเรื่องสำคัญต่างๆไว้ล่วงหน้า เผื่อตนเองเสียชีวิต โดยแสดงเจตนาผ่านการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามรดกจะถูกส่งต่อไปยังคนในครอบครัวหรือคนที่รักตามเจตนาที่ตั้งใจไว้ โดยพินัยกรรมนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อผู้นั้นถึงแก่ความตายไปแล้ว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ มาตรา 1647)
ไม่ว่าจำนวนทรัพย์หรือสมาชิกในครอบครัวจะมีมากหรือน้อยก็ตาม การเขียนพินัยกรรมมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยลดปัญหาและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งมรดกไม่ลงตัว ช่วยป้องกันทรัพย์สินตกหล่นหรือไปไม่ถึงมือผู้รับตามที่ตั้งใจไว้ ทั้งยังช่วยให้เราหมดห่วงและมั่นใจได้ว่าเจตนารมณ์ของเราจะได้รับการเคารพตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักรูปแบบพินัยกรรมที่ใช้ได้จริงตามกฎหมาย คำแนะนำแบบ step-by-step วิธีทำพินัยกรรมเองอย่างถูกต้อง กรณีใดควรพิจารณาจ้างทนายความทำพินัยกรรม รวมถึงช่วยตอบคำถามเรื่องค่าจ้างทนายโดยประมาณเพื่อประกอบการตัดสินใจ
พินัยกรรมตามกฎหมายไทย ทำอย่างไร? ใครทำได้บ้าง?
การทำพินัยกรรมให้สมบูรณ์นั้น จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องยากแค่ “ถูกแบบ ถูกขั้นตอน และชัดเจน” ก็จะทำให้สิ่งที่เราได้กำหนดลงไปในพินัยกรรมมีผลใช้ได้จริงตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 1646 - มาตรา 1710)
ใครสามารถทำพินัยกรรมได้บ้าง?
- เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่นิติบุคคล/บริษัท)
- ผู้นั้นต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว (มาตรา 1703)
- ไม่ได้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือ เป็นบุคคลที่จริตวิกล (บ้า)อยู่ในขณะทำ (มาตรา 1704)
จะเห็นได้ว่า กฎหมายวางหลักเกณฑ์เรื่อง “ความสามารถในการทำพินัยกรรม” ไว้อย่างกว้างๆ โดยพิจารณาจากขณะที่ผู้นั้นทำพินัยกรรม (มาตรา 1654) เพื่อคุ้มครองให้เป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องความสามารถในการทำพินัยกรรม พินัยกรรมนั้นย่อมไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย (ตกเป็นโมฆะ)
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะมีความสามารถในการทำพินัยกรรมได้ แต่หากทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ก็จะทำให้พินัยกรรมฉบับนั้นตกเป็นโมฆะ ดังนั้นในลำดับต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจว่าแบบของพินัยกรรมที่กฎหมายยอมรับมีกี่แบบ
แบบของพินัยกรรม (5 รูปแบบ)
ส่วนนี้ถือได้ว่าสำคัญที่สุดในการเขียนพินัยกรรม เพราะหาก “ทำผิดแบบ” แม้จะตั้งใจเขียนหรือเจตนาดีเพียงใด พินัยกรรมนั้นก็ไม่มีผลใดๆทางกฎหมายเลย (โมฆะ ตามมาตรา 1705) โดยกฎหมายกำหนด "แบบของพินัยกรรม" ไว้ดังต่อไปนี้
- พินัยกรรมแบบธรรมดา
- พินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ
- พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
- พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
- พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา
โดยถัดไปจะเป็นการอธิบายองค์ประกอบของพินัยกรรมทั้ง 5 แบบให้เห็นภาพชัดๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกพินัยกรรมรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเอง (ในบทความนี้จะขอละการพูดถึงพินัยกรรมที่ทำในต่างประเทศและพินัยกรรมที่ทหารทำในในระหว่างเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะการรบหรือการสงครามไว้กล่าวถึงในบทความถัดไป)
เอกสาร/หลักฐานที่ต้องเตรียมในการทำพินัยกรรม (ภาพรวม)
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ทะเบียนบ้าน
- เอกสารกรรมสิทธิในทรัพย์สินต่างๆ
- พยานอย่างน้อย 2 คน
- ใบสำคัญสมรส / สูติบัตร (ถ้ามี)
- กรณีผู้สูงอายุหรือป่วย ควรมีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่ามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
1) พินัยกรรมแบบธรรมดา (มาตรา 1656)
พินัยกรรมแบบธรรมดา เป็นรูปแบบที่คนไทยนิยมทำมากที่สุด เพราะทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถเลือกที่จะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ เพียงแค่ทำให้ “ครบถ้วน ถูกต้องตามแบบ” ก็ใช้ได้
องค์ประกอบ (ต้องครบทุกข้อ)
- ต้องทำเป็นหนังสือ (เขียน/พิมพ์)
- ลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม
- ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อ(เซ็นชื่อ)
- พยานอย่างน้อย 2 คน อยู่ต่อหน้า ขณะผู้ทำลงลายมือชื่อ
- พยานทั้ง 2 คนนั้นลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ต่อหน้าผู้ทำในขณะนั้น
ข้อควรระวัง:
พยานทั้ง 2 คนต้องอยู่ด้วยตลอดเวลา รับรู้และเห็นเหตุการณ์ที่ผู้ทำกำลังทำพินัยกรรม และลงลายมือชื่อต่อหน้าตนที่เป็นพยาน และพยานทั้ง 2 ก็ต้องลงลายมือชื่อของตัวเอง เพื่อรับรองการเซ็นชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้นด้วย ทั้งนี้กฎหมายก็ยังได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเป็นพยานในพินัยกรรมได้ไว้ ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดๆไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553:
ในคดีนี้ พยานไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะผู้ทำกำลังทำพินัยกรรม (ไม่ว่าพยานคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน) แต่พยานกลับมาลงลายมือชื่อในพินัยกรรมทีหลัง กรณีนี้ย่อมทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะทันที แม้ว่าภายหลังพยานได้สอบถามผู้ทำว่ามีเจตนาทำพินัยกรรมตามนั้นจริง ก็ไม่สามารถทำให้พินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้ว กลับมามีผลสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายได้อีก
2) พินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657)
พินัยกรรมรูปแบบนี้ผู้ทำจะต้องเขียนเนื้อหาในพินัยกรรมด้วยตัวเองทั้งหมด จะไม่สามารถพิมพ์หรือให้คนอื่นช่วยเขียนได้
องค์ประกอบ (ต้องครบทุกข้อ)
- ต้องเขียนข้อความในพินัยกรรมด้วยตัวเองทั้งหมด
- ลงวันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม
- ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อ (ห้ามพิมพ์ลายนิ้วมือหรือประทับตราใดๆแทน ต้องเป็นการลงชื่อเท่านั้น)
ข้อดีของพินัยกรรมแบบเขียนเอง:
สามารถทำได้ง่ายเพียงแค่มีกระดาษและปากกา อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีพยานลงชื่อรับรองในพินัยกรรมก็สมบูรณ์ อย่างไรก็ดีในชั้นศาล อาจมีการสอบถามหรือตรวจพิสูจน์ “ลายมือ” ว่าเป็นของผู้ทำพินัยกรรมจริงและ “สติสัมปชัญญะ” ของผู้ทำ ณ วันที่ทำพินัยกรรมว่าปกติดี
ข้อควรระวัง:
หากมีบางส่วนที่พิมพ์หรือมีผู้อื่นช่วยเขียน พินัยกรรมฉบับนั้นจะอาจกลายเป็น “พินัยกรรมแบบธรรมดา” ซึ่งหากไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรอง ก็จะทำให้กลายเป็นโมฆะ ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567:
คดีนี้ศาลมองว่าแม้พินัยกรรมมีข้อความบางส่วนที่เป็นตัวพิมพ์ (หัวข้อที่พิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม) และได้เว้นช่องให้กรอกข้อความด้วยการเขียน (ซึ่งโดยทั่วไปอาจถูกจัดเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา เนื่องจากมีทั้งการพิมพ์และเขียนเอง) แต่เนื่องจากในกรณีนี้ผู้ทำพินัยกรรม ได้เขียนเนื้อหาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญด้วยตัวเองทั้งหมด (สถานที่ วันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม ชื่อ ที่อยู่ของผู้ทำพินัยกรรมและแสดงเจตนาในการจัดการทรัพย์สินหลังตาย) รวมทั้งมีการลงลายมือชื่อของตัวเองไว้ว่าเป็นผู้เขียน/ผู้พิมพ์ ศาลจึงถือว่าเป็น “พินัยกรรมแบบเอกสารเขียนเองทั้งฉบับ”
Tips: แม้ว่าจะเป็น “พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ” หากมีพยาน 2 คนลงลายมือชื่อรับรองในพินัยกรรมด้วย ก็จะเป็นเหมือนการป้องกันข้อผิดพลาดอีกชั้น (double save) เพื่อให้สามารถเป็น "พินัยกรรมแบบธรรมดา"ได้ด้วย อีกทั้งพยานก็สามารถช่วยยืนยันเจตนาของเจ้ามรดกได้
3) พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (มาตรา 1658)
ที่เรียกพินัยกรรมรูปแบบนี้ว่า “เอกสารฝ่ายเมือง” เพราะต้องทำต่อหน้าพนักงานทะเบียนของรัฐ (นายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขต) โดยผู้ที่ต้องทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเดินทางไปยัง สำนักงานเขต(กรุงเทพ)หรือสำนักทะเบียนอำเภอเพื่อยื่นคำร้อง (สำนักงานแห่งใดก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนา)
- ในบางกรณีที่เป็นผู้สูงอายุเดินทางลำบาก ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้พิการ อาจยื่นคำขอล่วงหน้าให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาที่โรงพยาบาลหรือบ้าน เพื่อมาดำเนินการให้ได้ (มาตรา 1659)
- ทั้งนี้จะมีค่าธรรมเนียมต่อพินัยกรรม 1 ฉบับอยู่ที่ 50 บาท (กรณีทำ ณ สำนักงาน) หรือ 100 บาท (กรณีทำนอกสำนักงาน) และใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
※ อย่าลืมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยาน 2 คนไปให้พร้อม (หากไม่สามารถหาพยานมาเองได้ สามารถขอให้ทางสำนักงานจัดหาให้ก็ได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องทำพินัยกรรมอย่างเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ ต้องการป้องกันความเสี่ยงที่พินัยกรรมของตัวเองจะถูกปลอมแปลงหรือแก้ไขโดยผู้ไม่หวังดี
องค์ประกอบ (ต้องครบทุกข้อ)
- ผู้ทำพินัยกรรม แจ้งข้อความที่ต้องการให้ระบุลงในพินัยกรรม ต่อเจ้าพนักงานและต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คน พร้อมกัน
- เมื่อเจ้าพนักงานได้จดข้อความที่แจ้งแล้ว จึงอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง พร้อมกัน
- ผู้ทำพินัยกรรมและพยาน ฟังและตรวจสอบให้แน่ใจว่าถูกต้องตรงตามเจตนาที่แจ้งไป
- ผู้ทำพินัยกรรมและพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อในพินัยกรรม
- เจ้าพนักงานลงลายมือชื่อ วันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม รวมถึงจดบันทึกว่าพินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นอย่างถูกต้อง พร้อมประทับตราตำแหน่ง
เมื่อทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำสามารถรับไปเก็บรักษาไว้เอง หรือเลือกที่จะฝากพินัยกรรไว้ที่สำนักงานก็ได้
หากเลือกที่จะฝากไว้เจ้าพนักงานจะออก “ใบรับพินัยกรรม (พ.ก. 7)” ให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดก/ผู้ได้รับมรดกโดยพินัยกรรม/ผู้ที่เจ้ามรดกสั่งให้รับมอบพินัยกรรม สามารถมาขอรับพินัยกรรมได้โดยแสดงใบ พ.ก.7 และใบมรณะบัตรต่อเจ้าพนักงาน
ข้อดีของพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง:
แม้ว่าต้องเสียค่าธรรมเนียมและอาจจะดูมีขั้นตอนที่เยอะไปบ้าง แต่ก็มีข้อดีหลายๆประการ ในการเลือกทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง คือ
- สามารถลดความเสี่ยงในการทำพินัยกรรมผิดแบบ-เป็นโมฆะ: เนื่องจากขั้นตอนต่างๆจะถูกดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่และรับรองโดยพยานอย่างถูกต้อง
- แม้ไม่สามารถเขียนได้ด้วยตัวเองก็ทำพินัยกรรมได้ (หรือ กรณีเป็นผู้พิการ): เจ้าพนักงานจะ “อ่านให้ฟังและยืนยันข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้แจ้งไว้” พร้อมให้ใช้ “ลายพิมพ์นิ้วมือ” แทนลายเซ็นต่อหน้าพยาน 2 คนได้
- มีการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย: พินัยกรรมที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่สำนักทะเบียน ป้องกันการสูญหาย การปลอมแปลงและการถูกแก้ไขในภายหลังได้
- พินัยกรรมจะไม่ถูกเปิดเผยต่อผู้อื่น: เนื่องจากมีกฎหมาย (มาตรา 1662) ห้ามเจ้าพนักงานเปิดเผยสำเนาหรือต้นฉบับพินัยกรรม ในระหว่างผู้ทำยังมีชีวิตอยู่ (โดยผู้ทำก็ยังสามารถมาขอรับพินัยกรรมของตนคืนเมื่อไหร่ก็ได้)
4) พินัยกรรมแบบเอกสารลับ (มาตรา 1660)
พินัยกรรมรูปแบบนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาความลับ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดรายละเอียดอย่างพิถีพิถันเพื่อป้องกันการปลอมแปลงและยังห้ามเจ้าพนักงานเปิดพินัยกรรมแก่ผู้อื่นขณะผู้ทำยังมีชีวิตอยู่ (มาตรา 1662)
โดยมีข้อแตกต่างจาก “แบบเอกสารฝ่ายเมือง” ตรงที่ ผู้ทำไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเนื้อหาต่อพยานหรือนายทะเบียนระหว่างทำพินัยกรรม โดยสามารถมอบพินัยกรรมที่ปิดผนึกอยู่ในซอง ต่อหน้านายอำเภอ/ผู้อำนวยการเขตและพยานได้เลย ทั้งนี้มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ฉบับละ 20 บาท
※ อย่าลืมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพยาน 2 คนไปให้พร้อม (หากไม่สามารถหาพยานมาเองได้ สามารถขอให้ทางสำนักงานจัดหาให้ก็ได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการให้เนื้อหาในพินัยกรรมเป็นความลับ ไม่ต้องการเปิดเผยก่อนที่ตนจะเสียชีวิต และเป็นผู้ที่สามารถเดินทางไปสำนักงานทะเบียนได้เท่านั้น
องค์ประกอบ (ต้องครบทุกข้อ)
- ผู้ทำจัดทำพินัยกรรม (เขียนหรือพิมพ์ก็ได้) และลงลายมือชื่อในพินัยกรรมนั้น
- นำพินัยกรรมนั้นใส่ซองปิดผนึก และลงลายมือชื่อคาบรอยผนึกนั้น
- นำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อเจ้าพนักงานและพยานอีกอย่างน้อย 2 คน และแจ้งว่าเป็นพินัยกรรมของตน (หากผู้ทำ ไม่ได้เป็นผู้เขียนพินัยกรรมเอง ต้องแจ้งชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนด้วย)
- เจ้าพนักงานจดบันทึกถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรม ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมไว้บนซอง พร้อมประทับตราตำแหน่ง
- เจ้าพนักงานและพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อบนซองนั้น
กรณีผู้ที่ไม่สามารถพูดได้ หรือ ผู้ที่ทั้งเป็นใบ้และหูหนวกต้องการทำพินัยกรรมรูปแบบนี้ (มาตรา 1661)
- ให้ผู้นั้นเขียนบนซองพินัยกรรมด้วยตนเองว่า ว่าพินัยกรรมนั้นเป็นของตน ต่อหน้าเจ้าพนักงงานและพยาน 2 คน แทนการให้ถ้อยคำ (หากมีผู้อื่นเขียนพินัยกรรมให้ ให้เขียนชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนลงบนซองด้วย) และเจ้าพนักงงานจะจดบันทึกบนซองว่า ผู้ทำพินัยกรรมได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องแทนการให้ถ้อยคำแล้ว
เมื่อทำ “พินัยกรรมแบบเอกสารลับ” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำสามารถรับไปเก็บรักษาไว้เอง หรือเลือกที่จะฝากพินัยกรรไว้ที่สำนักงานก็ได้ หากเลือกที่จะฝากไว้เจ้าพนักงานจะออก “ใบรับพินัยกรรม (พ.ก. 7)” ให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน (เช่นเดียวกับพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง)
5) พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา (มาตรา 1663 - มาตรา 1664)
พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ถือเป็นกรณียกเว้นพิเศษที่จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ หรือ เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงฉุกเฉิน (เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ถึงแก่ความตาย ช่วงที่มีโรคระบาด หรือสงคราม) จนทำให้ไม่สามารถทำพินัยกรรม(เป็นหนังสือ)ตามรูปแบบอื่นๆที่กฎหมายกำหนดได้ทันท่วงที กรณีนี้กฎหมายอนุญาตให้ผู้นั้นสามารถทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้
องค์ประกอบ (ต้องครบทุกข้อ)
- ผู้ทำพินัยกรรม แจ้งข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการต่างๆ(เนื้อหาของพินัยกรรม)ด้วยวาจา ต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน
- พยานทั้ง 2 คน ต้องไปสำนักงานเขต/อำเภอโดยไม่ชักช้า แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่และแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมสั่งไว้ รวมถึงแจ้ง วันเดือนปี สถานที่ทำพินัยกรรม และพฤติการณ์พิเศษ
- เจ้าพนักงานจะจดบันทึกข้อความนั้น และพยานทั้ง 2 คนต้องลงลายมือชื่อรับรอง
ข้อควรระวัง:
เมื่อเหตุร้ายแรงฉุกเฉินนั้นได้ผ่านพ้นไป 1 เดือนและผู้ทำพินัยกรรมไปด้วยวาจานั้นกลับมามีโอกาสที่จะสามารถทำพินัยกรรมรูปแบบอื่นๆเป็นลายลักษณ์อักษรได้แล้ว พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจานั้นจะสิ้นผลไปโดยปริยาย (มาตรา 1664)
อ่านมาถึงตรงนี้ หากท่านผู้อ่านยังไม่แน่ใจว่า ควรจะเลือกทำพินัยกรรมแบบไหนดี
ยังไม่รู้ว่าจะเลือกใครมาเป็นพยานที่ไว้ใจได้ อยากแก้ไขพินัยกรรมแต่ไม่แน่ใจว่าทำถูกต้องมั้ย หรือยังมองไม่เห็นภาพรวมในการทำพินัยกรรม อาจลองปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินสถานการณ์และให้คำแนะนำเบื้องต้น ซึ่งทนายความหลายๆท่านมีบริการ “ให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี” รวมถึงบริการร่างพินัยกรรม-พร้อมจัดหาพยาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทำผิดแบบและตัดปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
สิ่งที่ควรเช็ค เพื่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรม
เพิ่มเติมไปจาก “คุณสมบัติของผู้ทำพินัยกรรม” และการทำพินัยกรรมให้ “ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด” ตามที่อธิบายไปข้างต้นแล้ว ยังคงมีในส่วนขององค์ประกอบและรายละเอียดอื่นๆที่จำเป็นต้องรู้และควรระวังเพื่อให้พินัยกรรมสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ใครเป็นพยานในพินัยกรรมได้บ้าง?
เรื่อง “คุณสมบัติของพยาน” เป็นอีกเรื่องที่ต้องใส่ใจอย่างมากในการคัดเลือก เพราะหากพยานคนใดคุณสมบัติไม่ครบ แต่เผลอไปลงชื่อในพินัยกรรม ก็จะทำให้พินัยกรรมฉบับนั้นเสียเปล่าและไม่มีผลตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่จะเป็นพยานในพินัยกรรมต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน ดังต่อไปนี้
- เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (อายุครบ 20 ปี หรือ บรรลุนิติภาวะตามเหตุที่กฎหมายกำหนด)
- ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต (บ้า) หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ (มาตรา 32)
- ไม่เป็นบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ ตาบอดทั้งสองข้าง
- เป็นบุคคลที่สามารถลงลายมือชื่อได้
- ไม่เป็นบุคคลที่จะได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับนั้น
ใครบ้างที่กฎหมายห้ามไม่ให้รับมรดกตามพินัยกรรม? (มาตรา 1653)
- ผู้เขียน/ช่วยเขียนพินัยกรรมฉบับนั้น
- พยานในพินัยกรรมฉบับนั้น
- คู่สมรส ของผู้เขียน/ของพยานในพินัยกรรมฉบับนั้น
- เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่จดข้อความในพินัยกรรมตามที่ได้รับแจ้ง (ถือว่าเป็นผู้เขียน)
นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดหลักเณฑ์เรื่อง “พฤติกรรมของผู้รับมรดก” ไว้ด้วย
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆคือ แม้ทายาทคนนั้นมีสิทธิรับมรดก แต่หากทายานคนนั้นทำ “พฤติกรรมที่ไม่สมควร” เช่น ยักย้าย/ปิดบังทรัพย์มรดก โดยฉ้อฉล(มีเจตนาที่ไม่ดี) หรือ ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดว่า เจตนาหรือพยายามทำให้เจ้ามรดก หรือผู้ที่มีสิทธิรับมรดกก่อนตนตาย เป็นต้น
กรณีนี้ทายาทที่ประพฤติไม่สมควรคนนั้นจะถูกกฎหมายกำจัดไม่ให้ได้รับมรดก
ประเด็นเรื่อง “ทายาทโดยธรรม” และ “ การรับมรดก” มีเงื่อนไข ข้อยกเว้น และรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงขอแยกอธิบายอย่างเป็นระบบในบทความถัดไป
ต้องการแก้ไขหรือยกเลิกพินัยกรรม ทำได้อย่างไรบ้าง?
หากผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะแก้ไข ลบ เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงข้อความบางส่วนในพินัยกรรม
ไม่ว่าจะเป็นการแก้คำที่เขียนผิด การระบุทรัพย์สินหรือผู้รับพินัยกรรมคลาดเคลื่อน หรือแม้แต่กรณีเปลี่ยนใจภายหลังจากที่ทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว ก็สามารถทำได้โดยการ “ทำรูปแบบเดียวกับแบบพินัยกรรมที่เลือกทำในฉบับก่อนหน้า”
เช่น หากพินัยกรรมเดิมทำไว้เป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา การแก้ไขเพิ่มเติมก็ต้องทำในรูปแบบเช่นเดียวกัน มิฉะนั้น จะถือว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีผล และศาลจะยังคงยึดข้อความเดิมที่เขียนไว้ในพินัยกรรมฉบับก่อนหน้า
กรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมต้องการยกเลิกพินัยกรรมทั้งฉบับ
สามารถทำได้โดยนำไปทำลายทิ้ง หรือ เขียนพินัยกรรมฉบับใหม่มาแทนที่ โดยพินัยกรรมฉบับหลังมีผลเป็นการเพิกถอนฉบับแรกตามกฎหมาย ก็ให้ถือเอาเนื้อหาและข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับหลังเป็นหลัก
ข้อกำหนดในพินัยกรรม แบบไหนที่กำหนดได้และไม่ได้?
อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ทำพินัยกรรม ควรทราบและใช้ความระมัดระวังคือ “การเลือกใช้คำและข้อความที่จะระบุในพินัยกรรม” โดยตัวอย่างของข้อกำหนดต่อไปนี้ แม้ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ก็จะ “จะไม่มีผล/เป็นโมฆะ” บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย เช่น
- ระบุ “ยกทรัพย์สิน ที่ไม่ได้เป็นของผู้ทำพินัยกรรม” (กำหนดได้เท่าที่เป็นของตัวเองเท่านั้น)
- ระบุ “ตัวผู้รับมรดกไว้ไม่ชัดเจน” จนไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นใคร
- ระบุ “ทรัพย์สินที่จะยกให้ไว้ไม่ชัดเจน” จนไม่รู้แน่ว่าเป็นสิ่งใด
- ตั้งเงื่อนไขบังคับให้ผู้รับมรดกต้อง “โอน/ยกทรัพย์ ที่ได้จากพินัยกรรมหรือทรัพย์ของผู้รับเอง ให้แก่บุคคลอื่นอีกทอด”
- ข้อกำหนดที่ “ขัดต่อกฎหมาย/ศีลธรรมอันดี/ความสงบเรียบร้อย” หรือ “สิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้”
- ระบุ “ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เขียน/พยานในพินัยกรรม” (รวมถึงคู่สมรส)
- ระบุ “ตั้งผู้ปกครองทรัพย์เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้” กรณียกมรดกใหผู้เยาว์/คนไร้ความสามารถ/คนเสมือนไร้ความสามารถ
- ระบุ “ให้จัดตั้งมูลนิธิ” ที่ไม่สามารถจัดตั้งได้ตามกฎหมาย
การกำหนดผู้รับทรัพย์ในพินัยกรรมไม่ใช่ว่าเขียนชื่อไว้แล้วจะจบเสมอไป
แม้ผู้ทำพินัยกรรมจะระบุผู้รับมรดกไว้ชัดเจนเพียงใดแต่
1. หากผู้ที่ถูกกำหนดให้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม (ผู้รับมรดก) เสียชีวิตก่อนผู้ทำพินัยกรรม (ผู้ให้มรดก) ข้อกำหนดในส่วนนั้นย่อมตกไป ส่งผลให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดก เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทอื่นๆตามกฎหมายหรือข้อกำหนดส่วนอื่นของพินัยกรรมที่ยังมีผลอยู่ต่อไป
2. หากผู้รับพินัยกรรมแสดงเจตนาสละมรดกตามวิธีที่กฎหมายกำหนด ย่อมมีผลทำให้ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตามข้อกำหนดนั้นอีก อย่างไรก็ดี หากผู้สละมรดกมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม ผู้สืบสันดานของผู้นั้นก็อาจมีสิทธิสืบมรดกหรือรับมรดกแทนได้ ซึ่งต้องพิจารณาตามหลักการรับมรดกแทนที่กันและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป
จึงเห็นได้ว่า การร่างพินัยกรรมมีรายละเอียดทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ เพราะนอกจากถ้อยคำในเอกสารแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้รับมรดกในอนาคต รวมถึงประเด็นการตีความตามแนวคำพิพากษาศาลด้วย
หากต้องการให้พินัยกรรมสะท้อนเจตนาได้ชัดเจนและลดความเสี่ยงต่อข้อพิพาทภายหลัง ควรปรึกษาทนายความ เพื่อช่วยร่างข้อความให้รอบคอบและสอดคล้องกับกฎหมายตั้งแต่ต้นจะเป็นการดีที่สุด
เมื่อไหร่เรา “ควรจ้างทนาย” เพื่อจัดทำหรือตรวจพินัยกรรม?
- ควรจ้างทนายจัดทำพินัยกรรม เมื่อทรัพย์มรดกมีความหลากหลาย มีหลายประเภท หลายแห่ง หลายจังหวัด หรือมีทรัพย์สินอยู่ในต่างประเทศ เพราะทรัพย์แต่ละชนิดอาจมีวิธีโอน การจัดการ และข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน
- ควรจ้างทนายจัดทำพินัยกรรม เมื่อมีทายาทหลายกลุ่ม หรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อโต้แย้งระหว่างบุคคลในครอบครัว เนื่องจากการร่างถ้อยคำในพินัยกรรมให้ชัดเจน รัดกุม และสอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการลดโอกาสเกิดข้อพิพาทภายหลัง
- ควรจ้างทนายร่างพินัยกรรม เมื่อผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะกำหนดเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน เช่น การกำหนดวิธีจ่ายทรัพย์เป็นงวด การวางกลไกดูแลทรัพย์เพื่อประโยชน์ของผู้รับมรดกบางคน หรือการแต่งตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้
- ควรจ้างทนายทำพินัยกรรม เมื่อเคยทำพินัยกรรมฉบับก่อนมาแล้ว และประสงค์จะยกเลิก แก้ไข หรือทำฉบับใหม่แทนฉบับเดิม เนื่องจากหากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจเกิดปัญหาเรื่องการตีความว่าฉบับใดยังมีผลใช้บังคับอยู่
- ควรจ้างทนายทำพินัยกรรม เมื่อต้องการตรวจสอบความสมบูรณ์ของพินัยกรรม ทั้งในเรื่องรูปแบบ เนื้อหา วิธีลงลายมือชื่อ พยาน และรายละเอียดตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์และสามารถใช้บังคับได้จริงเมื่อถึงเวลา
ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายทำพินัยกรรม
โดยทั่วไป การจ้างทนายความเพื่อจัดทำพินัยกรรมอาจใช้ระยะเวลาและมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ เช่น จำนวนและความซับซ้อนของทรัพย์สินที่ประสงค์จะระบุเป็นทรัพย์มรดก ลักษณะของข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ต้องการกำหนดไว้ในพินัยกรรม ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและบุคคลในครอบครัวหรือเครือญาติที่ผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะให้รับมรดก
- ในทางปฏิบัติการจัดทำพินัยกรรมอาจใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น หากมีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบหรือมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
- ส่วนค่าใช้จ่ายนั้น โดยมากมักเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป และอาจสูงกว่านี้ในกรณีที่มีทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ หรือมีเงื่อนไขและข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน
อย่างไรก็ดี หากเป็นกรณีที่ทรัพย์สินไม่ซับซ้อนและไม่มีเงื่อนไขมาก ค่าใช้จ่ายก็อาจลดลงมาเหลือหลักพันบาทได้เช่นกัน ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามความยากง่ายและรายละเอียดของแต่ละคดีเป็นสำคัญ
ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่าน หากยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถเข้าไป ตั้งคำถามผ่านช่องทาง Free Q&A หรือรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าปรึกษากับทนายความ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมที่ชัดเจนและเฉพาะประเด็นมากขึ้นค่ะ
ปรึกษาทนายตัวจริง
สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว


